แทบทุกรัฐบาลในอดีต ต่างก็เผชิญเหตุวิกฤตกันมาแล้วทั้งนั้น แต่ไม่เพียงจะรับมือกับวิกฤตที่กำลังเผชิญอยู่โดยตรงเท่านั้น หากแต่ยังต้องบริหารจัดการผลกระทบที่เป็นเหตุให้เกิดวิกฤตด้านอื่น ๆ ที่ตามมาด้วย อาจจะเรียกว่า วิกฤต ซ้อนวิกฤต ก็ได้ แต่นอกเหนือจากวิกฤต ที่เกิดจากสถานการณ์หรือเหตุการณ์นั้น ๆ แล้ว สำคัญอยู่ที่ว่าในวิกฤต มี "ไอ้โม่ง" ลักลอบเอาผลประโยชน์ในภาวะที่ประชาชนเดือดร้อนหรือไม่
และนี่คือข้อสังเกตหนึ่ง ที่ประมวลผลจากการอภิปรายเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่องแนวทางการรับมือกับวิกฤตตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ทั้งที่ สส.พรรคภูมิใจไทย , พรรคเพื่อไทย , พรรคประชาชน , พรรคประชาธิปัตย์ , พรรคกล้าธรรม และ พรรคประชาชาติ รวม 6 พรรค เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 25 มี.ค.
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี
โดยหยิบยกว่า อดีตรัฐบาล ต่างก็เผชิญวิกฤตมาด้วยกันทั้งสิ้น อย่าง อดีตรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่เจอกับวิกฤตการเงิน ซึ่งเรียกว่า "วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์" หรือมาตอนอดีตรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ต้องรับมือกับอุทกภัย-น้ำท่วมใหญ่ ปี 2554 และอดีตรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปี 2563 ที่ต้องบริหารจัดการกับโควิด-19
ซึ่งก็แทบจะเป็น "วิกฤตซ้อนวิกฤต" และน่าจะไม่ต่างกับวิกฤตพลังงาน ที่ ครม.อนุทิน 2 ต้องเผชิญเป็น "ปมร้อน-ปมแรก" หลังเข้ารับหน้าที่ ด้วยการอภิปราย สส.ต่างพุ่งเป้า-เล็งเห็นผล ให้เปิดหน้า "อีแอบ-ไอ้โม่ง" ยึดผลประโยชน์ส่วนตัว และต้องเอาคนผิดมาลงโทษ เพราะยืนอยู่บนความเดือดร้อนของประชาชน
นอกจากข้อเสนอแนะต่อ "ครม.อนุทิน 2" กรณีการวางแผนบริหารจัดการปัญหาเฉพาะหน้า จะด้วย "ราคาน้ำมัน-ราคาสินค้า" หรือผลกระทบอื่นที่กำลังจะตามมาอีก สส.ส่วนใหญ่ ก็คาดหวังจะเห็นนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา เป็นนโยบายที่พร้อมจะรับมือกับวิกฤตที่กำลังจะเกิดขึ้น รวมไปถึงการจัดสรรงบประมาณ ผ่านร่างกฎหมายงบประมาณประจำปี 2570 ที่ต้องสอดรับกับสถานการณ์บ้านเมือง ใช่แค่นโบายหาเสียงเท่านั้น
จาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
จากการอภิปรายของ นายจาตุรนต์ ฉายแสง สะท้อนให้เห็นถึง โจทย์สำคัญของรัฐบาล หรือ "ครม.อนุทิน 2" รองจากการ กำหนดนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา ซึ่งถือเป็นแนวทางบริหารราชการแผ่นดินตลอด 4 ปี ที่ต้องวางให้รอบด้านและรับมือได้ทุกมิติ ใช่แค่การเอาตัวรอดจากวิกฤตที่เกิดขึ้น แต่จะทำอย่างไร ให้ประเทศเดินหน้าไปสู่การมีฐานเศรษฐกิจ ที่มั่นคงและยืดหยุ่น สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้
เวลานี้ กองทุนน้ำมัน ติดลบอยู่ที่ 30,000 ล้าน และ ครม. ยังต้องเตรียมจัดสรรงบประมาณ เพื่ออุดหนุน หรือ พยุงกลุ่มเปราะบางในภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้นอีก เพียงแค่นี้ เพดานหนี้สาธารณะ ก็พุ่งอยู่ที่ 7.7 แสนล้านบาทแล้ว ซึ่งก็ถือเป็นข้อจำกัดด้านการจัดสรรงบประมาณของปีหน้า คู่ขนานกับปม-ปัญหาที่ต้องคาดการณ์ และมีแผนรับมือให้ชัด
สรุปแล้ว สภาฯ อภิปรายกัน 12 ชั่วโมงเต็ม ๆ ปิดสภาฯ ไปช่วง 22.00 น. ประมวลแล้ว ก็คือ เร่งให้รัฐบาล ออกมาตรการรับมือเฉพาะหน้า และต้องมีแผนระยะยาว รองรับสถานการณ์กันต่ออีกด้วย โดยก่อนปิดประชุม มีมติเห็นชอบ ส่งทุกข้อเสนอแนะไปให้รัฐบาล และดูแล้ว วิกฤตพลังงาน ไม่ใช่แค่ ปมร้อน-ปมแรก ของรัฐบาล
แต่ยังหมายถึง ประชาชน ก็ต้องปรับแผนการดำรงชีวิต เพื่อรับมือกับวิกฤต ที่กำลังจะมาถึงด้วย
รายงาน : เสาวลักษณ์ วัฒนศิลป์ บรรณาธิการข่าวการเมือง ไทยพีบีเอส
อ่านข่าว :
“พณ.”เกาะติดราคาสินค้า วัตถุดิบ-บรรจุภัณฑ์พลาสติก ปรับราคา 10-15%
นายกฯ เรียกด่วน ครม.นัดพิเศษ ถกวิกฤตพลังงาน ปัดตอบน้ำมันขึ้น 6 บาท
ราคาน้ำมันดีเซล-กลุ่มเบนซินพุ่งพรวด 6 บาท/ลิตร มีผล 26 มี.ค.
