ก.เกษตรฯ ปรับเกณฑ์จ่ายภัยพิบัติ ชดเชยสูงสุดไร่ละ 6,800 บาท

ภูมิภาค
13:02
จำนวนผู้ชม 32
Thai PBS
ก.เกษตรฯ ปรับเกณฑ์จ่ายภัยพิบัติ ชดเชยสูงสุดไร่ละ 6,800 บาท

วันนี้ (25 ส.ค.2569) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศหลักเกณฑ์การจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2569 โดยมีผลบังคับใช้เรียบร้อยแล้ว การปรับปรุงหลักเกณฑ์ครั้งนี้เป็นการคำนวณบวกเพิ่มจากฐานต้นทุนการเพาะปลูกเดิมอีกร้อยละ 20-30 เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพค่าใช้จ่ายจริงของเกษตรกรที่ปรับตัวสูงขึ้น

ทั้งนี้ แม้มาตรการดังกล่าวจะเริ่มประกาศใช้เมื่อวันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งไม่ครอบคลุมกรณีน้ำท่วมในพื้นที่ จ.น่าน ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า แต่สำหรับการประสบภัยพิบัติในพื้นที่พืชสวนและนาไร่หลังจากนี้ เกษตรกรจะได้รับเงินเยียวยาในอัตราใหม่ทันที

สำหรับอัตราการจ่ายเงินช่วยเหลือกรณีพืชผลเสียหายสิ้นเชิงจนไม่สามารถฟื้นฟูได้ มีการปรับเพิ่มขึ้นในทุกหมวดพืช ได้แก่

  • นาข้าว ปรับเพิ่มจากเดิมไร่ละ 1,340 บาท เป็น 2,340 บาท
  • พืชไร่และพืชผัก ปรับเพิ่มจากเดิมไร่ละ 1,980 บาท เป็น 3,480 บาท
  • ไม้ผลและพืชอื่น ๆ ปรับเพิ่มจากเดิมไร่ละ 4,048 บาท เป็น 6,800 บาท

นอกจากนี้ ในกรณีที่พื้นที่เพาะปลูกได้รับความเสียหายจากดินโคลนถล่ม ได้มีการปรับเพิ่มค่าขุดลอกและขนย้ายซากออกจากพื้นที่ จากเดิมไร่ละ 7,000 บาท ขึ้นเป็นไร่ละ 16,000 บาท ขณะที่อัตราการช่วยเหลือสำหรับชาวประมงและเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ส่วนใหญ่ยังคงยึดตามหลักเกณฑ์เดิม

ขณะที่เสียงสะท้อนจากเกษตรกรในพื้นที่ จ.นครสวรรค์ นายสมชาย แสงทอง แสดงความเห็นด้วยกับการปรับอัตราเงินช่วยเหลือใหม่ เนื่องจากเกษตรกรยังคงต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นซ้ำซาก ประกอบกับเบี้ยประกันภัยพืชผลทางการเกษตรในระบบปัจจุบันมีราคาสูง

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรมีความหวังว่าหากรัฐบาลสามารถขยายวงเงินช่วยเหลือค่าปัจจัยการผลิตจากเดิมไร่ละ 1,000 บาท (ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่) เพิ่มเป็นไร่ละ 2,000 บาท ได้ ก็จะช่วยบรรเทาภาระต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นใน แต่ละฤดูกาลได้อย่างมาก

TDRI แนะรัฐปรับกลยุทธ์ ป้องกันแทนจ่ายชดเชย

ทางด้าน รศ.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ให้ความเห็นว่า ท่ามกลางวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้ภัยธรรมชาติต่าง ๆ มีความรุนแรงมากขึ้น การเยียวยาด้วยการจ่ายเงินชดเชยหลังเกิดเหตุเพียงอย่างเดียวอาจไม่ตอบโจทย์ความคุ้มค่าในระยะยาว

รัฐบาลควรเปลี่ยนมุ่งเน้นการลงทุนเชิงป้องกัน โดยเฉพาะการพัฒนาระบบเตือนภัยในระดับชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรม รวมถึงการปรับปรุงผังเมืองเพื่อลดความสูญเสียตั้งแต่ต้นน้ำ นอกจากนี้ ยังเสนอให้รัฐนำระบบประกันภัยจากภาคเอกชนเข้ามาบริหารจัดการ เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงและลดภาระทางการคลังของประเทศ

สำหรับการดำเนินการจ่ายเงินเยียวยา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังคงยึดหลักการจ่ายตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง โดยจะมีเจ้าหน้าที่และข้าราชการสังกัดกรมส่งเสริมการเกษตรลงพื้นที่สำรวจและตรวจสอบความเสียหายเพื่อประกอบการพิจารณา

ด้านแหล่งเงินทุนจะใช้วงเงินจากงบประมาณฉุกเฉินของผู้ว่าราชการจังหวัด และงบทดรองราชการ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหลัก หากกรณีเกิดภัยพิบัติรุนแรงจนวงเงินไม่เพียงพอ สามารถเสนอเรื่องไปยังกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาขยายกรอบวงเงินทดรองราชการเพิ่มเติมได้ตามสถานการณ์

อย่างไรก็ตาม ในระยะต่อไปยังคงต้องจับตาการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการผลิต ของคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ว่าจะมีการพิจารณาอนุมัติเงินช่วยเหลือค่าปัจจัยการผลิตสำหรับปีการผลิต 69/70 เพิ่มเติมหรือไม่ เพื่อให้เกษตรกรมีทุนหมุนเวียนสำหรับการหมุนเวียนเพาะปลูกในรอบถัดไป

อ่านข่าว :

ศาลอุทธรณ์สั่งจำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา “ปริญญ์” คดีพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจารฯ

ครม.เคาะ "กิติภณ รื่นสัมฤทธิ์" นั่ง ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติคนใหม่

ครม.แต่งตั้งบิ๊ก มท.ล็อตใหญ่ "ปิยะ" นั่งอธิบดี สถ. โยก "ธีรุตม์" เป็นผู้ตรวจฯ