วันนี้ (18 มิ.ย.2569) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้นำความตกลงทางการค้า 5 ฉบับ เสนอต่อที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 3 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ
โดยเป็นความตกลงการค้าเสรี (FTA) 2 ฉบับ ได้แก่ FTA ไทย-สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (เอฟตา) และ FTA ไทย-ภูฏาน รวมถึงการยกระดับความตกลงการค้าเสรี 2 ฉบับ คือ FTA อาเซียน-จีน และความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) และฉบับสุดท้าย พิธีสารแก้ไขความตกลงมาร์ราเกชจัดตั้งองค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมง ซึ่งที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ได้มีมติเห็นชอบการนำเสนอเรื่องดังกล่าว
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์
สำหรับความตกลงการค้าเสรีกับ EFTA เป็นก้าวสำคัญในการจัดทำ FTA ของไทย เนื่องจากเป็น FTA ฉบับแรกที่ไทยจัดทำกับกลุ่มประเทศในยุโรป EFTA เป็นกลุ่มประเทศที่มีกําลังซื้อสูง จะยกเว้นภาษีนําเข้าสินค้าจำนวนมากให้กับไทยทันที เมื่อความตกลงมีผลบังคับใช้ ทำให้ไทยจะได้ประโยชน์ในการขยายโอกาสส่งออกสินค้า และบริการหลายอย่างที่ไทยมีศักยภาพ
และ EFTA ยังมีความโดดเด่นด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน การค้าการลงทุนกับ EFTA จะช่วยให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีและกระตุ้นให้ผู้ประกอบการไทย ต้องยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้า และกระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐานสากล ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการเปิดประตูการค้ากับสหภาพยุโรป (EU) ที่ไทยกำลังเจรจา FTA อยู่ รวมถึงช่วยเตรียมความพร้อมของไทยสู่การเข้าเป็นสมาชิก OECD ในอนาคต
นางศุภจี กล่าวต่อว่า ส่วน FTA ไทย-ภูฏาน ทั้งสองฝ่ายจะยกเว้นอากรนำเข้าทันที เมื่อความตกลงมีผลใช้บังคับ โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทยที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ อาทิ ยานยนต์และชิ้นส่วน น้ำผลไม้ ผลไม้อบแห้ง เส้นหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารปรุงแต่ง สิ่งทอและเครื่องแต่งกาย เคมีภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า วัสดุก่อสร้าง ตลอดจนเทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
และยังช่วยให้ผู้ประกอบการไทย มีทางเลือกในการเข้าถึงวัตถุดิบจากภูฏานมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิต และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย รวมทั้งขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนของไทยสู่ภูมิภาคเอเชียใต้
รมว.พาณิชย์ กล่าวอีกว่า การยกระดับความตกลง ACFTA เป็นการยกระดับกฎระเบียบและความร่วมมือทางเศรษฐกิจให้ทันสมัย และเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจมากขึ้น โดยครอบคลุมการปรับปรุงกฎเกณฑ์ด้านพิธีการศุลกากร มาตรฐานสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ รวมถึงการเพิ่มบทใหม่อีก 5 บท
ได้แก่ เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว การแข่งขันและการคุ้มครองผู้บริโภค ความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทาน และการส่งเสริม MSMEs ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการค้า ลดต้นทุนทางธุรกิจ และสร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย เพิ่มมูลค่าสินค้าและขยายโอกาสทางการค้าไปยังตลาดโลกได้มากขึ้น
การปรับปรุงความตกลง ATIGA จะมุ่งยกระดับการอำนวยความสะดวกทางการค้า ลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษี ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในกระบวนการทางการค้า เพิ่มความโปร่งใสในการกำกับดูแล และจัดทำกลไกแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้าที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และยังเพิ่มความร่วมมือในประเด็นการค้ายุคใหม่ อาทิ สิ่งแวดล้อม การพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) การรักษาความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน และการเข้าถึงสินค้าจำเป็นในช่วงวิกฤต
อ่านข่าว:
หอการค้า ระดมสมองสู้ศึกการค้าโลกป่วน ชง ข้อเสนอ “นายกฯ” 10 มิ.ย.นี้
หวั่นตกขบวน ไทยเร่งเจรจา FTA หลัง EU เดินสายปิดดีลทั่วโลก
“ศุภจี” ถก หอการค้าไทย ดันความร่วมมือการค้า-การลงทุนก่อนเยือนสหรัฐฯ 3-6 พ.ค.นี้
ขณะที่การเข้าเป็นสมาชิกความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมงภายใต้ WTO มีสาระสำคัญ คือ การห้ามอุดหนุนแก่ผู้ประกอบการที่ทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน หรือไร้การควบคุม (IUU Fishing) จะช่วยให้ไทยสามารถรักษาความยั่งยืนของทรัพยากรสัตว์น้ำทางทะเลและสิ่งแวดล้อม และช่วยสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันให้แก่ชาวประมงและผู้ประกอบการไทย










