ช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจของประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยเฉพาะวิธีการในการค้าขายเพราะหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องปรับรูปแบบการขาย จากหน้าร้านสู่ช่องทางออนไลน์ เพื่อรักษาฐานลูกค้า และยังสามารถสร้างรายได้ในช่วงที่หน้าร้านได้รับผลกระทบ และแม้ปัจจุบันสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่การขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ยังคงเป็นช่องทางหลักของพ่อค้าแม่ค้าจำนวนไม่น้อย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ผู้ค้าสะเทือน “ช้อปปี้” ปรับค่าธรรมเนียม 1-2% หวั่นกระทบกำไร-ผู้บริโภคอาจจ่ายแพงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่กำลังซื้อของผู้บริโภคยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ผู้คนหันมาประหยัดกันมากขึ้น ลดซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย อีกทั้งในปัจจุบันที่ไทยยังต้องเผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจทั้งจากสภาวะสงคราม การปรับขึ้นของราคาน้ำมัน หรือต้นทุนในการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้คนออกมาจับจ่ายใช้สอยกันน้อยลง เพราะฉะนั้นการปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์มออนไลน์ จึงอาจกลายเป็นต้นทุนที่ฝั่งผู้ประกอบการต้องแบกรับเพิ่มเติม และอาจส่งผลต่อการตั้งราคาสินค้าที่อาจต้องสูงขึ้นจากต้นทุนที่มากขึ้น
สะเทือนวงการค้า ช้อปปี้ประกาศปรับขึ้นค่าธรรมเนียน
ล่าสุด ช้อปปี้ (Shopee)ประเทศไทย ประกาศปรับขึ้นค่าธรรมเนียม การขายและค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมอีกครั้ง โดยครั้งแรกมีผลไปเมื่อวันที่ 7 เม.ย. ที่ผ่านมา และครั้งที่ 2 มีผล 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา และล่าสุดทางช้อปปี้ประกาศปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการขาย ซึ่งจะมีผลวันที่ 4 ส.ค. นี้ นับว่าเป็นการประกาศขึ้นค่าธรรมเนียมภายใน 1 ปี ถึง 3 ครั้ง
ประกาศขึ้นค่าธรรมเนียมการขายของช้อปปี้
เมื่อวันที่ 3 ก.ค.2569 ที่ผ่านมาช้อปปี้ (Shopee) แพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์ชื่อดัง ประกาศปรับอัตราค่าธรรมเนียมการขายสำหรับผู้ขายทั้ง Shopee Mall และผู้ขายทั่วไป โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 4 ส.ค.2569 เป็นต้นไป โดยจะปรับขึ้น 1% หรือ 2% (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ขณะที่บางหมวดหมู่ยังคงอัตราเดิม
โดยระบุว่า การปรับอัตราค่าธรรมเนียมในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อนำไปพัฒนาเครื่องมือ และบริการบนแพลตฟอร์ม เพื่อสนับสนุนการเติบโตของผู้ขาย โดยมุ่งช่วยให้ร้านค้าสามารถเข้าถึงผู้ซื้อได้มากขึ้น และเพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตบนแพลตฟอร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพ
"ไทยพีบีเอสออนไลน์" ลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการ ในย่านโบ๊เบ๊และประตูน้ำ ต่างสะท้อนว่าแม้การค้าออนไลน์จะเป็นช่องทางสำคัญ ในการประคองธุรกิจแต่การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์มออนไลน์นาดใหญ่ ย่อมส่งผลกระทบต่อต้นทุนของร้านคา และยังกระทบไปถึงกำลังซื้อของลูกค้ายังซบเซา
ผู้ค้าสะเทือน “ช้อปปี้” ปรับค่าธรรมเนียม 1-2% หวั่นกระทบกำไร-ผู้บริโภคอาจจ่ายแพงขึ้น
ค่าคอมมิชชันเพิ่ม ร้านค้ารับภาระต้นทุน
น.ส.ผึ้ง อายุ 45 ปี เจ้าของร้านเสื้อผ้ามุสลิม ย่านโบ๊เบ๊ กล่าวว่า เปิดร้านมามากว่า 20 ปี ในอดีตร้านค้าส่งในย่านโบ๊เบ๊ เป็นการขายหน้าร้านเป็นหลัก กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าแม่ค้าต่างจังหวัดที่มาซื้อของราคาส่งเพื่อไปขายต่อตามตลาด โดยเฉพาะพื้นที่ในภาคใต้ ขณะเดียวกันใช้ช่องทางออนไลน์ในการค้าขายมากขึ้น ช่วงแรกจะขายผ่าน Facebook, Line เพื่อโพสต์ขายสินค้า หรือติดต่อกับลูกค้าประจำ ก่อนที่จะทยอยขยายช่องทางการขาย ผ่านแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์ต่าง ๆ
ลองคิดแบบง่าย ๆ 1 ใน 3 ของราคาสินค้า ถ้าเรามีนายหน้า มันแบ่งไปแล้วเป็นเปอร์เซ็นต์ เราจะกลับคืนมาแค่ 2 ส่วน สมมติขาย 180 บาท เขาหักไปแล้ว 60 บาท เหลือกลับมา 120 บาท บางทีต้นทุนเกือบ 100 บาท เราก็ได้กลับมาแค่ 20 บาท
ผู้ค้าสะเทือน “ช้อปปี้” ปรับค่าธรรมเนียม 1-2% หวั่นกระทบกำไร-ผู้บริโภคอาจจ่ายแพงขึ้น
น.ส.ผึ้งกล่าวถึง การปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์ต่าง ๆ จะยิ่งเพิ่มภาระต้นทุนทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการ เนื่องจากนอกจากค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายให้แพลตฟอร์มแล้ว ยังมีต้นทุนด้านบรรจุภัณฑ์ ค่าแรง และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่สูงขึ้น หรือหากผู้ประกอบการ ร้านค้าเลือกที่จะผลักภาระดังกล่าวด้วยการปรับราคาสินค้าให้สูงขึ้น ก็อาจส่งผลให้ผู้บริโภค หรือลูกค้าต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นไปด้วย แต่หากร้านค้าเลือกที่จะตรึงราคาสินค้าไว้ ก็จำเป็นต้องลดต้นทุนในส่วนอื่น เพื่อประคองธุรกิจ เช่น การเปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์ที่มีราคาถูกลง
ผู้ค้าโอด ขึ้นค่าธรรมเนียมทำเพิ่มต้นทุนร้านพุ่ง
น.ส.ภัทรภรณ์ อายุ 47 ปี เจ้าของร้านเสื้อผ้าที่เปิดมานานกว่า 30 ปี ย่านประตูน้ำ แหล่งค้าส่งเสื้อผ้าสำคัญของกรุงเทพฯ ระบุว่า ร้านเริ่มจำหน่ายสินค้าออนไลน์ตั้งแต่ก่อนโควิด-19 แต่เมื่อเกิดการแพร่ระบาด หรือช่วงที่มีการล็อกดาวน์ การขายสินค้าออนไลน์ ก็กลายเป็นรายได้หลักที่ช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าต่อได้ แต่ปัจจุบันแม้การขายออนไลน์ จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ แต่รายได้นั้นก็ยังไม่ฟื้นตัว หรือการค้าขายก็ยังไม่ครึกครื้นเหมือนในอดีต "หนูได้ต่อตัวไม่ถึง 10 บาท 20 บาทเลย เค้าหักหมดแล้ว”
สำหรับการปรับอัตราค่าธรรมเนียมการขายแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์ น.ส.ภัทรภรณ์ มองว่าจะยิ่งเพิ่มภาระต้นทุนให้กับผู้ประกอบการที่พึ่งพาการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เนื่องจากกำไรต่อชิ้นเหลือไม่มากอยู่แล้วหลังจากถูกหักค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ และแม้แพลตฟอร์มจะเปิดโอกาสให้ผู้ขายปรับขึ้นราคาสินค้าเพื่อชดเชยต้นทุน
แต่เธอมองว่า การขึ้นราคาจะยิ่งกระทบต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้า ที่จะเลือกซื้อสินค้าในราคาที่ถูก จึงเลือกที่จะตรึงราคาสินค้าไว้ แม้จะทำให้กำไรลดลงก็ตาม ซึ่งปัจจุบันร้านของเธอจึงลดการเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการขายของแพลตฟอร์ม และเลือกทำการตลาดเท่าที่จำเป็น เพื่อควบคุมต้นทุนในการโปรโมทสินค้า
ผู้ค้าสะเทือน “ช้อปปี้” ปรับค่าธรรมเนียม 1-2% หวั่นกระทบกำไร-ผู้บริโภคอาจจ่ายแพงขึ้น
สอดคล้องกับ น.ส.เมย์ อายุ39 ปี ผู้จัดการร้านเสื้อผ้าในประตูน้ำ เล่าว่าก่อนที่การค้าออนไลน์จะได้รับความนิยม การค้าส่งในประตูน้ำอาศัยลูกค้าจากต่างจังหวัดที่เดินทางเข้ามาเลือกซื้อสินค้าด้วยตนเองตั้งแต่ช่วงเช้ามืด แต่เมื่อเทคโนโลยีการสื่อสารเข้ามามีบทบาท ลูกค้าเริ่มเปลี่ยนมาสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น โดยร้านปรับตัวสู่การค้าออนไลน์ มีจัดตั้งกลุ่ม Line สำหรับลูกค้าประจำ พร้อมขยายช่องทางจำหน่ายผ่าน Shopee และ TikTok เพื่อรักษาฐานลูกค้า และเพิ่มโอกาสในการค้าขาย
ผู้ค้าสะเทือน “ช้อปปี้” ปรับค่าธรรมเนียม 1-2% หวั่นกระทบกำไร-ผู้บริโภคอาจจ่ายแพงขึ้น
อย่างไรก็ตามเธอยอมรับว่า แม้การขายออนไลน์จะช่วยเพิ่มช่องทางการเข้าถึงผู้บริโภค แต่การดำเนินธุรกิจกลับมีต้นทุนเพิ่มขึ้น ทั้งราคาวัตถุดิบ ค่าน้ำมัน ค่าเช่าพื้นที่ และค่าคอมมิชชันของแพลตฟอร์ม ขณะที่การปรับขึ้นราคาสินค้าทำได้ยาก เพราะลูกค้าคุ้นชินกับราคาเดิม
ออนไลน์เราก็ปรับตัวขายเพิ่มช่องทางให้เรา แต่พอน้ำมันขึ้น และค่าคอมมิชชันจะเก็บเพิ่มอีก มันก็กลายเป็นว่าเราก็หนักในต้นทุน เพราะเราไม่อยากไปเพิ่มราคาขายลูกค้า เราก็ลำบากค่ะ
น.ส.เมย์ กล่าวอีกว่า ร้านค้าจำนวนมาก พยายามเพิ่มสัดส่วนในการขายผ่านช่องทางออนไลน์เพื่อประคองธุรกิจ แต่เมื่อแพลตฟอร์มมีการจัดเก็บค่าคอมมิชชัน หรือค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น ก็ยิ่งทำให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจสูงขึ้น ขณะที่ร้านค้าไม่ต้องการผลักภาระดังกล่าวไปยังผู้บริโภคด้วยการปรับขึ้นราคาสินค้า
ผู้ค้าสะเทือน “ช้อปปี้” ปรับค่าธรรมเนียม 1-2% หวั่นกระทบกำไร-ผู้บริโภคอาจจ่ายแพงขึ้น
สุดท้ายการขายออนไลน์ กลายเป็นช่องทางหลักของผู้ประกอบการจำนวนมาก แพลตฟอร์มออนไลน์ได้กลายเป็น "หน้าร้าน" ที่ช่วยให้เข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น แต่ในช่วงที่เศรษฐกิจยังซบเซา กำลังซื้อของผู้บริโภคยังไม่ฟื้นตัวและต้นทุนการทำธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องการปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์มจึงเป็นอีกภาระที่ผู้ประกอบการต้องรับ หลายร้านเลือกแบกรับต้นทุน และตรึงราคาสินค้าไว้ เพื่อไม่ให้ลูกค้าต้องจ่ายแพงขึ้น แม้จะต้องแลกกับกำไรที่ลดลงก็ตาม
รายงานโดย น.ส.ฐิตินันท์ คุ้มตะสิน นักศึกษาฝึกงาน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายรณรต วงษ์ผักเบี้ย นักศึกษาฝึกงาน คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อ่านข่าว
จับกระแส Wellness Tourism มาแรง ดัน “ชลบุรี”ยกระดับสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
Virtual Bank ทางเลือกใหม่ "กลุ่มรายได้ไม่แน่นอน" ยกระดับ FinTech ไทย
เปิดแล้ว "Virtual Bank" ธนาคารไร้สาขา ความท้าทาย "ระบบการเงิน”ใหม่ของไทย

