นายกฯ เพิ่งตื่น "ไทย" โอ๋รถ EV จีน หลังมิตรเก่า "ยักษ์ใหญ่" ค่ายญี่ปุ่นกระทุ้ง
ไม่รู้ช้าเกินไปหรือเปล่า เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่อยู่ระหว่างเยือนต่างประเทศ ออกมาสยบข่าวลือทุนญี่ปุ่นย้ายฐานผลิตจากเมืองไทย โดยยืนยันไม่ทิ้งมิตรเก่านักลงทุนจากญี่ปุ่น ที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตมายาวนาน จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาคอุตสาหกรรมไทยไปแล้ว
รวมทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่ส่วนประกอบหลักไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ ตัวถัง แชสซี หรือระบบต่าง ๆ ล้วนผลิตภายในประเทศไทย ภายใต้แบรนด์ของญี่ปุ่นทั้งสิ้น
จึงถือเป็นเรื่องที่ทิ้งกันไม่ได้ และต้องทำให้นักลงทุนไม่ทิ้งไทยด้วยเช่นกัน
โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้มอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง พิจารณาแนวทางการดูแลเพื่อให้ไม่เกิดการเสียเปรียบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ของที่ญี่ปุ่น โดยจะปรับโครงสร้างในด้านต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความยุติธรรมและความเชื่อมั่น
หลังจากรัฐบาลไทยตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้การสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนอย่างออกหน้าออกตา ผ่านมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 ซึ่งให้สิทธิประโยชน์แก่ค่ายรถยนต์ของจีนที่เข้ามาทำตลาดและตั้งฐานการผลิตในประเทศ
ด้วยเหตุผลข้ออ้างลดมลภาวะเป็นพิษ อากาศบริสุทธิ์ ไม่มีปล่อยไอเสียและควันจากท่อ
ทั้งเรื่องอุดหนุนเงินสด สนับสนุนคนซื้อรถยนต์ EV ที่ร่วมโครงการ ตั้งแต่ 70,000-150,000 บาทต่อคัน ลดภาษีอากรนำเข้า ภาษีสรรพสามิต รวมทั้งเงื่อนไขการผลิตชดเชย
กระทั่งยอดขายรถจีนในไทยพุ่งกระฉูด ทั้งที่ยังไม่มีโรงงานผลิตจริงในไทย การนำเข้าทะลัก สัดส่วนรถ EV นำเข้าสำเร็จรูปจากจีนครองตลาดสูงถึง 55% มากกว่าการผลิตจริงในประเทศ
ส่วนค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นยอดขายตกลงเรื่อย ๆ จนมีข่าวปิดโรงงานในไทย และใช้วิธีนำเข้ารถยนต์จากโรงงานในประเทศอื่นเข้ามารองรับออร์เดอร์แทน
ไม่ว่าจะเป็น ซูซูกิ มอเตอร์ ประเทศไทย และ ซูบารุ ที่ประกาศยุติการผลิตทั้งหมดในประเทศ และหันไปใช้กลยุทธ์นำเข้ารถจากญี่ปุ่นมาขายแทน
ผลกระทบที่ตามมาไม่ใช่แค่กับพนักงานจำนวนมากที่ต้องโดนปลด แต่ยังสั่นคลอนไปถึงความมั่นใจของอุตสาหกรรมหลักของไทย กระทบห่วงโซ่อุปทานเดิม รวมทั้ง ผู้ผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ (Supply Chain) ดั้งเดิม ที่ทำกิจการมานานกว่า 30 ปี ได้รับผลกระทบหนัก
เมื่อชิ้นส่วนหลักอย่างแบตเตอรีและมอเตอร์ถูกนำเข้าจากต่างประเทศ เปลี่ยนไทยให้เป็นแค่ตลาดรถ EV มากกว่า ฐานการผลิตเทคโนโลยีจริง
แม้แต่ผู้บริหารค่ายรถยนต์ใหญ่อย่าง โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ยังออกโรงท้วงติงว่ารัฐบาลไทย อุ้มรถ EV จีนมากเกินไป ส่งผลต่อความเสียเปรียบด้านการแข่งขัน จนทำให้ผู้ผลิตที่ตั้งใจลงทุนในไทยระยะยาว รู้สึกเสียเปรียบและไม่ยุติธรรม
พร้อมเสนอไปยังรัฐบาลให้พิจารณาปรับเกณฑ์โครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ความเท่าเทียมในการแข่งขัน เพราะรถยนต์อีวีจากจีนที่นำเข้ามาขายในประเทศไทย เสียภาษีสรรพสามิตต่างจากรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ
เป็นการขยับและกระตุกเตือนจากค่ายใหญ่รถยนต์ของญี่ปุ่น จึงเชื่อว่ามีเสียงดังสะเทือนถึงทำเนียบรัฐบาล โดยเฉพาะประโยคที่ว่า "ถึงเวลาต้องคัดกรองคนที่จริงใจกับประเทศเราได้แล้ว ไม่ใช่ปล่อยไว้แบบนี้"
จึงค่อยมีสุ้มเสียงจากนายกฯ ที่พยายามสื่อสารโดยย้ำว่า เราจะไม่ทิ้งมิตรเก่าอย่างญี่ปุ่น
แต่กระนั้น ในทางปฏิบัติและเรื่องวงในสำหรับรถยนต์ EV จากจีน ยังมีประเด็นซับซ้อนซ่อนเงื่อนอยู่อีกมาก รวมทั้งเรื่องผลประโยชน์ต่างตอบแทน จึงไม่ใช่แก้ได้ทันทีด้วยคำพูดไม่กี่ประโยค
คนวงในและฝ่ายการเมืองที่ทำหน้าที่ประสานจัดการในช่วงที่ผ่านมา กระทั่งถึงปัจจุบัน ต่างรู้ดี
วิเคราะห์ : ประจักษ์ มะวงศ์สา
อ่านข่าว :
รัฐบาลสกัดเต็มสูบ ห้ามซักฟอก "ฮั้ว สว."
ชิงนายก อบจ.นนท์ แทน ”ธงชัย” “ผึ้งหลวง” ยื่นสมัครแล้วรอชน ปชน.
