วันนี้ (4 พ.ค.2569) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม กล่าวถึงความคุ้มค่า และความจำเป็นของโครงการแลนด์บริดจ์ ที่ฝ่ายค้านตั้งข้อสังกตว่า แนวคิดการเชื่อมต่อทางน้ำระหว่าง 2 ฝั่งทะเลของไทย มีการหารือกันมานานนับทศวรรษ
แต่ในปัจจุบันความจำเป็นทางภูมิรัฐศาสตร์และสภาวะเศรษฐกิจโลกได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางและความแออัดที่เพิ่มขึ้นของช่องแคบมะละกา ซึ่งคาดการณ์ว่าจะถึงจุดเต็มขีดความสามารถในการรองรับเรือขนส่งสินค้าภายใน 10 ปีข้างหน้า ดังนั้น การหยิบยกโครงการนี้มาพิจารณาจึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลตามสถานการณ์โลก เพื่อสร้างโอกาสใหม่ในการสร้างรายได้และงานให้แก่คนไทย
สำหรับความคุ้มค่าในการลงทุนนั้น สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้ดำเนินการศึกษาอย่างละเอียดร่วมกับบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลกจากประเทศเนเธอร์แลนด์ ผลการประเมินพบว่าตัวเลขทางสถิตินั้นมีความน่าสนใจอย่างมาก โดยมีอัตราผลตอบแทนภายในทางการเงิน (FIRR) อยู่ที่ประมาณร้อยละ 11 และอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) อยู่ที่ร้อยละ 8 ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงศักยภาพในการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ
จากการทำโรดโชว์ที่ผ่านมาพบว่ามีบริษัทระดับโลกให้ความสนใจร่วมศึกษาและติดตามโครงการมากกว่า 400 แห่ง สะท้อนให้เห็นว่าภาคเอกชนเล็งเห็นผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการเชื่อมต่อระบบโลจิสติกส์ผ่านประเทศไทย
ในประเด็นเรื่องงบประมาณที่สูงถึงกว่า 900,000 ล้านบาท นายสิริพงศ์ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้ใช้เงินงบประมาณแผ่นดินทั้งหมดในการดำเนินการ แต่จะใช้วิธีการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (Public-Private Partnership หรือ PPP) ซึ่งจะครอบคลุมทั้งการก่อสร้างท่าเรือ ระบบราง ล้อ และท่อ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณารูปแบบที่เหมาะสมที่สุดเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและประโยชน์สูงสุดต่อภาครัฐ
นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับเสียงสะท้อนจากประชาชน โดยได้มีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขระยะเวลาการเช่าพื้นที่จากเดิมที่มีแนวคิดให้เช่า 99 ปี ปรับลดลงเหลือเพียง 50 ปี เพื่อลดความกังวลของสังคมและสร้างความสมดุลระหว่างการส่งเสริมการลงทุนและการรักษาอธิปไตยเหนือพื้นที่
สำหรับกรอบเวลาในการดำเนินงาน รัฐบาลมีแผนผลักดันร่าง พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ พ.ร.บ.SEC เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรภายในปีนี้ ซึ่ง พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวจะเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกข้อกฎหมายและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อเชิญชวนนักลงทุน หากการพิจารณากฎหมายและขั้นตอนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA/EHIA) เป็นไปตามแผน คาดว่าจะสามารถเริ่มงานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างเร็วที่สุดภายในปี 2573
ในตอนท้าย นายสิริพงศ์ได้กล่าวถึงความห่วงใยด้านสิ่งแวดล้อมว่า รัฐบาลยอมรับว่าโครงการขนาดใหญ่ย่อมมีผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่จะใช้มาตรการบริหารจัดการที่เข้มงวดที่สุดเพื่อให้คนในพื้นที่สามารถอยู่ร่วมกับโครงการได้อย่างยั่งยืน
โดยในเร็ว ๆ นี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจปราการ จะนำทีมลงพื้นที่เพื่อเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากชาวบ้านและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยตรง เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นมาปรับปรุงแนวทางการดำเนินโครงการให้ตอบโจทย์วิถีชีวิตและสร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชนในภาคใต้ได้มากที่สุด
อ่านข่าว :
อนุทินจัดทัพใหญ่ดัน "แลนด์บริดจ์" ตั้งเอกนิติ ปธ.ศึกษาฯ ขีดเส้น 90 วัน
“กลุ่มรักษ์ระนอง” ค้าน “แลนด์บริดจ์” ชี้กระทบชุมชน-กลุ่มเปราะบาง-สิ่งแวดล้อม
SEC Watch ส่ง จม.ถึง สส.ภูมิใจไทยภาคใต้ ถามกรณีที่ดิน-ทรัพยากร “แลนด์บริดจ์”
“คนหลังสวน” หวัง “แลนด์บริดจ์” ประตูเศรษฐกิจยุคใหม่ พลิกชีวิตให้ดีกว่าเดิม
