“น.หนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล โพสต์ภาพร่วมกับ “น.เน” นายเนวิน ชิดชอบ และ “พ.พาน” นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ โชว์ปึ้ก ไม่มีความขัดแย้ง
หลังจากถูกสื่อ นักวิชาการ และกูรูทางการเมือง ตั้งข้อสังเกตปมไม่ลงรอยนี้มาระยะหนึ่ง
ทั้งยังย้อนกลับคำถามสื่อ “คุณอยู่ในบ้านผมหรือ ถ้าไม่ได้อยู่ ก็ไม่ต้องถาม เพราะเป็นเรื่องในบ้าน ในพรรคผม ไม่ใช่ธุระกงการของใคร”
เป็นอีกครั้งหนึ่งที่นายอนุทิน พูดเร็วไปแบบนี้ แทนที่จะหยุดคิดตรองสักนิด ในฐานะนายกฯ ที่เป็นบุคคลสาธารณะ ควรชี้แจงหรือตอบประเด็นคำถามเพื่อความเข้าใจกัน น่าจะดีกว่า
อาทิ เป็นเรื่องปกติ เราพบปะพูดคุยเป็นประจำอยู่แล้ว ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงจะเป็นคำตอบที่สุภาพ และยังจะช่วยให้ผู้คนที่สงสัยเรื่องนี้คลายความวิตกลงได้ระดับหนึ่ง
แต่กลายเป็นว่า ข้ออ้างเป็นเรื่องภายในของพรรคภูมิใจไทย ไม่เกี่ยวข้องกับคนนอก มีข้อสงสัยในอีกมุมหนึ่งว่า นายอนุทินเป็นนายกฯ หัวหน้ารัฐบาล นายพิพัฒน์เป็นรองนายกฯ และรัฐมนตรีคมนาคม
ส่วนนายเนวิน แม้จะไม่มีตำแหน่งใน ครม. แต่เป็นที่รับรู้รับทราบกันดีว่าเป็น “ครูใหญ่” ของพรรค เปรียบเสมือนผู้นำทางจิตวิญญาณของคนในพรรค ใช่หรือไม่
ขณะที่รัฐบาลกำลังเผชิญปัญหาหลายเรื่อง มหาดไทยที่นายอนุทินนั่งควบ เจอเรื่องทุจริตการสอบ ขรก.ท้องถิ่นของ สถ. ผู้คนทั่วไปไม่มั่นใจจะสาวไปถึง “ลาสต์ บอส” หรือไม่ หรือจะจบเพียงปลาซิวปลาสร้อย
นายพิพัฒน์ก็ถูกโยง เพราะมีคนรอบข้างใกล้ตัวไปพัวพันหลายคน จนถูกมองว่าโดนลดบทบาทลง รวมทั้งเรื่องอีอีซีและแลนด์บริดจ์ ส่วน “ครูใหญ่” อาจถูกมองอย่างสงสัยว่า มี ขรก.ระดับ “บิ๊ก” อาศัยเป็นที่ห้อยโหนเพื่อเป้าหมายตำแหน่งที่สูงขึ้นหรือไม่
แล้วอย่างนี้จะบอกว่าไม่ใช่ธุระกงการของใครได้อย่างไร ในเมื่อยังมีเรื่องค้างคาสงสัยในใจผู้คนที่สำคัญเป็นเรื่องส่วนรวม ของประเทศชาติ
การหวังฝากผีฝากไข้กับรัฐบาล โดยเฉพาะระดับ “บิ๊ก” เพื่อความกระจ่าง ย่อมเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีโพสต์ข้อความของ “ซ้อต่าย” นางกรุณา ชิดชอบ ภริยา “ครูใหญ่” ที่ออกมาในเวลาไล่เลี่ยกัน
“เหลี่ยมจัดก็ตัดทิ้ง ดีก็คบ ทรยศก็ตัดทิ้ง โตแล้วอย่าซับซ้อน”
ส่งผลสะเทือนทั้งวงการการเมือง เพราะ “ซ้อต่าย” คือ คนข้างกายครูใหญ่ ย่อมรู้ความคิดความอ่านของนายเนวินได้ดีกว่าใคร
แม้นายอนุทินจะรีบออกโรงแจงทันควันว่า ไม่แปลกตรงไหน ไม่มีอะไรพูดผิด เพราะคนที่ไม่ควรคบ คือคนไม่จริงใจ หลอกลวง และสุดท้ายวกกลับไปแบบเดิม คือซัดใส่นักวิเคราะห์การเมือง แต่ไม่รู้ข้อมูลความจริง
เป็นสไตล์แข็งข้อกับฝ่ายตรงข้ามและสื่ออยู่ในที ซึ่งก็ไม่ใช่ครั้งแรก และไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะกูรูการเมืองบางคนมองว่า ได้รับอิทธิพลและเลียนแบบจาก “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อครั้งเป็นนายกฯ และนายอนุทินเป็นรัฐมนตรีร่วมในรัฐบาล หลังเลือกตั้งปี 62
แต่ที่ต่างกันที่บุคลิก และบริบททางการเมือง อีกอย่างอาจเป็นเรื่องต้นทุนความน่าเชื่อถือ โดย พล.อ.ประยุทธ์ พูดย้ำหลายครั้ง ไม่เคยทุจริตแม้แต่บาทเดียว
การโพสต์ภาพ 2 น.กับ 1 พ.แทนที่จะสร้างความเชื่อมั่นในความเป็นเอกภาพของรัฐบาล กลับดูเหมือนจะยิ่งเพิ่มความสงสัยตามมา จากการพูดเร็วไปและไม่มีความกระจ่าง ไม่ต่างจากหลายเรื่องก่อนหน้านี้
รวมทั้ง “แลนด์บริดจ์” ที่ รัฐมนตรีคลัง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ในฐานะประธานศึกษาฯที่สรุปชัดต้องพับแผน ไม่คุ้มค่า มีผลกระทบต่อภาระงบประมาณประเทศ
แต่นายอนุทินออกโรงปฏิเสธในอีก 2-3 วันถัดมา ไม่พับแผน แค่รอจังหวะเดินหน้าต่อ
คนไทยจึงสับสนไม่รู้จะเชื่อใครดี...
บทความ : ประจักษ์ มะวงสา บรรณาธิการอาวุโส
อ่านข่าว :
ไล่ล่าหรือเจรจา หนทาง "ดับไฟใต้"
นายกฯ ดัน 'รองเซมเบ้' สุดตัว สางปมโกงสอบ ขรก.สถ.
ยังไม่มีคำตอบชัด “ใครผิด” ไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว
