“พริษฐ์” เรียกร้อง “นายกฯ” ตอบคำถาม “ไอลอว์” แทนการฟ้องคดี

การเมือง
15:13
จำนวนผู้ชม 57
Thai PBS
“พริษฐ์” เรียกร้อง “นายกฯ” ตอบคำถาม “ไอลอว์” แทนการฟ้องคดี
“พริษฐ์” เรียกร้อง นายกฯ ตอบคำถามกรณี “ฮั้ว สว.” แทนการฟ้องคดี “ไอลอว์” และ ให้ “กกต.-ดีเอสไอ” ใช้มาตรฐานเดียว ตรวจสอบ “สว.สีน้ำเงิน-สีส้ม”

วันนี้ (22 ก.ค.2569) นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (ปธ.วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์กรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เตรียมยื่นฟ้อง นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.โครงการอินเทอร์เพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ที่เปิดเผยรายชื่อบุคคลระดับรัฐมนตรี อ้างว่าพัวพันกับ “คดีโกง สว.” จำนวน 9 คน

นายพริษฐ์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากนายยิ่งชีพยื่นข้อมูลและข้อเท็จจริง โดยมีการกล่าวถึงนักการเมืองพรรคภูมิใจไทย จำนวน 9 คน และได้รับคำยืนยันจากนายกฯ ว่าจะฟ้องนายยิ่งชีพ โดยตนเองมองว่า ในฐานะที่นายกฯ เป็นบุคคลสาธารณะ เป็นผู้มีอำนาจรัฐ แทนที่จะฟ้องผู้ตั้งคำถาม สิ่งที่ท่านทำได้คือชี้แจงข้อกล่าวหา ตามคำถามที่ถูกตั้งไว้ ถ้าฟังข้อมูลนายยิ่งชีพ จะเห็นว่ามีการพูดถึงข้อกล่าวหาที่ค่อนข้างเจาะจง นายกฯ และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องชี้แจงสั้น ๆ ได้ง่าย

นายพริษฐ์ยกตัวอย่างข้อมูลที่เกี่ยวกับนายอนุทิน ก็มีการให้ข้อมูลว่า มีคำบอกเล่าเรื่องการปรากฏตัวที่ โรงแรมพูลแมน กล่าวหาว่า นายอนุทิน ประชุมร่วมกับ สว.นับ 100 คน มีการคุยกันเรื่องเลือกประธานและรองประธานวุฒิสภา

ดังนั้นแทนที่นายอนุทินจะฟ้องผู้ที่ตรวจสอบ ทำไมไม่บอกชัด ๆ ว่า วันนั้นอยู่ไหน ไป โรงแรมดังกล่าวจริงหรือไม่ และได้ประชุมร่วมกับ สว.จริงหรือไม่ ถ้าประชุมจริง คุยกันเรื่องอะไร เป็นต้น

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า รวมถึงกรณีที่ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย ข้อมูลที่ถูกพูดถึงสอดรับกับพยานที่ จ.หนองบัวลำภู เคยพูดว่าตัวเขาอยู่ในทีมงานผู้สมัคร สว.คนหนึ่ง และผู้สมัครคนดังกล่าวโทรหานายทรงศักดิ์ และรายงานว่ารวบรวมบัญชีรายชื่อของผู้สมัคร สว.ในกระบวนการเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่นายทรงศักดิ์ทำได้นั้น แทนที่จะฟ้องคือชี้แจงว่าขณะเลือก สว.ตอนนั้น ติดต่อพูดคุยกับผู้สมัคร สว.จริงหรือไม่ หรือเป็นไปตามข้อกล่าวหรือไม่

หรือกรณีนายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาฯ สอดรับกับพยานที่พูดบนเวทีเสวนาเช่นกันว่า นายศุภชัยปรากฏตัวที่โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ ก่อนการเลือกระดับประเทศที่ จ.อยุธยา และผู้สมัครจาก จ.นครพนม สิ่งที่นายศุภชัยทำได้ ไม่ใช่มาฟ้องผู้ตั้งคำถาม แต่ชี้แจงว่าวันดังกล่าวไปโรงแรมดังกล่าวจริงหรือไม่

ภาพรวมมองว่า ไม่ว่าจะนายกฯก็ดี หรือรัฐมนตรีที่ถูกพาดพิงก็ดี แทนที่จะดำเนินคดีกับผู้ตั้งคำถาม แค่ตอบให้ตรงคำถาม จะทำให้สังคมมีข้อมูลที่รอบด้านมากขึ้น ในการพิจารณาว่าควรเชื่อหรือไม่เชื่อใคร

นายพริษฐ์ ยังเรียกร้องไปถึงหน่วยงานตรวจสอบด้วย คือคณะกรรมการการเลือกฃตั้ง (กกต.) และ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีการตรวจสอบเรื่องนี้หรือไม่ เพราะแน่ใจว่านายยิ่งชีพพูด อยู่ในคำให้การที่พยานให้กับหน่วยงานตรวจสอบไปแล้ว

นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่า สิ่งที่หน่วยงานตรวจสอบทำได้มากกว่าตน คือตรวจสอบกับโรงแรมต่าง ๆ ย้อนไปดูกล้องวงจรปิดว่า มีนักการเมืองจากพรรคภูมิใจไทยมาหรือไม่ หรือแม้กระทั่งถ้ามีข้อกล่าวหาว่าติดต่อกันทางโทรศัพท์ เชื่อว่าอยู่ในวิสัยหน่วยงานอย่าง กกต. และดีเอสไอไปขอดูหลักฐานได้ว่า มีการติดต่อจริงหรือไม่

โดยรวมต้องแยกเป็น 2 ส่วน ฝั่งนักการเมือง ผู้มีอำนาจรัฐ แทนที่จะฟ้องผู้ตรวจสอบ ควรชี้แจงข้อเท็จจริงมากกว่า ส่วนหน่วยงานขอคำยืนยันเหมือนกันว่าทำเต็มที่แล้ว ตรวจสอบกลั่นกรองข้อกล่าวหาดังกล่าว ว่าอยู่ในสำนวน และพิจารณาว่าส่งศาลหรือไม่

เมื่อถามว่า กรณีนายกฯ และรัฐมนตรี เลือกดำเนินคดีกับผู้เปิดโปงเรื่องดังกล่าว กับการเลือกที่จะเปิดโอกาสให้มีการพิสูจน์หลักฐานข้อเท็จจริงแบบนี้ นอกจากเป็นการฟ้องปิดปาก ถือเป็นการข่มขู่ด้วยกฎหมายหรืออำนาจหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า หลายคนดูเจตนาออกว่าทำไมจึงทำเช่นนี้

ตนมองว่าอย่างที่นายกฯ ย้ำว่า ไม่ได้เกี่ยวข้อง ถ้าไม่ได้เกี่ยวข้องจริง ก็แค่ยืนยันว่า วันที่ถูกกล่าวหาไม่ได้อยู่ที่โรงแรมพูลแมน ไม่เคยร่วมประชุมกับ สว. ตามข้อกล่าวหา และคิดว่าต้องเรียกร้องไปที่หน่วยงานตรวจสอบพิสูจน์ด้วยว่า ข้อมูลที่แต่ละฝ่ายให้ขัดแย้งกัน ทำเต็มที่แล้วหรือไม่ ในการประสานโรงแรมที่เกี่ยวข้อง ขอกล้องวงจรปิดมาตรวจสอบ

เมื่อถามว่า หน่วยงานตรวจสอบ มีอำนาจทุกอย่าง รวมถึงการควบคุมอยู่ในมือของรัฐบาล ฝ่ายค้านคาดหวังว่า จะตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ได้หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เราต้องใช้ทุกกลไกที่เรามีในการตรวจสอบเรื่องนี้

สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้คือ ความเห็นของประชาชน ถ้าได้รับฟังรับรู้ถึงข้อมูลหลักฐานคดีนี้ ที่เราพยายามนำมาเสนอต่อสาธารณะ แล้วประชาชนเห็นตรงกับเราว่า เรื่องนี้ควรส่งไปที่ศาล และควรเรียกร้องให้เกิดขึ้น ไม่ว่าหน่วยงานตรวจสอบจะถูกกำกับ หรือกลุ่มการเมืองกลุ่มใด เสียงของประชาชนจะยังมีความหมายอยู่

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า เข้าใจดีว่า สังคมตั้งคำถามหรือความไว้วางใจที่มีต่อการปฏิบัติหน้าที่ ยิ่ง กกต.จำนวน 7 คนจะชี้ขาดในเดือน ส.ค.นี้และ กกต. จำนวน 4 ใน 7 คนที่เป็น กกต.ได้ทุกวันนี้ ได้รับรองโดย สว.ส่วนใหญ่ในสำนวน

ขอเรียกร้องไปยัง กกต.ว่า ถ้าหลักฐานชัด แล้วไม่ส่งเรื่องไปที่ศาล ตัดสินใจเป่าคดี โดยเฉพาะปกป้องเครือข่ายนักการเมืองที่อยู่เบื้องหลัง กกต.คิดหนักนะว่า พร้อมจะเสี่ยงติดคุก เพื่อปกป้องคนเหล่านี้หรือไม่

ส่วนกรณีนายศุภชัย ใจสมุทร สส.พรรคภูมิใจไทย ระบุว่า ฝ่ายค้านกล่าวหาว่า สว.สีน้ำเงิน แต่ขณะเดียวกัน สว.สีส้ม ก็เป็นของพรรคประชาชน (ปชน.) เหมือนกัน เพราะตอนเปิดรับสมัคร ล้วนแต่อยู่ในกลุ่มของคณะก้าวหน้า และพรรคประชาชน และ สว.กลุ่มนั้นก็เป็น สว.ในสภาเหมือนกัน นายพริษฐ์ กล่าวว่า จริง ๆ ตั้งแต่ตนตรวจสอบเรื่องนี้เข้มข้น และสื่อสารออกไป ตอบทุกครั้งว่า ไม่ว่าจะมีข้อเท็จจริง หรือข้อกล่าวหาไปเกี่ยวกับบุคคลใด ตนเรียกร้องให้หน่วยงานตรวจสอบปฏิบัติหน้าที่ตรงไปตรงมาทุกฝ่าย

ถ้านายศุภชัย เชื่อว่ามีการกระทำผิดโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจริง เป็นสิทธิอันชอบธรรมที่จะทำเรื่องนี้ เรียกร้องให้หน่วยงานตรวจสอบรับฟัง และตรวจสอบตรงไปตรงมากับทุกกลุ่ม ที่ถูกกล่าวหา สิ่งที่อยากเห็นคือ หน่วยงานตรวจสอบทำงานตรงไปตรงมามาตรฐานเดียวกันกับทุกกลุ่ม ไม่ใช่หน่วยงานตรวจสอบตัดสินใจ ปกป้องกลุ่มการเมืองสีน้ำเงิน ทำให้เขาอยู่ในตำแหน่งหรือไม่

ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวอีกว่า ถ้าย้อนไปดูคดีต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการฮั้ว สว.ความจริงมีหลายคดี กกต.มีมติส่งเรื่องไปศาลแล้ว มีคดีหนึ่งถ้าจำไม่ผิดที่ จ.ชลบุรี เป็นเพียงแค่ผู้สมัคร สว. 2 คนไลน์คุยกันขอแลกคะแนนกัน ไม่ได้ปรากฏเส้นเงิน หรือจ้างคนมาโหวต แต่หลักฐานแค่นั้น กกต.เคยมีมติเพียงพอส่งเรื่องไปศาลแล้ว สิ่งที่กังวลใจคือว่า คดีนี้เกี่ยวข้องกับหลายคนใน ครม. หรือ สภา หลักฐานชัดเจนหนักแน่นกว่า มีเส้นเงิน เสนอผลประโยชน์เกี่ยวข้อง หวังว่ากกต.จะส่งเรื่องไปที่ศาลเหมือนกัน

คงเป็นเรื่องประหลาดมาก หากคดีที่มีหลักฐานแค่แชตไลน์ กกต.ส่งศาลพิจารณา แต่พอคดีที่เกี่ยวกับคนจำนวนมาก เส้นเงิน การจ้างคนสมัคร คนโหวต กกต.กลับไม่ส่งเรื่องไปที่ศาล ดังนั้นสิ่งที่เราเรียกร้องคือ กกต.ต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมากับทุกกลุ่ม ด้วยมาตรฐานเดียวกัน

ส่วนกรณีนายยิ่งชีพ เปิดเรื่อง 9 ชื่อรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพราะว่าพรรคประชาชน ฝ่ายค้านไม่กล้าเปิด ทำให้นายยิ่งชีพต้องมาพลีชีพนั้น นายพริษฐ์ กล่าวว่า ไม่คิดว่าเป็นเช่นนั้น เพราะขณะนี้การตรวจสอบคดีดังกล่าว มีหลายฝ่ายดำเนินการอยู่ ในฝั่งฝ่ายค้านเดินหน้าเรื่องนี้เต็มที่ทั้งกลไกใน และนอกสภา

โดยเมื่อวันที่ 19 ก.ค.2569 ที่ผ่านมาฝ่ายค้านจัดงานเสวนา ที่พยายามนำพยานบุคคลเกี่ยวข้องมานำเสนอหลักฐานอย่างเป็นระบบว่า ขบวนการที่พูดถึงมีองค์ประกอบอย่างไรบ้าง และในวันอาทิตย์ที่ 26 ก.ค.2569 นี้จะจัดเสวนาอีกครั้ง โดยนำพยานบุคคลชุดใหม่ และนำเสนอหลักฐานใหม่ มีวิทยากร คือ นายยิ่งชีพ มาร่วมอภิปรายด้วย คิดว่าเป็นการทำงานหลายฝ่ายร่วมกัน ในการตรวจสอบคดีที่ตนคิดว่าสำคัญ เกี่ยวข้องกับคนจำนวนไม่น้อยใน ครม. และ สส.ในสภาฯ

เมื่อถามย้ำ ถึงกรณี สว.สีส้ม ที่นายศุภชัยกล่าวหา ถ้าพรรคประชาชนทำงานร่วมกัน มองว่าไอลอว์ และพรรคประชาชน รวมถึงนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ที่มีการรณรงค์ ไม่ต่างจาก สว.สีน้ำเงิน ที่จัดตั้งเหมือนกัน นายพริษฐ์ กล่าวว่า อย่างที่ย้ำว่า พฤติกรรมที่คิดว่าถูกกล่าวหา ณ เวลานี้ ตนใช้คำว่าโกง สว.ไม่ใช่ฮั้ว สว. เพราะพฤติกรรมเวลานี้ ไม่ใช่แค่จัดตั้งเครือข่ายผู้สมัคร ที่อาจทำโพยหรือแลกคะแนนระหว่างกัน แต่เรากำลังพูดถึงกระบวนการที่จ้างคนมาสมัคร มาโหวต เสนอเงินทอง ตำแหน่ง มาเกี่ยวข้อง จ่ายค่าที่พักรวมตัวก่อนวันเลือก

สำหรับตนใครก็ตามที่ทำพฤติกรรมเช่นนี้ ควรส่งเรื่องไปที่ศาลทั้งหมด ดังนั้นถ้ายืมคำพูดท่านนายกฯคือ “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ยืนยันว่า เราเรียกร้องให้หน่วยงานตรวจสอบ ตรวจสอบทุกฝ่ายตรงไปตรงมา ใครมีพฤติกรรมโกง สว.เช่นนี้ ต้องส่งเรื่องไปที่ศาล

ถามย้ำว่า นายศุภชัย ระบุที่มาไม่ต่างกันเลยระหว่าง สว.สีส้ม กับ สว.สีน้ำเงิน นายพริษฐ์ กล่าวว่า ไม่รู้ว่าพฤติกรรมที่กล่าวหาคืออะไร แต่สำหรับตนพฤติกรรมที่เป็นปัญหาก็อย่างที่เรียนไปแล้วข้างต้น ใครก็ตามไม่ว่าชื่ออะไร หรือมีความคิดทางการเมืองแบบใด กกต.ควรส่งเรื่องไปที่ศาล

ส่วนกรณี สว.บางคนย้อนว่า การที่มี สว.สารพัดสีในสภาฯ ไม่ได้ผิด เพราะว่าย้อนกลับไปสภาฯในสมัยก่อนหน้านี้ ก็มีสภาฯผัวเมียเหมือนกัน โอกาสการทำงานไม่ต่างกันเลย นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตั้งหลักก่อน คือ ข้อกล่าวหาที่เรากำลังพูดถึงคือการกระทำผิดกฎหมาย พ.ร.ป.การเลือก สว.ภายใต้รัฐธรรมนูญปัจจุบัน

คิดว่าถามใครก็ตาม ที่อ่านข้อกฎหมายเหล่านี้ ย่อมเห็นตรงกันว่า การจ้างคนมาสมัคร หรือลงคะแนนให้ ไม่ว่าด้วยเงินทอง หรือสปอนเซอร์ค่าที่พัก ค่าเดินทาง หรือสัญญาว่าถึงแม้ไม่ได้ แต่ให้ตำแหน่งผู้ช่วยอย่างไร พฤติกรรมนี้มันผิด ใครก็ตามที่ทำพฤติกรรมนี้ กกต.มีหน้าที่ส่งเรื่องไปศาล แค่นั้นเลย ไม่ต้องเปรียบเทียบกับ สว.ยุคก่อน ที่มีกระบวนการได้มาแตกต่างกันไป

อ่านข่าว

"อนุทิน" มอบศุภชัยฟ้องหมิ่นฯ "ยิ่งชีพ" เปิดชื่อกล่าวหาฮั้วเลือก สว.

ฟ้อง "ยิ่งชีพ" แน่ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ "สุขสมรวย" ขอรอ กกต. วินิจฉัยคดีฮั้ว สว.

"ทรงศักดิ์" เล็งใช้ กม.ปกป้องสิทธิ ถูกพาดพิงเปิดชื่อโยงฮั้ว สว.

“ภูมิใจไทย” จ่อฟ้องหมิ่นประมาท “ยิ่งชีพ” ปมกล่าวหาฮั้วเลือก สว.