“ในความคิดเห็นของเรา การทำอะไรแล้วมีสติ คิดก่อนว่า ทำแล้วมันไม่รั่วมันไม่ไหล นั่นก็คือ ความหมายอย่างเข้าใจง่ายๆของเศรษฐกิจพอเพียง
สำหรับผู้ต้องขังอาจต้องอธิบาย แล้วก็ยกตัวอย่างให้เขาฟังว่า การปลูกผักเลี้ยงกบหรือเลี้ยงปลาที่สอนไปนั้น ทำเพื่ออะไรเพื่อว่าได้มีของกินโดยไม่ต้องซื้อ คือ เราจะได้ไม่ต้องจ่ายหรือถ้าต้องจ่ายก็จ่ายแต่จำเป็นไม่ใช้จ่ายเกินตัว
อันนี้ล่ะความพอเพียงยกตัวอย่างให้ผู้ต้องขังฟังเขาฟังเขาก็อาจจะเข้าใจได้ง่ายขึ้น
“ชีวิตผู้ต้องขัง บางทีไม่เคยหยุดคิดเลย โครงการกำลังใจในพระดำริในการน้อมนำ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาปรับใช้ในเรือนจำ อยากเสริมให้เขาหยุดคิดก่อนที่จะทำอะไร”
พระดำรัส สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภานเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เมื่อครั้งทรงพระอิสรยศ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2553 ณ เรือนจำชั่วคราวเขาระกำ จังหวัดตราด
คืนชีวิตเด็กติดท้องผู้ต้องขัง "โครงการกำลังใจ" ใช้ธงนำเศรษฐกิจพอเพียง
นับตั้งแต่ปี 2553 -2569 หลังจาก “โครงการกำลังใจ” ในพระดำริฯของพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้า พัชรกิติยาภา นเรนทิรา เทพยวดี เกิดขึ้นเพื่อให้ความช่วยเหลือกลุ่มผู้ต้องขังที่เป็นสตรีตั้งครรภ์และกลุ่มเด็กติดผู้ต้องขังในทัณฑสถาน โดยการการน้อมนำ เศรษฐกิจพอเพียง มาปรับใช้ ในเรือนจำ เนื่องจากเด็กที่ติดผู้ต้องขัง เป็นผู้บริสุทธิ์และ กลุ่มผู้ต้องขังหญิงที่ตั้งครรภ์ ก็มีความจำเป็น ที่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด
ผลการดำเนินงาน นับได้ว่าบรรลุเป้าหมาย ดังที่ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ฯ (พระอิสรยศในขณะนั้น )ทรงดำริไว้ทุกประการจนนำไปสู่การจัดทำมาตรฐานผู้ต้องขังหญิง หรือข้อกำหนดกรุงเทพฯ มีการยกระดับคุณภาพชีวิตและพัฒนามาตรฐานการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง กลายเป็นที่มาของโครงการ “Enhancing Lives of Female Inmates” ซึ่งต่อมาได้รับการรับรองจากที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 65 (65th United Nations General Assembly – UNGA) ในวันที่ 21 ธันวาคม 2553 และได้รับการเรียกเพื่อเป็นเกียรติว่า “Bangkok Rules” หรือ “ข้อกำหนดกรุงเทพฯ”
คืนชีวิตเด็กติดท้องผู้ต้องขัง "โครงการกำลังใจ" ใช้ธงนำเศรษฐกิจพอเพียง
และโครงการดังกล่าวไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้นยังมีการประทานแนวทางแก่กระทรวงยุติธรรมในการช่วยเหลือ ผู้ต้องขังที่ใกล้จะพ้นโทษเพื่อให้กลุ่มบุคคลเหล่านี้สามารถกลับคืนสู่สังคมได้อย่างแท้จริงและไม่หวนกลับไปกระทำความผิดอีก โดยเน้น การดำเนินงานในส่วนของ การเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย และการดูแลภายหลังปล่อยซึ่งเป็นภารกิจที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมคุมประพฤติและกรมราชทัณฑ์
โดยมีการทดลองนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาดำเนินการในโครงการส่วนพระองค์ กับกลุ่มประชาชนในจังหวัดอุดรธานี และทรงพบว่ากลุ่มประชาชนสามารถที่จะปรับเปลี่ยนวิธีคิดและนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาปรับใช้ในการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี
ด้วยเหตุดังกล่าวจึงโปรดเกล้าให้กระทรวงยุติธรรมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในเรือนจำตั้งแต่เดือนเมษายน 2553 และวางเป้าหมายในการดำเนินงานที่ครบวงจรคือการติดตามผู้ต้องขังที่พ้นโทษจากเรือนจำและใบดำรงชีวิตจริงในสังคมเป็นเวลา 2-3 ปี และทดลองใช้ในกลุ่มเรือนจำชั่วคราวซึ่งควบคุมผู้ต้องขังที่ใกล้พ้นโทษเหลือโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือจำคุกมาแล้ว 1 ใน 4 ดำเนินการใน 4 เรือนจำ คือ
เรือนจำชั่วคราวเขาระกำ สังกัดเรือนจำจังหวัดตราด
เรือนจำชั่วคราวแคน้อย สังกัดเรือนจำจังหวัดเพชรบูรณ์
เรือนจำชั่วคราวดอยราง สังกัดเรือนจำกลางเชียงราย
เรือนจำชั่วคราวเขาพลอง สังกัดเรือนจำจังหวัดชัยนาท
คืนชีวิตเด็กติดท้องผู้ต้องขัง "โครงการกำลังใจ" ใช้ธงนำเศรษฐกิจพอเพียง
การดำเนินการเบื้องต้นในขณะนั้น พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติติยาภา ฯ ได้ประทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ให้กับเรือนจำที่ดำเนินการเรือนจำและ 1 แสนบาท รวมทั้งสิ้น 400,000 บาท และโปรดให้มีการอบรมความรู้เกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยให้วิทยากรจากมูลนิธิเพื่อนพึ่งยามยาก มาเป็นวิทยากร ในการให้ความรู้แก่เรือนจำทั้ง 4 แห่ง ซึ่งปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเปรียบเสมือนธงนำความรู้ที่ก่อให้เกิดการแตกขยายของกิจกรรมต่าง ๆ ให้ผู้ต้องขังที่อยู่ในโครง การได้เรียนรู้และลงมือทำด้วยตนเอง
อ่านข่าว










