อาเซียนรับมืออย่างไร ? "มิน ออง ไลง์" เตรียมเยือนลาว ท่ามกลางแรงกดดัน

ต่างประเทศ
20:19
จำนวนผู้ชม 77
Thai PBS
อาเซียนรับมืออย่างไร ? "มิน ออง ไลง์" เตรียมเยือนลาว ท่ามกลางแรงกดดัน
ผู้นำเมียนมาเตรียมเยือน สปป.ลาว เป็นประเทศแรกในอาเซียน หลังรับตำแหน่งประธานาธิบดี ท่ามกลางคำถามว่าอาเซียนกำลังผ่อนแรงกดดันต่อเมียนมาหรือไม่ ขณะที่ความสัมพันธ์กับจีนมีแนวโน้มแน่นแฟ้นขึ้น ผ่านการผลักดันโครงการเขื่อนมยิตโซนอีกครั้ง

วันนี้ (2 ก.ค.2569) ผ่านมาเกือบ 3 เดือนแล้ว นับตั้งแต่สภาเลือก พล.อ.อาวุโส มิน ออง ไลง์ เป็นประธานาธิบดีเมียนมา ท่ามกลางการจับตามองว่า อาเซียนจะเดินเกมอย่างไรต่อไป หลังจากแรงกดดันตลอดช่วงกว่า 5 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้ผล และ ล่าสุด อาเซียนยังเสี่ยงที่จะเสียงแตกในการอ้าแขนรับผู้นำเมียนมากลับเข้ากลุ่มด้วย

เงื่อนไขสำคัญของอาเซียน ในการยอมให้ผู้นำเมียนมากลับเข้าร่วมโต๊ะประชุม ในระดับผู้นำประเทศได้ นั่นก็คือ การปฏิบัติตามฉันทามติ 5 ข้อ ที่ พล.อ.อาวุโส มิน ออง ไลง์ เห็นชอบร่วมกับ 9 ผู้นำชาติอาเซียน ตั้งแต่ เม.ย.2564 แต่ถ้ากางฉันทามติทั้ง 5 ข้อออกมาดูกันจริง ๆ จะเห็นว่า ที่ทำได้มีเพียงแค่เรื่องเดียว คือ การแต่งตั้งผู้แทนพิเศษอาเซียน

เสียงสะท้อนหนึ่งของครอบครัวผู้เสียชีวิต จากเหตุโจมตีทางอากาศในรัฐยะไข่ เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. โดยสถาบันวิจัย ACLED เปิดเผยว่า สงครามกลางเมืองที่ปะทุขึ้นทั่วประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมทุกฝ่ายแล้วมากกว่า 1 แสนคน นับตั้งแต่กองทัพเมียนมาก่อรัฐประหาร เมื่อเดือน ก.พ.2544 และตัวเลขความสูญเสียคงจะไม่ได้หยุดแค่นี้ หากความขัดแย้งรุนแรงในเมียนมายังคงไม่ยุติลง

มิน ออง ไลง์ สลัดคราบผู้นำทหารมาเป็นผู้นำรัฐบาลพลเรือน เมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ก่อนที่จะเดินสายเยือนอินเดียเป็นประเทศแรกหลังรับตำแหน่ง ตามมาด้วยการเข้าพบ สี จิ้นผิง ระหว่างการเยือนจีน เมื่อเดือน มิ.ย. และล่าสุด The Global New Light of Myanmar สื่อกระบอกเสียงของทางการ ระบุว่า ผู้นำเมียนมาเตรียมเดินทางไปเยือนลาวเป็นชาติแรกในอาเซียนในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้

การเยือนในครั้งนี้ สะท้อนภาพที่กำลังเกิดขึ้นกับอาเซียนหลายชาติ ซึ่งรัฐบาลประเทศต่าง ๆ เริ่มหันมาพูดคุยกับเมียนมาเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการเลือกตั้งเมื่อต้นปี อย่าง รมว.ต่างประเทศมาเลเซีย ก็เพิ่งจะไปเยือนกรุงเนปยีดอเมื่อเดือน พ.ค. หรือก่อนหน้านั้น ไทยเราก็ส่ง รมว.สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ไปเยือน เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังผู้นำเมียนมารับตำแหน่งด้วย

มองในด้านหนึ่ง การเคลื่อนไหวของชาติต่าง ๆ ในอาเซียนอาจเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการพบเมียนมาครึ่งทาง เพื่อหาวิธีใหม่ ๆ ในการแก้ไขวิกฤตที่กำลังเดินหน้าเข้าสู่ปีที่ 6 แล้ว แต่วิธีนี้อาจเป็นดาบสองคมหรือไม่ เพราะไปลดแรงกดดันจากอาเซียนทั้งกลุ่มลง พร้อมๆ กับบั่นทอนพลังของฉันทามติ 5 ข้อไปด้วยในตัว

แม้เมียนมาจะดูมีท่าทีอ่อนลง จากการยอมลดโทษ และย้าย ออง ซาน ซูจี ไปกักบริเวณในบ้านพักแทนการจำคุก แต่จนถึงปัจจุบัน แทบไม่มีใครได้เห็นซูจี เลย จะมีก็แค่ภาพถ่ายหรือไม่ก็ต้องย้อนไปถึงสมัยที่ นายดอน ปรมัตถ์วินัย เป็น รมว.ต่างประเทศ ซึ่งระบุว่า เคยพบกับซู จี เมื่อปี 2566

ล่าสุด รัฐบาลเมียนมายืนยันเสียงแข็งว่า ซูจี ต้องรับโทษให้ครบก่อน จึงจะเจอกับคนอื่น ๆ ได้ หลังจากเมียนมาปฏิเสธคำร้องขอของผู้แทนพิเศษอาเซียนในการเข้าพบ ซูจี ซึ่งฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียนปีนี้ ไม่ได้ให้ความเห็นในเรื่องนี้โดยตรง แต่พูดแค่ว่า ฟิลิปปินส์ยึดมั่นในฉันทามติ 5 ข้อ ซึ่งหนึ่งในข้อตกลงนี้ ระบุว่า ผู้แทนพิเศษอาเซียนต้องได้พบกับคู่ขัดแย้งทุกฝ่าย

นอกจากอาเซียนจะกดดันเมียนมาไม่ได้แล้ว ตอนนี้เมียนมาน่าจะกลับมาญาติดีกับจีนเพิ่มมากขึ้น ผ่านการเดินหน้าโครงการสร้างเขื่อน "มยิตโซน" โดยเขื่อนแห่งนี้ตั้งอยู่ในรัฐคะฉิ่น เป็นโครงการที่รัฐบาลทหารเมียนมาทำข้อตกลงกับจีนเมื่อปี 2549

สี จิ้นผิง รองประธานาธิบดีในขณะนั้น เดินทางมาลงนามข้อตกลงกับเมียนมาด้วยตัวเองในปี 2552 ซึ่งโครงการนี้จะได้รับเงินสนับสนุนจากจีน และจะป้อนพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้ร้อยละ 90% ไปให้ชาวยูนนาน ก่อนที่โครงการจะถูกพับไปเมื่อปี 2554 หลัง ประธานาธิบดี เตน เซน ผู้นำรัฐบาลกึ่งพลเรือนในยุคนั้น สู้แรงต่อต้านไม่ไหว

ผู้ที่คัดค้านการก่อสร้างเขื่อน มองว่า โครงการนี้จะส่งผลร้ายมากกว่าผลดี มีแต่ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำท่วม ประชาชนต้องพลัดถิ่น และที่สำคัญ คือ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เพราะอาจเปลี่ยนการไหลของแม่น้ำอิรวดี เส้นเลือดใหญ่สายหลักที่หล่อเลี้ยงชาวเมียนมา 2 ใน 3 ของทั้งประเทศ

แต่ในทุก ๆ ครั้งที่ต้องการซื้อใจจีน เมียนมาก็มักจะหยิบเอาโครงการนี้ขึ้นมาปัดฝุ่น ซึ่งมาในครั้งนี้ ก็เช่นเดียวกัน โดยมีการคาดการณ์ว่า มิน ออง ไลง์ น่าจะพูดคุยเรื่องนี้ระหว่างเยือนกรุงปักกิ่ง เมื่อเดือนที่แล้ว ขณะที่เมื่อวานนี้ มีรายงานว่า รัฐบาลชุดใหม่ของเมียนมาตั้งเป้าสร้างเขื่อนให้แล้วเสร็จภายใน 8 ปี แม้ว่างบประมาณอาจพุ่งสูงจากเดิมกว่า 3 เท่า เป็นมากกว่า 11,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 380,000 ล้านบาทก็ตาม

ถ้าโครงการนี้ซื้อใจจีนได้จริง ๆ สิ่งที่น่าตั้งคำถามต่อ คือ แล้วเมียนมาจะยังสนใจอาเซียนอยู่อีกหรือไม่ วิกฤตในเมียนมาจะจบลงได้หรือเปล่า และในรูปแบบไหนกันแน่

อ่านข่าว :

คกก.สอบข้อเท็จจริงเรียก "พิชิต" ให้ข้อมูล 3 ก.ค. ปมทุจริตสอบท้องถิ่น

นายกฯ เตรียมเยือนมาเลเซีย เร่งเจรจาปลดล็อกส่งออกกุ้ง-ปลา

เปิด 2 คดีเฮโรอีนซุกเบาะรองนั่ง ก่อนแอร์โฮสเตสไทยถูกจับที่ออสเตรเลีย