“การพัฒนาเมือง” กับความหวังต่อผู้ว่าฯ กทม. ล้วนถูกพูดถึงเพียงมุมการแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน ไม่เพียงแค่ชาวกรุงเทพฯ หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่ในมุมของนักกิจกรรมทางการเมือง ยังรวมถึง “พื้นที่ชุมนุมสาธารณะ” เพราะกรุงเทพฯ ซึ่งรวมศูนย์การบริหารราชการแผนดินไว้ที่นี่ จึงกลายเป็นปลายทางแห่งความหวังของประชาชน
ฟังเสียงนักกิจกรรมต่างรุ่นที่มีสิทธิเลือกตั้ง และแม้ไม่มีสิทธิเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ในฐานะประชากรผู้ใช้พื้นที่ของกรุงเทพฯ ชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมือง จึงเป็นอีกเสียงสำคัญกับการสะท้อน “ปัญหาเมือง” ถึงผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ
กรกช แสงเย็นพันธ์ นักกิจกรรมจากกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (Democracy Restoration Group-DRG) ย้ำหัวใจสำคัญของ “พื้นที่ชุมนุมสาธารณะ” ว่า มนุษย์รวมตัวชุมนุมได้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน พื้นที่สาธารณะในการชุมนุมจึงต้องมี แต่ “ผังเมืองกลับไม่เอื้อให้เกิดพื้นที่สาธารณะในการชุมนุมตามนิยามทางกฎหมาย”
“พื้นที่ชุมนุมสาธารณะ” ความคาดหวังผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ ในมุมนักกิจกรรม
จากประสบการณ์ของกรกช เล่าว่า “พื้นที่ชุมนุมสาธารณะ” ซึ่งเป็นพื้นที่จัดการโดยรัฐและเหมาะต่อการเป็นสถานที่ชุมนุมมีอยู่น้อยมาก เพราะส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เอกชนที่มีเจ้าของ และพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 มีการจำกัดพื้นที่ในการใช้ประโยชน์เพื่อกิจกรรมบางประเภทเท่านั้น ส่วนพื้นที่ของหน่วยงานรัฐ แม้จะได้รับอนุญาต แต่กลับมีความทับซ้อนเมื่อขอใช้งานในการชุมนุม
“การจำกัดพื้นที่ในการชุมนุม คือการจำกัดสิทธิและเสรีภาพอย่างชัดเจน สะท้อนว่าที่มาของกฎหมายสัมพันธ์กับบริบทยุคสมัยที่ประชาชนไม่มีเสรีภาพในการชุมนุมทางการเมือง” กรกชกล่าว
“พื้นที่ชุมนุมสาธารณะ” ความคาดหวังผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ ในมุมนักกิจกรรม
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 23 มิ.ย.2565 กรุงเทพมหานครออกประกาศ เรื่อง จัดให้มีสถานที่เพื่อใช้ในการชุมนุมสาธารณะ ซึ่งได้ออกกำหนดสถานที่ทั้งสิ้น 7 แห่ง ดังนี้
1. ลานคนเมือง เขตพระนคร
2. ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) เขตดินแดง
3. ที่สาธารณะใต้สะพานรัชวิภา (ใกล้ซอยวิภาวดีรังสิต 36) เขตจตุจักร
4. ลานจอดรถหน้าสำนักงานเขตพระโขนง เขตพระโขนง
5. ศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา เขตมีนบุรี
6. ศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติ เขตทุ่งครุ
7. สวนมณฑลภิรมย์ เขตตลิ่งชัน
ประกาศระบุสาเหตุเพื่อให้การชุมนุมสาธารณะเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ ซึ่งจุดที่น่าสังเกตคือ ขณะนั้นประเทศไทยกำลังบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ 25 มีนาคม 2563 และยกเลิกประกาศวันสุดท้าย 30 ก.ย.2565
แต่เมื่อวันที่ 11 ก.ค.2566 กรุงเทพมหานครออกประกาศ (ฉบับที่ 2) เพิ่มเติม เรื่อง จัดให้มีสถานที่เพื่อใช้สำหรับการชุมนุมสาธารณะ โดยกำหนดวันที่และสถานที่ที่อนุญาต ตรงจุดศูนย์ราชการเกียกกาย ซึ่งเป็นห้วงเวลาการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น
“พื้นที่ชุมนุมสาธารณะ” ความคาดหวังผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ ในมุมนักกิจกรรม
จากการสำรวจการใช้งานพื้นที่ตามกำหนด พบว่า “ลานคนเมือง” เท่านั้นที่มีการจัดกิจกรรมทางการเมืองตามประกาศอนุญาต แต่สถานที่สำคัญ อย่างบริเวณทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา หน้ากระทรวงต่าง ๆ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สี่แยกราชประสงค์หรือแยกสำคัญอื่น ๆ มักเป็น “พื้นที่ถูกใช้ชุมนุม” ในอดีตจนถึงปัจจุบัน
สถานที่เหล่านั้นมี “ความหมายเชิงสัญลักษณ์” ทางประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหว หรือเป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อการเดินทางของกรุงเทพฯ แม้แต่ชาวบ้านผู้ชุมนุมที่เดินทางจากต่างจังหวัด “การปักหลักบนท้องถนน” เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่มักถูกใช้เมื่อชุมนุมค้างคืน จึงตอกย้ำว่า พื้นที่อนุญาตของกรุงเทพฯ ไม่สอดคล้องกับการใช้งาน “พื้นที่ชุมนุมสาธารณะ” ของประชาชน
อันนา อันนานนท์ นักกิจกรรมเยาวชน ฐานะผู้เคยนำเสนอโครงการเปิดพื้นที่ชุมนุมสาธารณะใน ‘สภาเมืองคนรุ่นใหม่’ พ.ศ. 2567 ชี้ว่า ตามหลักความเห็นทั่วไปของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (Human rights committee) ฉบับที่ 37 กำหนดเรื่องสิทธิในการชุมนุมโดยสงบว่า “การแจ้งชุมนุมไม่ควรเป็นกฎหมายบังคับทางอาญา แต่ควรเป็นการแจ้งเพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น”
“พื้นที่ชุมนุมสาธารณะ” ความคาดหวังผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ ในมุมนักกิจกรรม
“การประกาศพื้นที่อนุญาตในการชุมนุม 7 แห่ง ยังคงเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพในการชุมนุม ควรเป็นการประกาศอนุญาตให้ใช้งานพื้นที่ได้ทั้งหมดภายใต้การดูแลของ กทม. ไม่เพียงแค่พื้นที่ตามประกาศเท่านั้น” อันนากล่าว
นักกิจกรรมเยาวชน โต้กลับคำอธิบายจากตัวแทน กทม. ขณะนั้นว่า “พื้นที่ที่ประกาศออกมาแล้วไม่มีคนใช้งาน เพราะไม่ใช่พื้นที่ปกติที่คนใช้งานตามหลักการมองเห็นพื้นที่อย่างโปร่งใสและชัดเจน (sight and seeing) ในการชุมนุม เพราะการให้สิทธิ ไม่ได้แปลว่า จะต้องบังคับให้ใครมาใช้”
อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ให้ความสำคัญกับ “พื้นที่ชุมนุมสาธารณะ” แม้จะมีการเปิดให้ทุกพื้นที่สาธารณะสามารถมีการชุมนุมได้ แต่อันนามองว่า “ก็ไม่อาจเพียงพอในการการันตีว่า ประเทศไทยจะมีเสรีภาพในการชุมนุมเทียบเท่าบรรทัดฐานสากล แต่เป็นมาตรการที่ผู้ว่าฯ กทม.ทำได้มากที่สุดตามอำนาจ” เพราะยังมีอำนาจทางกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่าง พ.ร.บ.ชุมนุมฯ ซึ่งสังคมจะต้องถกเถียงกันต่อไป
“พื้นที่ชุมนุมสาธารณะ” ความคาดหวังผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ ในมุมนักกิจกรรม
นักกิจกรรมทางการเมืองได้เสนอแนวทาง 4 ประเด็นต่อผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ ในการจัดการพื้นที่ชุมนุมสาธารณะเพื่อส่งเสริมเสรีภาพของประชาชน คือ
1. ควรจัดพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนอยากใช้งาน โดยต้องระบุเงื่อนไขที่ชัดเจนและต้องไม่ติดต่อหลายครั้ง
2. ควรเปิดพื้นที่สาธารณะให้เกิดการชุมนุมที่มาจากคนหลากหลายกลุ่ม
3. ในสถานการณ์ปกติ กทม.ต้องเปลี่ยนบทบาท จากการเปิดพื้นที่อนุโลมในการชุมนุมมาเป็นผู้สนับสนุนการชุมนุมของประชาชนในแง่การอำนวยความสะดวก
4. ผู้ว่าฯ ควรประกาศพื้นที่สาธารณะที่อยู่ภายใต้การดูแลของ กทม. เป็นสถานที่ใช้สำหรับการชุมนุม โดยไม่มีเงื่อนไขการแจ้งชุมนุม เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม
“พื้นที่ชุมนุมสาธารณะ” ความคาดหวังผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ ในมุมนักกิจกรรม
นักกิจกรรมมองเห็นตรงกันว่า การประกาศพื้นที่เป็นเจตนาดีในการให้ใช้สิทธิเสรีภาพร่วมกัน และเกิดความผ่อนคลายทางการเมืองช่วงใกล้เลือกตั้ง ประชาชนควรมีเสรีภาพในการชุมนุมมากขึ้น แต่วิถีปฏิบัติ คนที่ไม่ชุมนุมในพื้นที่ที่จัดให้ ก็ไม่ผิดตามหลักสิทธิและเสรีภาพในการชุมนุม
การเลือกตั้งผู้ว่าฯ ที่จะถึงในวันที่ 28 มิ.ย.นี้ ประเด็น “พื้นที่ชุมนุมสาธารณะ” ที่ถูกสะท้อนผ่านนักกิจกรรมคนรุ่นใหม่ มีความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมและการแสดงออก และยังสำคัญในฐานะผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพื้นที่เมืองกรุงเทพฯ เพราะมีผลต่อ “การพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศ” ด้วย
“พื้นที่สาธารณะเป็นเครื่องมือต่อรองเดียวในสังคมที่ประชาชนใช้ในการเรียกร้องความเป็นธรรมต่อรัฐบาลผู้มีอำนาจในปัจจุบัน” กรกชกล่าว
รายงาน : น.ส.ธารารัตน์ วิจาราณ์ นักศึกษาฝึกงาน คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
อ่านข่าว :
ขยะล้นเมือง โจทย์ใหญ่ผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดนโยบายผู้สมัครแก้ปัญหาสะสม
เจาะลึกนโยบายผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ชำแหละแผนสู้ศึกวิกฤตฝุ่นเรื้อรัง PM2.5
“จักรยาน-หนทางนักปั่น” ในสายตาของ “รศ.ดร.พนิต ภู่จินดา” ทิศทาง-อุปสรรคของกรุงเทพฯ
แท็กที่เกี่ยวข้อง:

