วันนี้ (22 มิ.ย.2569) น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวในการประชุม ครม.เงา ของพรรคประชาชน โดยระบุว่า การพิจารณางบประมาณปี 2570 ในวาระที่ 1 จะเข้าสู่สภาฯ ในช่วงวันที่ 29 มิ.ย. -1 ก.ค. นี้ และจากที่ได้ติดตามร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ของคณะรัฐมนตรี (ครม.)
คาดว่าในวันพรุ่งนี้ (23 มิ.ย.2569) น่าจะเป็นมติสุดท้าย ที่เห็นชอบกับเอกสารงบประมาณที่จะนำเข้าสู่สภาฯ และไม่แตกต่างไปจากเมื่อครั้งที่อนุมัติไปเมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2569 โดยสาระสำคัญของงบประมาณก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงว่า เป็นปีที่งบประมาณ "ฝีแตก" ปัญหาโรคเรื้อรังต่าง ๆ ที่เคยมีมานานก็ยังไม่สามารถที่จะปกปิดบาดแผลเหล่านั้นได้อีกต่อไป จึงจะเห็นตัวงบประมาณที่มีรายจ่ายประจำพุ่งสูงถึง 120,000 ล้านบาท ขณะที่รายจ่ายลงทุนลดลงถึง 70,000 ล้านบาท
พอดูไส้ในว่ารายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นมีอะไรบ้าง ก็จะพบว่าเฉพาะบำนาญข้าราชการอย่างเดียวเพิ่มขึ้นประมาณ 20,000 กว่าล้านบาท ในส่วนเงินสมทบ กบข.เพิ่มขึ้นมา 50,000 กว่าล้าน รวมถึงงบชำระดอกเบี้ยที่เพิ่มมา 40,0000 กว่าล้านบาท แค่นี้ก็ครบราว 100,000 ล้านบาทแล้ว จึงไม่แปลกใจที่ตัวงบประมาณของหน่วยงานต่าง ๆ จะถูกปรับลดลงถ้วนหน้า โดยเฉพาะกระทรวงที่เป็นงบลงทุนเป็นหลักเช่น กระทรวงคมนาคม ที่ถูกปรับลดไปเป็นหลักหมื่นล้านบาท
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า การที่งบบำนาญหรืองบชำระดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ไม่ได้แปลว่าเราจะเพิ่มหรือขยายตัวสวัสดิการบำนาญ รวมถึงงบชำระดอกเบี้ยก็ไม่ได้หมายความว่า เราอยากที่จะชำระดอกเบี้ยเพิ่มเติม แต่เป็นการจัดงบประมาณให้สะท้อนกับความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น
เพราะที่ผ่านมามีการพยายามกดตัวเลข งบประมาณสำหรับจัดสรรบำนาญให้กับข้าราชการที่เกษียณอายุมาโดยตลอด โดยตั้งงบประมาณไว้ต่ำกว่าความเป็นจริง แต่ความจริงคือใช้สูงเกือบ 400,000 ล้านบาทมาหลายปีแล้ว แต่ตั้งงบประมาณไว้ขาด ดังนั้นจึงต้องมาใช้งบกลาง เงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินหรือเงินคงคลังมาแทนในปี 70 โดยพบว่ามีการตั้งใช้เงินคงคลังถึง 70,000 ล้านบาท ก็มาจากเงินบำนาญและงบชำระดอกเบี้ยที่ตั้งไม่เพียงพอ
“ปีนี้เท่ากับว่า รัฐบาลหลังชนฝาแล้ว ไม่สามารถที่จะปรับแต่งตัวเลขงบประมาณได้เหมือนเดิมอีกต่อไป และต้องยอมรับสภาพความเป็นจริง สถานการณ์ที่หนักหนาสาหัสของงบประมาณไทย” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวอีกว่า อีกเรื่องที่จะเข้า ครม.ในวันพรุ่งนี้ (23 มิ.ย.2569) คือ ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 เหลือเวลาใช้อีกไม่มากแล้ว ซึ่งเตือนรัฐบาลไปตั้งแต่ต้นว่า มาโอนงบประมาณในช่วงไตรมาส 3 ของปีงบประมาณมันจะได้ไม่เยอะ ซึ่งก็ได้ไม่เยอะจริง ๆ จากที่ตั้งเป้าไว้ 100,000 ล้านบาท โอนจริงได้แค่ 10,000 ล้านบาท เท่านั้น
ทำให้เสียเวลาระงับการจัดซื้อจัดจ้างไปชั่วคราว เพื่อให้ผ่านกระบวนการของสำนักงบประมาณ ว่าตัวไหนจะได้ไปต่อ ทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณชะลอตัว ไม่คุ้มค่ากับการเสียเวลา สะท้อนอีกเช่นเดียวกันว่า สถานการณ์การคลังของปี 2569 ก็คงอยู่ในสภาวะหลังชนฝาอีกเช่นเดียวกัน เงินหมื่น เงินแสน เงินอีกนิด ๆ หน่อย ๆ ก็ต้องเอาไว้ก่อน เพราะว่าไม่อย่างนั้นก็ไม่มีเงินมากพอที่จะทำให้สามารถใช้งบประมาณไปได้ตลอดปี 2569
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า รัฐบาลมีติ่งไว้ว่า ตัวโอนงบได้มาแค่ 10,000 ล้านบาท น่าจะใช้ในการเยียวยาผลกระทบจากการปะทะที่ชายแดนไทยกัมพูชา ซึ่งต้องติดตามรายละเอียดกันต่อแม้ว่าจะโอนได้นิดเดียว แต่เราไม่เพิกเฉย ต้องติดตามลงรายละเอียดว่า ส่วนที่ควรตัดได้ตัดหรือไม่ หรือส่วนไหนที่ไม่ควรถูกตัด และขณะนี้ยังไม่เห็นรายละเอียดอะไรเลย จะได้เห็นครั้งแรกในวันที่ 23 มิ.ย. และเข้าสู่สภาฯ ในวันที่ 25 มิ.ย. ขอให้ประชาชนช่วยกันตรวจสอบและติดตาม การอภิปรายงบประมาณทั้ง 2 วาระสำคัญใหญ่ ๆ
“ท่ามกลางหน่วยรับงบประมาณที่ถูกปรับลดงบประมาณกันถ้วนหน้ามีอยู่ 1 กระทรวงที่ได้รับงบเพิ่มถึง 30% คือ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยที่หน่วยงานที่ได้รับงบเพิ่มสูงที่สุด คือสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ที่เป็นเจ้าของโครงการ TH-AI Passport ที่ได้งบประมาณเพิ่ม 2 เท่า
และที่สำคัญปลัดกระทรวงดีอี ก็คอนเฟิร์มมาแล้วว่า ในนั้นจะมีโครงการ TH-AI Passport เฟส 2 ให้สภาฯ ได้ติดตามต่อ ก่อนหน้านี้ใช้เงินกองทุนดีอี เราอาจจะมองไม่เห็นตรวจสอบไม่คล่อง แต่วันนี้มาขอสภา แล้วก็คงจะต้องเปิดเผยให้โปร่งใส และให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม และผู้แทนของประชาชนได้ตรวจสอบ” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว
อ่านข่าว
"ศิริกัญญา" จัดทัพ 30 สส.ปชน. ถกงบปี 70 ยันตรวจเข้มไม่สนกระแสดิสเครดิตพรรค
ครม.ไฟเขียวโอนงบปี 69 วงเงิน 10,300 ล้าน เติมงบกลางรับทุกวิกฤต
“พริษฐ์” ระบุฝ่ายค้านเตรียมสอบงบฯ ปี 70-งบฯ โอนปี 69 และ TOR “TH-AI Passport”
“ภาวุธ” ตั้งข้อสังเกต “TH-AI Passport” ส่อฮั้วครั้งใหญ่
โยนหิน "เออร์ลี่รีไทร์" ข้าราชการ "ปรับคนล้นงาน-ลดงบประมาณประเทศ"

