วันนี้ (6 เม.ย.2569) เดวิด โกลด์แมน ผู้สื่อข่าวอาวุโสของ CNN Business วิเคราะห์ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเผชิญกับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเกี่ยวกับสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นประเด็นที่ดูเหมือนว่าเขาจะยังไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด ว่าความสำคัญของเส้นทางเดินเรือนี้กลับมีผลต่อสหรัฐฯ มากกว่าที่เขาพยายามสื่อสารออกมาต่อสาธารณชน
ย้อนกลับไปเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (1 เม.ย.) ทรัมป์ได้แถลงการณ์ผ่านทำเนียบขาวด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจว่า "สหรัฐอเมริกาแทบไม่ได้นำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเลย และเราจะไม่นำเข้าอีกในอนาคต เราไม่ต้องการมัน เราไม่เคยต้องการ และตอนนี้เราก็ยังไม่ต้องการน้ำมันจากที่นั่น" แต่เพียงไม่กี่วันต่อมา ในวันอาทิตย์ที่ 5 เม.ย. ท่าทีของทรัมป์กลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อเขาโพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียลด้วยถ้อยคำที่รุนแรงและหยาบคายว่า "เปิดช่องแคบเฮงซวยนั่นเดี๋ยวนี้ พวกแกมันบ้า ถ้าไม่เปิด พวกแกจะได้ไปอยู่ในนรกแน่ คอยดูเถอะ!"
ทำไมอเมริกาที่ "พึ่งพาตัวเองได้" แต่ทรัมป์ยังต้องขู่ให้เปิด "ฮอร์มุซ"
คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นคือ อะไรคือปัจจัยที่ทำให้ผู้นำสหรัฐฯ เปลี่ยนท่าทีไปได้รวดเร็วเพียงนี้ ?
คำตอบที่ชัดเจนที่สุดประการหนึ่งคือ "ราคาน้ำมัน" นั่นเอง ราคาน้ำมันในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นมากกว่าร้อยละ 11 ในวันพฤหัสบดีที่ 2 เม.ย. ซึ่งเป็นวันหลังจากที่เขาออกมาแถลงการณ์ว่าอเมริกาไม่ต้องการน้ำมันจากตะวันออกกลาง โดยราคาดีดตัวขึ้นไปปิดที่เหนือระดับ 111 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งถือเป็นระดับราคาที่สูงที่สุดในรอบ 4 ปี และเป็นการพุ่งขึ้นในวันเดียวที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์น้ำมันโลก
หากย้อนกลับไปก่อนที่ทรัมป์จะแถลง น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสมีการซื้อขายกันอยู่ที่ประมาณ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล และถ้าย้อนไปก่อนที่สงครามจะเริ่มต้นขึ้น ราคายังอยู่ไม่ถึง 70 ดอลลาร์/บาร์เรลด้วยซ้ำ
หากพิจารณาตามข้อเท็จจริง ทรัมป์กล่าวถูกต้องในส่วนที่ว่าสหรัฐฯ พึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซค่อนข้างน้อย สหรัฐฯ นำเข้าน้ำมันผ่านเส้นทางนี้เพียงประมาณ 500,000 บาร์เรล จากปริมาณการใช้ทั้งหมด 20 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำมากจนสามารถหาน้ำมันจากแหล่งอื่นมาทดแทนได้ไม่ยากนัก อย่างไรก็ตาม คำขู่ที่เต็มไปด้วยคำหยาบคายล่าสุดของทรัมป์กลับสะท้อนความจริงที่เจ็บปวดว่า เศรษฐกิจของสหรัฐฯ จำเป็นต้องพึ่งพาสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซมากกว่าที่ทรัมป์เคยยอมรับ
ในแง่ของอุปสงค์และอุปทาน สหรัฐฯ ประสบความสำเร็จอย่างน่าทึ่งในช่วง 15 ปีที่ผ่านมาในการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมพลังงานผ่านเทคโนโลยี Hydraulic Fracking และการเจาะน้ำมันในแนวราบ ปัจจุบันอเมริกาสามารถผลิตน้ำมันได้วันละประมาณ 22 ล้านบาร์เรล ซึ่งมากกว่าซาอุดีอาระเบียที่เป็นอันดับ 2 ถึงเท่าตัว และมากกว่าปริมาณที่คนในประเทศบริโภคในแต่ละวันเสียด้วยซ้ำ จนดูเหมือนว่าอเมริกาจะได้รับเอกราชทางพลังงานแล้ว
แต่ความจริงกลับซับซ้อนกว่านั้น สหรัฐฯ ยังคงต้องนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่า 6,000,000 บาร์เรล/วัน หรือประมาณ 1 ใน 3 ของปริมาณที่บริโภค และยังมีการส่งออกน้ำมันอีกประมาณ 4,000,000 บาร์เรล/วัน สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะ "น้ำมันดิบแต่ละชนิดถูกสร้างมาไม่เหมือนกัน"
น้ำมันที่อเมริกาผลิตได้เป็นชนิด "เบาและหวาน" เหมาะสำหรับการผลิตน้ำมันเบนซิน แต่กลับใช้ไม่ได้ผลดีนักในการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับทำความร้อน ยางมะตอย และน้ำมันดีเซล ซึ่งต้องใช้น้ำมันดิบชนิดหนักและมีกำมะถันสูง (หนักและเปรี้ยว) ที่ผลิตได้จากเวเนซุเอลาและตะวันออกกลาง
นอกจากนี้ ตลาดน้ำมันยังเป็นตลาดโลก เมื่อปริมาณน้ำมันในภูมิภาคหนึ่งลดลง ย่อมส่งผลกระทบต่อทุกที่ทั่วโลก ในช่วงเวลาที่อุปทานตึงตัวเช่นนี้ ผู้นำเข้าน้ำมันจะเกิดการแข่งขันกันเพื่อแย่งชิงน้ำมันที่ยังเหลืออยู่ ส่งผลให้ราคาพุ่งสูงขึ้นสำหรับทุกคนที่ต้องการมัน
แดน พิกเกอริง ผู้ก่อตั้ง Pickering Energy Partners ระบุว่า แม้สหรัฐฯ จะยังมีน้ำมันใช้อย่างเพียงพอในช่วงสงครามกับอิหร่าน แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาหลัก ปัญหาที่แท้จริงคืออเมริกาไม่สามารถแยกตัวออกจากอาการ "ช็อก" ของราคาน้ำมันในตลาดโลกได้
ราคาพลังงานที่พุ่งสูงเป็นผลพวงที่เห็นได้ชัดจากการที่อิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างมีประสิทธิภาพ ราคาน้ำมันยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงหลังจากคำขู่ของทรัมป์ที่จะโจมตีโรงไฟฟ้าและสะพานของอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ พุ่งขึ้นไปอยู่ที่เฉลี่ย 4.11 ดอลลาร์/แกลลอน
ราคาที่พุ่งสูงนี้กำลังสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มคนอเมริกันที่มีรายได้ระดับกลางและระดับล่างที่กำลังดิ้นรนอย่างหนักกับค่าน้ำมัน ขณะที่ธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่สามารถขยับราคาสินค้าได้อีกต่อไปจำต้องตัดสินใจอย่างยากลำบากเกี่ยวกับการปรับลดพนักงาน
ความกังวลที่ใหญ่กว่านั้นคือ หากราคาที่สูงเกินไปเริ่มทำลายความต้องการใช้ แม้ราคาอาจจะลดลงในภายหลัง แต่หากคนอเมริกันไม่มีเงินพอจะเติมน้ำมันรถหรือซื้อตั๋วเครื่องบิน นั่นจะกลายเป็นปัญหาใหญ่หลวงของระบบเศรษฐกิจ แม้ว่าการจะทำให้เศรษฐกิจขนาด 30 ล้านล้านดอลลาร์ล่มสลายนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย และสงครามครั้งนี้เพิ่งดำเนินมาเพียง 5 สัปดาห์กว่า ๆ แต่หากยืดเยื้อออกไปเป็นเดือน ก็อาจสร้างความเสียหายรุนแรงถึงขั้นเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้
นักวิเคราะห์จากวอลล์สตรีตประเมินว่า ทุก ๆ 10 ดอลลาร์ที่ราคาน้ำมันบาร์เรลพุ่งขึ้น จะไปเฉือน GDP ลงประมาณร้อยละ 0.1 - 0.4 ดังนั้นราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นมาแล้ว 40 ดอลลาร์ในปัจจุบัน อาจทำให้ GDP หายไปประมาณร้อยละ 1 ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ควรประมาท และสถานการณ์อาจเลวร้ายลงอย่างรวดเร็วหากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นไปอีก
ยิ่งไปกว่านั้น น้ำมันไม่ใช่ปัจจัยเดียว เพราะสินค้าทุกอย่างที่ต้องขนส่งด้วยรถบรรทุกจะมีราคาแพงขึ้นเนื่องจากราคาดีเซลที่พุ่งกระฉูด รวมถึงสินค้านำเข้าอื่นๆ ผ่านช่องแคบ เช่น อะลูมิเนียม ฮีเลียม และปุ๋ย ซึ่งจะส่งผลให้ราคาวัสดุก่อสร้าง ไมโครชิป และอาหารพุ่งสูงตามไปด้วย คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อในเดือนมีนาคมจะพุ่งไปที่ร้อยละ 3.5 ซึ่งจะลบผลประโยชน์จากค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นในปีที่ผ่านมาของแรงงานอเมริกันไปจนหมดสิ้น
โจ บรูซูลาส นักเศรษฐศาสตร์จาก RSM US กล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ สามารถทนทานต่อแรงกระแทกจากราคาน้ำมันที่ 100 ดอลลาร์ได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่ถ้ามันกลายเป็น 150 หรือ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นั่นจะเป็นเรื่องที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
นี่คือเหตุผลที่ทรัมป์เริ่มมีท่าทีตื่นตระหนกต่อช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง แม้ว่าเขาจะพูดจากลับไปกลับมาตั้งแต่เริ่มสงคราม โดยรัฐบาลของเขาได้ให้คำมั่นว่าจะส่งเรือรบไปคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันและรับประกันประกันภัยให้กับเรือที่ถูกยกเลิกความคุ้มครอง แต่ในขณะเดียวกันเขากลับเรียกร้องให้ประเทศที่พึ่งพาน้ำมันตะวันออกกลางออกไปช่วยกันเปิดช่องแคบด้วยตัวเอง พร้อมข้อความเย้ยหยันว่า "ไปหาน้ำมันใช้กันเองเถอะ!"
ท่าทีที่เปลี่ยนไปรายวันของทรัมป์ทำให้ราคาน้ำมันผันผวนอย่างรุนแรง แต่ภาพรวมยังคงเป็นขาขึ้น เนื่องจากชัดเจนว่าอิหร่านเป็นผู้ถือไพ่เหนือกว่าในช่องแคบนี้ และการถอนตัวจากสงครามของสหรัฐฯ ก็อาจไม่ช่วยให้เส้นทางขนส่งน้ำมันกลับมาเปิดได้อีกครั้ง
ขณะที่อิหร่านประกาศว่าจะเรียกเก็บค่าผ่านทางสำหรับการเดินเรือผ่านช่องแคบอย่างปลอดภัย ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมที่ประเทศในอ่าวอาหรับส่วนใหญ่คงจะปฏิเสธที่จะจ่าย ซึ่งแม้ช่องแคบจะเปิดได้เพียงบางส่วน โลกก็จะยังขาดแคลนน้ำมันอยู่ประมาณ 4,40,000 - 8,000,000 บาร์เรล/วัน ตามการประเมินของนักยุทธศาสตร์พลังงานจาก Citi
ทั้งนี้ ทรัมป์ได้ขีดเส้นตายให้อิหร่านเปิดช่องแคบภายในวันอังคารที่ 7 เม.ย. เวลา 20.00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ทว่ายังไม่มีความชัดเจนว่าปฏิกิริยาของอิหร่านจะเป็นอย่างไร หรือสหรัฐฯ จะหาวิธีใดมาโน้มน้าวให้อิหร่านยอมทำตามในท้ายที่สุด
อ่านข่าวอื่น :
มาครงวิจารณ์ทรัมป์ "สงครามไม่ใช่โชว์" ควรพูดจริงจังไม่กลับกลอก
"ทรัมป์" เตรียมแถลงข่าว ยืนยัน ช่วยเหลือ "นักบิน" ได้แล้ว
สื่อเผยสหรัฐฯ-อิหร่านถกเงื่อนไขหยุดยิง 45 วัน ปูทางยุติสงคราม
