แม้ความกังวลสงครามตะวันออกกลาง และความขัดแย้ง ระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน จะเริ่มคลี่คลายลงในทิศทางที่ดี หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เปลี่ยนท่าที ประกาศยกเลิกโจมตีและทิ้งระเบิดต่ออิหร่าน ซึ่งเดิมมีกำหนดไว้เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. เนื่องจากการหารือกับอิหร่านได้รับความเห็นชอบจากหลายชาติ
และเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ – อิหร่าน บรรลุข้อตกลงสันติภาพร่วมกัน รวมถึงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียม ในขณะที่นายเชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ยืนยันว่า ข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ได้บรรลุผลสำเร็จแล้ว ส่วนพิธีลงนามอย่างเป็นทางการจะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ 19 มิ.ย.นี้
สงครามคลี่คลาย ลุ้นครึ่งปีหลัง “หุ้นไทย”ไปต่อ ชู TISA ปลุกตลาดทุน
ความตึงเครียดที่ส่งสัญญาณเชิงบวก ต่อบรรยากาศการลงทุนทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับเส้นทางขนส่งพลังงาน และการค้าโลกจะลดลง ทำให้ราคาพลังงานมีแนวโน้มปรับตัวลง และช่วยผ่อนคลายแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในหลายประเทศ
ขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลาย ส่งผลบวกตลาดทุนทั่วโลก
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด มองว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สามารถคลี่คลายลงได้ สหรัฐฯ และอิหร่านสามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้จริง จะส่งผลบวกต่อบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นเกิดใหม่และตลาดหุ้นในเอเชีย มีโอกาสได้รับประโยชน์มากกว่าภูมิภาคอื่น
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด
เนื่องจากประเทศส่วนใหญ่ในเอเชีย เป็นผู้นำเข้าพลังงาน การลดลงของราคาน้ำมัน จะช่วยลดต้นทุนทางเศรษฐกิจ เพิ่มกำลังซื้อของภาคธุรกิจและผู้บริโภค รวมถึงช่วยให้กระแสเงินทุนต่างชาติกลับเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่มากขึ้น ขณะที่สินทรัพย์เสี่ยงโดยรวม มีแนวโน้มฟื้นตัวได้ดีขึ้น หากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ลดลง
ด้านทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลก มองว่า โอกาสที่ดอกเบี้ยโลกจะกลับเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นมีค่อนข้างจำกัด และหากอัตราเงินเฟ้อสามารถปรับตัวลดลงได้ต่อเนื่องในปีหน้า ก็มีความเป็นไปได้ที่หลายประเทศจะกลับมาพิจารณาลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนตลาดทุน และการลงทุนทั่วโลกในระยะถัดไป
สงครามคลี่คลาย ลุ้นครึ่งปีหลัง “หุ้นไทย”ไปต่อ ชู TISA ปลุกตลาดทุน
แม้ความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางจะเริ่มผ่อนคลาย แต่สงครามการค้ายังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะกลับมาใช้มาตรการทางการค้าเพิ่มเติมผ่านกฎหมายมาตรา 301 กับสินค้าบางประเภท แต่เชื่อว่าผลกระทบอาจไม่รุนแรง เท่ากับช่วงที่มีการประกาศมาตรการภาษีตอบโต้แบบครอบคลุมในอดีต เนื่องจากตลาดการเงินเริ่มปรับตัว และรับรู้ความเสี่ยงดังกล่าวไปแล้วในระดับหนึ่ง
ในส่วนของดัชนีหุ้นไทย หากพิจารณาในเชิงลึกจะพบว่า การปรับขึ้นส่วนหนึ่งมาจาก DELTA ซึ่งมีน้ำหนักสูงในดัชนี หากตัดผลกระทบดังกล่าวออกไป ตลาดหุ้นไทยโดยรวมยังไม่ได้ปรับขึ้นมากนัก ขณะที่ระดับ P/E ของตลาดยังอยู่ในเกณฑ์ที่น่าสนใจ หากไม่รวม DELTA ค่า P/E ของตลาดจะอยู่เพียงประมาณ 12 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงหลังโควิดที่เคยซื้อขายกันราว 14-15 เท่า
สะท้อนว่าหุ้นไทยยังไม่ได้อยู่ในภาวะแพงเกินพื้นฐาน และยังมีพื้นที่รองรับการเติบโตของกำไรในอนาคต โดยมองครึ่งปีหลัง ดัชนีน่าจะปรับขึ้นไปอีกประมาณ10%
แนะภาครัฐควรเร่งดันเครื่องยนต์ใหม่ต่อเนื่อง
นายไพบูลย์ กล่าวอีกว่า หากภาครัฐเร่งเดินหน้าผลักดันเครื่องยนต์ การเติบโตใหม่ของประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) การพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและดาต้าเซ็นเตอร์ การลงทุนด้านพลังงานสะอาด
รวมถึงการพัฒนาตลาดทุนผ่านมาตรการใหม่ ๆ เช่น TISA และโครงการ Jump+ ซึ่งมีเป้าหมายเพิ่มประสิทธิภาพบริษัทจดทะเบียน และสร้างแรงจูงใจให้นักลงทุนออมและลงทุนระยะยาวมากขึ้น โดยเชื่อว่าปัจจัยเหล่านี้จะช่วยสร้าง “New Growth Story” ให้เศรษฐกิจไทย และเพิ่มความน่าสนใจของตลาดทุนไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ
สงครามคลี่คลาย ลุ้นครึ่งปีหลัง “หุ้นไทย”ไปต่อ ชู TISA ปลุกตลาดทุน
ด้านนายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) มองว่า ภาพเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งหลังปี 2569 กำลังเผชิญความเสี่ยงจากภาวะ “Stagflation” หรือภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตชะลอลง แต่เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง โดยแรงกดดันสำคัญมาจากราคาพลังงาน
โดยสัญญาณดังกล่าว เริ่มสะท้อนชัดขึ้นในสหรัฐฯ หลังอัตราเงินเฟ้อเดือนพฤษภาคมเร่งตัวขึ้นแตะร้อยละ 4.2 ขณะที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายสิบปี และประชาชนจำนวนมากเริ่มลดการใช้จ่าย ท่ามกลางความกังวลว่าค่าครองชีพ จะยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้ความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะฝังตัวในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น
อีกปัจจัยที่ต้องจับตาคือราคาน้ำมันโลก ซึ่งมีแนวโน้มว่าสถานการณ์ความขัดแย้งจะคลี่คลายลง แต่ราคาก็อาจจะอยู่ที่ระดับ 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ด้วยตลาดน้ำมันโลกยังพึ่งพาการระบายสต็อกน้ำมันเดิมออกมาใช้ ขณะที่ปริมาณน้ำมันสำรองเชิงพาณิชย์ของสหรัฐฯ ปรับลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อทั่วโลกในระยะต่อไป
สงครามคลี่คลาย ลุ้นครึ่งปีหลัง “หุ้นไทย”ไปต่อ ชู TISA ปลุกตลาดทุน
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน TISCO แนะนำให้นักลงทุนกระจายการลงทุนมากขึ้น และเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงาน (Energy) และวัสดุพื้นฐาน (Materials) ซึ่งได้รับประโยชน์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่อยู่ในระดับสูง ขณะเดียวกันควรลดน้ำหนักหุ้นเทคโนโลยีบางกลุ่ม ที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากในการแข่งขันด้าน AI และ Data Center โดยมองว่าการปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เงินเฟ้อสูงและเศรษฐกิจชะลอตัว จะช่วยรักษาผลตอบแทน และลดความผันผวนของการลงทุนในช่วงที่เหลือของปี
New Growth Story ดัน TISA ปลุกตลาดทุน
นอกจากนี้ ไทยกำลังเริ่มสร้าง “New Growth Story” หรือเรื่องราวการเติบโตใหม่ ที่สามารถนำไปสื่อสารกับนักลงทุนทั่วโลกได้ หลังจากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยถูกมองว่า ขยายตัวต่ำและขาดปัจจัยขับเคลื่อนใหม่ ส่งผลให้ความน่าสนใจของประเทศในสายตานักลงทุนต่างชาติลดลง เมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค
ปัจจุบันเริ่มเห็นความพยายามของภาครัฐ ในการผลักดันอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการดึงดูดการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์ เทคโนโลยีดิจิทัล พลังงานสะอาด ตลอดจนการยกระดับภาคการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมอาหารให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญที่จะช่วยยกระดับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยให้สูงกว่าระดับ 2% ที่เผชิญมาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ดังนั้นการสร้างการเติบโตระลอกใหม่ จำเป็นต้องอาศัยตลาดทุนเป็นกลไกสนับสนุนสำคัญ โดยภาครัฐกำลังผลักดันมาตรการหลายด้านเพื่อยกระดับตลาดทุนไทย หนึ่งในนั้นคือโครงการ TISA (Thailand Individual Savings Account) ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นเครื่องมือ ส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาวของประชาชนในลักษณะถาวร คล้ายกับโมเดลที่ประสบความสำเร็จในประเทศญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และอีกหลายประเทศในยุโรป
ส่วนแนวคิดสำคัญของ TISA คือการเปลี่ยนเงินออม ให้กลายเป็นเงินลงทุน มากขึ้น ผ่านการเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนได้หลากหลายสินทรัพย์ ทั้งหุ้น กองทุนรวม และผลิตภัณฑ์การลงทุนอื่น ภายใต้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เหมาะสม แตกต่างจากกองทุนลดหย่อนภาษีในอดีต ที่มักมีข้อจำกัดด้านระยะเวลาและประเภทสินทรัพย์ โดยเป้าหมายสำคัญคือการสร้างฐานเงินลงทุนระยะยาวที่มีเสถียรภาพให้กับตลาดทุนไทย ลดการพึ่งพาเงินทุนระยะสั้น และเพิ่มบทบาทของนักลงทุนภายในประเทศ
นอกจาก TISA แล้ว ยังมีโครงการ Jump+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งมุ่งยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และสร้างผลตอบแทนที่ดีขึ้นให้แก่ผู้ถือหุ้น โดยแนวทางดังกล่าวมีลักษณะคล้ายมาตรการ ที่เคยประสบความสำเร็จในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งช่วยผลักดันมูลค่าตลาดทุน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในระยะยาว
หากมาตรการเหล่านี้สามารถเดินหน้าต่อเนื่อง ควบคู่กับการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ จะช่วยให้ตลาดทุนไทยมีบทบาทมากกว่าการเป็นแหล่งลงทุน แต่จะกลายเป็นกลไกระดมทุนสำคัญ เพื่อรองรับการลงทุนขนาดใหญ่ของประเทศ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งไม่เพียงช่วยลดภาระการกู้ยืมของภาครัฐ แต่ยังเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสร้างรากฐานการเติบโตใหม่ให้กับประเทศไทยในระยะยาว
วิกฤตพลังงานยังส่งผลกระทบเศรษฐกิจ-การเงินโลก
ขณะที่ศูนย์วิจัยกรุงศรี วิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจโลกว่า ตลาดการเงินตอบสนองเชิงบวกหลังสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพ แต่รายละเอียดบางอย่างยังไม่ชัดเจน เช่น เงื่อนไขในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
รวมถึงข้อตกลงเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ขณะที่ดัชนีเศรษฐกิจอ่อนแอลง โดยดัชนี PMI ภาคบริการของโลกในเดือนพฤษภาคม ยังต่ำกว่าระดับก่อนเกิดความขัดแย้ง ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจที่ลดลง ดัชนีการจ้างงานที่ต่ำสุดนับตั้งกลางปี 2563 รวมถึงต้นทุนในภาคการผลิตและบริการของโลก ที่พุ่งสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายปี
โดยเศรษฐกิจสหรัฐฯแม้เงินเฟ้อสูงขึ้น คาดว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 16-17 มิถุนายนนี้ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่อาจโตชะลอลง ส่วนเศรษฐกิจจีน แม้ว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางซ้ำเติมผู้ผลิตจีน ราคาสินค้าต้นน้ำในระยะนี้ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเปลี่ยนงแปลงไม่มากนัก
สะท้อนว่าผู้ผลิตสามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้อย่างจำกัด ท่ามกลางการแข่งขันทางด้านราคาที่รุนแรงและกำไรที่ชะลอตัว แม้การส่งออกที่ขยายตัวสูง (+19.4% YoY ในเดือนพฤษภาคม) ช่วยพยุงภาคการผลิตได้บ้างในระยะนี้ แต่อาจไม่เพียงพอในระยะข้างหน้าหากความขัดแย้งยืดเยื้อและอุปสงค์ในประเทศยังอ่อนแอ
ในขณะที่เศรษฐกิจไทย มีเงินทุนต่างชาติยังไหลเข้าสู่ตลาดทุนไทย แม้ไหลออกในระยะสั้น คาดกนง.คงดอกเบี้ยนโยบายในการประชุม 24 มิ.ย.นี้ ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปี พบว่านักลงทุนต่างชาติยังซื้อสุทธิในตลาดหลักทรัพย์ไทย 2.5 หมื่นล้านบาท และตลาดพันธบัตร 3.9 หมื่นล้านบาท ส่วนค่าเงินบาทอ่อนค่าลงจากสิ้นปีที่ผ่านมา 4%
เศรษฐกิจหลายประเทศกำลังเผชิญวิกฤตพลังงานซี่งกดดันเงินเฟ้อ ภาระทางการคลัง และดุลบัญชีเดินสะพัด สำหรับบางประเทศที่ดำเนินนโยบายโดยขาดธรรมาภิบาล จะยิ่งส่งผลกระทบรุนแรงต่อความเชื่อมั่น เงินทุนไหลออกและอัตราแลกเปลี่ยนบางประเทศ จึงจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าว
สำหรับไทย แม้ดุลบัญชีเดินสะพัดเริ่มขาดดุล แต่นักลงทุนต่างชาติยังมีสถานะซื้อสุทธิในตลาดหุ้น และตลาดพันธบัตรไทยตั้งแต่ต้นปี ส่วนเงินบาทอ่อนค่าลงเพียงเล็กน้อย ด้านแรงกดดันเงินเฟ้อของไทยส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงาน ซึ่งคาดว่าจะเป็นปัจจัยชั่วคราว คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จึงมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งที่จะถึงนี้ เพื่อช่วยประคองการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ การปรับขึ้นดอกเบี้ยอาจยิ่งกดดันอุปสงค์ในประเทศ มากกว่าจะช่วยแก้ปัญหาเงินเฟ้อที่มีสาเหตุจากด้านอุปทานเป็นสำคัญ
อ่านข่าว:
"ทองคำ" เสี่ยงขาลง วิกฤตสงคราม-เปลี่ยนปธ.เฟด-เงินเฟ้อพุ่ง "รุมเร้า"
จับตา “ดอกเบี้ยโลก” หนุนทองคำ ลุ้นครึ่งปีหลังทะยานแตะ 86,000 บาท
วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ สะเทือนพลังงานโลก กดดันเงินเฟ้อ-ตลาดหุ้น
แท็กที่เกี่ยวข้อง:

