วันนี้ (4 ส.ค.2569) "จิ๋วไทรโยค" ลูกช้างป่าพลัดหลง ที่ได้รับการดูแลที่อุทยานแห่งชาติไทรโยค ตายแล้วเมื่อช่วงเวลา 02.00 น. ท่ามกลางความเสียใจของทีมสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด
เมื่อคืนที่ผ่านมา สัตวแพทย์ได้ให้การรักษาลูกช้างป่า ด้วยการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ และให้ดมออกซิเจนอย่างต่อเนื่อง ในระหว่างการดูแลรักษา ลูกช้างป่ายังคงมีความพยายามต่อสู้ โดยสามารถกินนมได้ตามปกติทุก ๆ 2-3 ชั่วโมง ปริมาณครั้งละ 350-500 มิลลิลิตร แม้ในบางช่วงจะมีอาการอ่อนแรงสลับกับความพยายามลุกยืน แต่ยังมีอาการถ่ายเหลว และมีปัสสาวะสีเข้ม จนกระทั่งถึงเวลา 02.00 น. ลูกช้างป่าได้นอนหลับและตาย ทีมสัตวแพทย์เร่งทำการกู้ชีพอย่างเต็มที่ แต่ไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้
เบื้องต้นสัตวแพทย์สันนิษฐานว่าสาเหตุมาจาก "สภาวะไตวายเฉียบพลัน" โดยอ้างอิงจากผลการตรวจเลือดจากห้องแล็บ ประกอบกับอาจมีภาวะความผิดปกติของอวัยวะภายในมาแต่กำเนิด ทั้งนี้ ทีมสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่เตรียมดำเนินการผ่าชันสูตรซาก พร้อมเก็บตัวอย่างส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาสาเหตุอย่างละเอียดต่อไป
ลูกช้างป่า "จิ๋วไทรโยค" เป็นลูกช้างป่าพลัดหลงที่ได้รับแจ้งจากชาวบ้าน ว่า พบลูกช้างป่าอยู่บริเวณชายน้ำห้วยแม่น้ำน้อย เมื่อวันที่ 30 ก.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่และชาวบ้านได้เข้าช่วยเหลือ ด้วยการนั่งเรือ เนื่องจากเป็นพื้นที่ยาก ขณะพบลูกช้างมีสภาพอิดโรยและไม่พบโขลงช้างบริเวณนั้น คาดถูกทิ้งไว้ประมาณ 2 วัน เจ้าหน้าที่จึงได้นอนเฝ้าเพื่อสังเกตพฤติกรรม และรอโขลงช้างมารับ ตลอดทั้งคืนลูกช้างป่าส่งเสียงร้องเรียกหาแม่ช้างเป็นช่วง ๆ แต่ไม่มีเสียงฝูงตอบรับ
ต่อมาวันที่ 31 ก.ค. ทีมสัตวแพทย์ สบอ.3 (บ้านโป่ง) และสัตวแพทย์ สบอ.3 สาขาเพชรบุรี ได้เข้าพื้นที่เพื่อประเมินสถานการณ์ลูกช้างป่า โดยเส้นทางการเข้าไปตรวจสอบต้องนั่งเรือเข้าไปยังจุดพบลูกช้างป่า ใช้ระยะเวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง ประกอบกับในพื้นที่มีฝนตกต่อเนื่อง ทำให้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นเสี่ยงต่อการเกิดน้ำป่าไหลหลาก
ทีมสัตวแพทย์ ได้ประเมินอาการลูกช้าง เบื้องต้นพบมีสภาพอิดโรยมีแผลถลอกพุพอง และหลุมแผลหลายจุดในช่องปาก มีแผลคล้ายร้อนใน ขาดน้ำอย่างรุนแรง มีแผลที่สะดือ งวงมีแผลพุพองมีเศษเนื้อตาย ไม่มีหนอง ไม่มีไข่แมลงวัน ปากเป็นแผลร้อนในขนาดเท่าเหรียญ 10 กินนมได้น้อย มีแมลงตอมที่บริเวณตา ทำให้เยื่อบุตาอักเสบ ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้มแดง อาจเกิดจากการติดเชื้อหรือขาดน้ำ ถ่ายเหลวมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว สุขภาพอยู่ในแนวโน้มน่าเป็นห่วง จึงได้เคลื่อนย้ายมายังที่ทำการอุทยานแห่งชาติไทรโยค และอยู่ในความดูแลของสัตวแพทย์พร้อมเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติไทรโยคอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง
อ่านข่าว :
อัปเดตอาการ "ลูกช้างป่าพลัดหลง" กินนมได้ แผลที่ช่องปาก-ใต้งวงดีขึ้น
แท็กที่เกี่ยวข้อง:









