วันนี้ (30 เม.ย.2569) นายสมชาย พรรัตนเจริญ อดีตนายกสมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด คือประชาชนระดับล่างและคนฐานรากของประเทศ ที่กำลังเผชิญภาวะค่าครองชีพสูงขึ้นอย่างหนัก
ห่วง ค่าครองชีพพุ่งซ้ำเติมคนรายได้น้อย อดีตนายกค้าปลีกฯ ชี้ “คนละครึ่งพลัส”ไม่ตอบโจทย์
ขณะที่ รายได้กลับไม่เพิ่มตาม ซึ่งปัจจุบันเม็ดเงินการใช้จ่ายของคนไทยจำนวนมาก ไหลเข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ ศูนย์การค้า และระบบค้าปลีกขนาดใหญ่ ส่งผลให้เงินในระบบชุมชนท้องถิ่นลดลงอย่างต่อเนื่อง แตกต่างจากอดีตที่เงินหมุนเวียนผ่านร้านโชห่วย ร้านค้ารายย่อย และผู้ค้าท้องถิ่น ซึ่งช่วยกระจายรายได้สู่คนทุกระดับได้ดีกว่า
นายสมชาย กล่าวว่า ปัจจุบันความเหลื่อมล้ำด้านการจัดจำหน่ายสินค้าขยายตัวชัดเจน โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร เช่น ขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่ม และสินค้าในระบบค้าสมัยใหม่ ที่ต้องพึ่งพาเครือข่ายโลจิสติกส์ แพลตฟอร์ม และต้นทุนการตลาดสูง ทำให้ผู้บริโภคต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจำนวนมาก ทั้งค่าขนส่ง ค่าแพลตฟอร์ม ค่าเช่าพื้นที่ และค่าบรรจุภัณฑ์ จนเงิน 100 บาทที่ประชาชนใช้จ่ายจริง อาจเหลือมูลค่าการบริโภคแท้จริง เพียงประมาณ 40 บาท ขณะที่ อีกกว่า 60% สูญเสียไปกับต้นทุนระบบสมัยใหม่ ซึ่งยิ่งทำให้คนระดับล่างจนลง
ห่วง ค่าครองชีพพุ่งซ้ำเติมคนรายได้น้อย อดีตนายกค้าปลีกฯ ชี้ “คนละครึ่งพลัส”ไม่ตอบโจทย์
สิ่งที่ควรเร่งดำเนินการ คือ การสร้างทางเลือกให้ประชาชน สามารถเข้าถึงสินค้าราคาถูกผ่านร้านค้าดั้งเดิม ร้านค้าชุมชน และภาคเกษตรในท้องถิ่น เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น
นายสมชาย กล่าวต่อว่า เรียกร้องให้ภาครัฐ กลับมาทบทวนกติกาเศรษฐกิจใหม่ โดยเฉพาะการควบคุมการขยายตัวของทุนขนาดใหญ่ในพื้นที่ชนบท หรืออำเภอขนาดเล็ก เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ค้ารายย่อยเติบโตได้ก่อน พร้อมเสนอให้ภาครัฐลดความเหลื่อมล้ำ ด้วยการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ มากกว่าการปล่อยให้รายใหญ่ครอบงำตลาด โดยเปรียบเทียบว่าหากปล่อยให้ทุนขนาดใหญ่ขยายตัวเหมือนต้นไม้ใหญ่ ก็จะทำให้ผู้ค้ารายเล็กไม่สามารถเติบโตได้เลย
ห่วง ค่าครองชีพพุ่งซ้ำเติมคนรายได้น้อย อดีตนายกค้าปลีกฯ ชี้ “คนละครึ่งพลัส”ไม่ตอบโจทย์
นายสมชาย กล่าวว่า สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น โครงการคนละครึ่งพลัสนั้น อาจตอบโจทย์คนระดับกลางที่ยังมีกำลังใช้จ่าย แต่ไม่สามารถช่วยคนระดับล่าง ที่ไม่มีเงินเติมได้จริง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การกู้เงินมาแจก อาจไม่ใช่แนวทางที่ยั่งยืน เพราะสุดท้ายเม็ดเงินจำนวนมาก อาจไหลกลับไปสู่กลุ่มทุนขนาดใหญ่ ทำให้คนรวยยิ่งรวยขึ้น
ขณะที่ประชาชนฐานรากยังคงเผชิญปัญหาเดิม พร้อมเสนอว่าหากรัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงิน ควรนำไปใช้เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ ลดข้อจำกัดในการแข่งขัน และส่งเสริมศักยภาพของประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ยังสามารถทำงานได้ แทนการแจกเงินระยะสั้น ในภาวะปัจจุบัน สิ่งสำคัญกว่าการกระตุ้น GDP คือ การสร้างความมั่นคงด้านปากท้อง ความอยู่รอด และคุณภาพชีวิตของประชาชนระดับล่าง
อ่านข่าว:
เริ่มแล้ว "ไทยช่วยไทย" ธงฟ้า ธีม Back to School 878 แห่งทั่วประเทศ
ดันศก.ฐานราก เชื่อมร้านค้าท้องถิ่น พค.ผุดไทยช่วยไทย X Local Low Cost
พณ.รับเปิดเทอม ลดค่าครองชีพ จัด Back To School 2026 ลดสูงสุด 86%
คนไทยเป็นหนี้สูง 62.44% กลุ่มเกษียณ-รับจ้าง-บริการ หนี้นอกระบบพุ่ง
