"การจราจรติดขัด" เป็นหนึ่งในปัญหาเรื้อรังของกรุงเทพมหานครที่ยังแก้ไม่ตกมาอย่างยาวนาน จนหลายคนมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนกรุงไปแล้ว ปัญหานี้ไม่เพียงทำให้สูญเสียเวลา แต่ยังส่งผลต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต และคุณภาพชีวิตของประชาชนอีกด้วย
สาเหตุของปัญหารถติดมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันหลายด้าน ตั้งแต่การวางผังเมือง ระบบขนส่งสาธารณะ กฎหมาย ไปจนถึงพฤติกรรมการใช้รถใช้ถนนของประชาชน หากจะแก้ไขอย่างจริงจัง อาจต้องปรับปรุงทั้งระบบควบคู่กันไป
หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการจูงใจให้ประชาชนลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว และหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์ รถไฟฟ้า การเดินเท้า หรือการใช้จักรยานในระยะทางใกล้ ๆ อย่างไรก็ตาม ระบบขนส่งสาธารณะในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งรถเมล์ที่มาไม่ตรงเวลา ต้องเผชิญปัญหารถติดบนท้องถนนเช่นเดียวกับรถยนต์ส่วนตัว ขณะที่รถไฟฟ้าก็ยังมีค่าโดยสารค่อนข้างสูงสำหรับประชาชนจำนวนมาก
ตัวอย่างเช่น รถไฟฟ้าสายสีเขียวมีค่าโดยสารสูงสุด 65 บาท/เที่ยว ส่วนรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินมีค่าโดยสารสูงสุด 45 บาท/เที่ยว หากเดินทางไป-กลับทุกวัน ค่าใช้จ่ายอาจสูงถึง 90-130 บาท/วัน หรือคิดเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของค่าแรงขั้นต่ำที่ 400 บาท/วัน
ด้วยข้อจำกัดเหล่านี้ ทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยยังคงเลือกใช้รถยนต์ส่วนตัวในการเดินทาง
ข้อมูลจากกรมการขนส่งทางบกระบุว่า ปัจจุบันมีรถยนต์จดทะเบียนในกรุงเทพมหานครมากกว่า 12 ล้านคัน ซึ่งเกินกว่าศักยภาพของโครงข่ายถนนที่จะรองรับได้ ขณะที่ข้อมูลจากกรุงเทพมหานครพบว่า พื้นที่ถนนของกรุงเทพฯ มีเพียง 69 ตร.กม. จากพื้นที่เมืองทั้งหมดราว 1,500 ตร.กม. หรือคิดเป็นเพียงร้อยละ 4.6 ของพื้นที่เมือง ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานสากลที่ควรมีพื้นที่ถนนประมาณร้อยละ 15-25 ของพื้นที่เมือง
นอกจากนี้ รูปแบบผังเมืองของกรุงเทพฯ ที่เต็มไปด้วยซอยตันจำนวนมาก ยังทำให้รถยนต์ต้องไหลออกมารวมกันบนถนนสายหลัก เกิดเป็นปัญหาคอขวดและนำไปสู่การจราจรติดขัดในหลายพื้นที่
ด้วยปัจจัยที่ซับซ้อนเหล่านี้ การแก้ปัญหารถติดจึงกลายเป็นหนึ่งในโจทย์ใหญ่ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนต่อไป
ฟังเสียงผู้สัญจร
นายเทพ อายุ 24 ปี นักศึกษาที่อาศัยอยู่ในเขตสะพานสูง กล่าวว่า ปกติมักใช้รถยนต์ส่วนตัวเดินทางมาเรียนในเขตปทุมวัน แต่ในวันที่การจราจรติดขัดมากก็จะเลือกใช้รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ แทน
เขาระบุว่า ปัญหาหลักที่พบคือความหนาแน่นของรถยนต์บนท้องถนน ซึ่งทำให้รู้สึกหงุดหงิดและเกิดความเครียด โดยเฉพาะในวันที่ต้องเร่งรีบ ขณะเดียวกัน การใช้รถไฟฟ้าก็ยังมีปัญหาด้านการให้บริการ เช่น ตู้จำหน่ายตั๋วขัดข้องจนเกิดคิวรอยาว นายเทพมองว่า สิ่งที่อยากเห็นมากที่สุดคือการพัฒนาระบบรถเมล์ให้มีคุณภาพและเข้าถึงง่ายขึ้น เพื่อให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากกว่าเดิม
ด้าน น.ส.จูน อายุ 39 ปี เจ้าของกิจการในเขตดอนเมือง เล่าว่า ปกติมักหลีกเลี่ยงการเดินทางเข้าพื้นที่ใจกลางเมืองในช่วงกลางวัน เพราะต้องเผชิญปัญหารถติดอย่างหนัก เธอระบุว่า หากจำเป็นต้องเดินทางเข้าเมือง จะต้องออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืด และใช้เวลาเดินทางนานถึง 2 ชั่วโมง
ถ้าอยู่แถวดอนเมืองหรือแจ้งวัฒนะยังพอรับได้ แม้จะเป็นช่วงเร่งด่วน แต่ถ้าต้องเข้าเมืองเมื่อไร ก็เสียเวลาแทบทุกครั้ง
นอกจากนี้ เธอยังมองว่าปัญหาสำคัญของระบบขนส่งสาธารณะ คือ ค่าโดยสารที่สูงและความไม่สะดวกในการเชื่อมต่อการเดินทางที่สำหรับคนที่มีรายได้ไม่มาก ค่าโดยสารรถไฟฟ้ายังถือว่าแพง ยิ่งต้องต่อรถหรือใช้มอเตอร์ไซค์รับจ้างก็ยิ่งเพิ่มภาระค่าใช้จ่าย และยังเสนอว่า การก่อสร้างหรือซ่อมแซมถนนควรดำเนินการให้รวดเร็วขึ้น เพราะการปิดพื้นที่ก่อสร้างเป็นเวลานานก็เป็นอีกปัจจัยที่ซ้ำเติมปัญหาการจราจร
ส่องนโยบายผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แก้ปัญหารถติด
- นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครอิสระ เสนอนโยบายใช้ระบบ AI Traffic ทำงานร่วมกับสัญญาณไฟจราจร เพื่อลดความหนาแน่นของการจราจร พร้อมนำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ และเสนอเพิ่มรถเมล์ภายใต้การดูแลของ กทม. รวมถึงสร้างรถไฟฟ้าเพิ่มอีก 4 สายภายใน 4 ปี
- นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ ชูนโยบาย "เดินทางสะดวก" โดยผลักดันให้รถเมล์ ขสมก. โอนย้ายมาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กทม. เพื่อให้สามารถออกแบบระบบเดินรถเชื่อมโยงกับรถไฟฟ้าได้อย่างเป็นเอกภาพ พร้อมผลักดันระบบตั๋วร่วมเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน
- นายภาสพงศ์ ไชยวิริยะวาณิชย์ ผู้สมัครจากกลุ่ม "กรุงเทพบินได้" เสนอให้ กทม. เข้าร่วมถือหุ้นในการบริหารรถไฟฟ้าสายสีเขียวหลังสิ้นสุดสัมปทานในปี 2572 โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการลดค่าโดยสารให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น
- นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครอิสระ เสนอนโยบาย "ทะลุซอยตัน" เพื่อเพิ่มการเชื่อมต่อโครงข่ายถนน ลดปัญหาคอขวด และเพิ่มทางเลือกในการเดินทาง โดยใช้มาตรการด้านผังเมือง เช่น การให้ FAR Bonus แก่ภาคเอกชนที่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนใช้เป็นทางลัดหรือทางเชื่อมระหว่างชุมชน
- นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครจากพรรคประชาชน ชูนโยบาย "เดินทางง่าย" โดยเสนอเพิ่มเส้นทางขนส่งสาธารณะและรถโดยสารเชื่อมต่อ (Feeder) ให้ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น ขยายการเชื่อมต่อระบบรถไฟฟ้า ลดค่าโดยสารครึ่งราคาสำหรับนักเรียนและผู้ใช้บริการในช่วงเวลาก่อน 06.30 น. รวมถึงปรับปรุงป้ายรถเมล์ให้มีหลังคาและที่นั่งครบทุกป้ายภายใน 4 ปี
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของนโยบายด้านการคมนาคมที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. นำเสนอในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยแต่ละคนมีแนวทางแก้ปัญหาที่แตกต่างกัน ทั้งการเพิ่มทางเลือกการเดินทาง การพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ การลดค่าโดยสาร และการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน
คำถามสำคัญคือ นโยบายเหล่านี้จะสามารถช่วยลดปัญหาการจราจรที่คนกรุงเทพฯ เผชิญมานานได้มากน้อยเพียงใด และจะทำให้การเดินทางในเมืองหลวงสะดวกขึ้นได้จริงหรือไม่ ?
รายงานโดย : รณรต วงษ์ผักเบี้ย นักศึกษาฝึกงาน คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อ่านข่าวเพิ่ม :
เปิดวิสัยทัศน์ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. กับภารกิจเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้คนกรุง
ปปง.เปิดประมูลเรือยอชต์หรู 2 ลำ ขายทอดตลาดมูลค่า 600 ล้านบาท
ครม.ไฟเขียวโอนงบปี 69 วงเงิน 10,300 ล้าน เติมงบกลางรับทุกวิกฤต










