วันนี้ (12 ก.ย.2569) เวลา12.45 น.ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงการจัดงานของคณะกรรมาธิการ ศาล และองค์กรอิสระฯ ที่ต้องการชี้ให้เห็นว่า องค์กรอิสระต้องทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ปราศจากการถูกแทรกแซงทางการเมือง พวกเรามองว่า กรณีศึกษาที่สังคมกำลังดูอยู่คือ บทบาทขององค์กรอิสระอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อคดีการโกง สว. ซึ่งข้อเรียกร้องยังคงเหมือนเดิมคือ กกต.ทั้ง 7 คน จะต้องลงมติในวันจันทร์ที่ 14 ก.ย.ในลักษณะ สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ตามข้อเสนอ ของคณะอนุฯ ชุดที่ 26 ซึ่งไม่ใช่เป็นการฟันธงไปแล้วว่า ทั้ง 229 คน นั้นมีความผิด แต่เห็นว่า มีหลักฐานเพียงพอที่ กกต.ควรสั่งฟ้อง และให้ศาลเป็นผู้พิสูจน์เพื่อให้สิ้นต่อข้อสงสัย ว่า สว.ทั้ง 229 คนนั้น มีใครบ้างที่กระทำความผิด และเข้าข่ายการโกง สว.
และอีกเหตุผลที่เรียกร้องให้ กกต.ส่งฟ้อง มีอยู่ 2 เหตุผลหลักคือ เรื่องของหลักฐาน หากเปรียบเทียบหลักฐานคดีในอดีต กกต.เคยสั่งฟ้องในคดีที่มีเพียงแชทไลน์ ข้อความที่เป็นการแลกคะแนน หรือจับคู่กัน ไม่มีเรื่องการเสนอเงิน หรือผลประโยชน์
ฉะนั้นเรามองว่า หลักฐานที่เกี่ยวข้องต่อผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ที่มีการทำงาน ในลักษณะที่เป็นขบวนการและมีหลายส่วนที่เกี่ยวข้องกับเส้นเงิน การนัดหมายการทำโพย และการทำโพยที่ให้ถูกนำไปใช้ในวันเลือก มีความชัดเจนกว่าในไลน์ที่มีเพียงข้อความไม่กี่ข้อความ
นายพริษฐ์กล่าวว่า หลักฐานนั้นชัดกว่าคดีก่อน ๆ ที่กกต.เคยส่งฟ้อง ขณะเดียวกันยังกล่าวถึงอีกหนึ่งเหตุผลคือ กกต.อย่างน้อย 4-7 คน อยู่ในสถานะที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือผลัดกันซึ่งผลประโยชน์ เพราะในจำนวนนี้ มีบุคคลที่มาเป็นกกต.ได้ผ่านการรับรองจาก สว.ชุดนี้ ซึ่งตนเข้าใจดีว่า ในเชิงหลักการจะเห็น กกต.4 คนนี้ ถอนตัวจากการพิจารณา แต่เข้าใจว่าในเชิงเทคนิค
อย่างไรก็ตาม กกต.4 คน ก็ควรอยู่ต่อเพื่อให้ครบองค์ประชุม ซึ่งจริง ๆ แล้วสาระสำคัญของข้อเรียกร้อง คือ กกต.4 คน จะต้องใช้ดุลยพินิจของตนเอง ในลักษณะที่เป็นคุณต่อผู้ถูกกล่าวหา ที่รับรองพวกเขามาเป็น กกต.
นายพริษฐ์กล่าวต่อถึงทางออกว่า กกต.ควรสั่งฟ้องเพื่อให้ศาลเป็นผู้พิพากษาว่า ผู้ถูกกล่าวหาเหล่านี้ผิดหรือไม่ แทนการใช้ดุลยพินิจของตนเองมาตัดสิน หรืออย่างน้อยที่สุด สิ่งที่ทำได้ก็คือ ดูว่า กกต.อีก 3 คน ไม่ได้มีปัญหาที่ขัดผลประโยชน์กัน มีความเห็นเป็นเช่นไรและลงมติไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อไม่ให้ถูกครหาว่า มีการตัดตอนความต่อเนื่องเพราะขัดกันด้วยผลประโยชน์
ส่วนที่มีการตั้งคำถามถึงการจัดกิจกรรมของพรรคประชาชน และภาคประชาชนจะเป็นการกดดันการทำหน้าที่ของ กกต.ในวันที่ 14 ก.ย.นี้ ด้วยหรือไม่ นายพริษฐ์กล่าวว่า ตนคิดว่าการที่ผู้แทนราษฎรหรือภาคประชาชน เรียกร้องให้องค์กรอิสระทำหน้าที่ ไม่ใช่เรื่องที่ผิด
เราไม่ได้เรียกร้องให้ กกต.ทำอะไรที่ผิดกฎหมาย แต่เรากังวลว่า กกต.จะปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และกระทำการที่ผิดกฎหมาย ใช้มาตรฐานแต่ละคดีที่แตกต่างกัน จึงต้องจัดกิจกรรมที่สื่อสารข้อมูลต่อสังคม หวังว่าองค์กรอิสระอย่าง กกต.จะปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งการออกมาเรียกร้องเช่นนี้ ไม่ได้มีอะไรที่ผิด แต่เป็นหน้าที่พื้นฐานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้อ่านเอกสารหลุดของคดีฮั้วเลือก สว.บ้างแล้วหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เราจะเรียกว่าเอกสารหลุดหรือเอกสารปล่อย เพราะตรงกับเอกสารที่ สส.พรรคภูมิใจไทย ได้อภิปรายไว้ในสภา ซึ่งตนมองว่า ในประการแรก หลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการโกง สว.มีหลักฐานที่เยอะและหลากหลายมาก ไม่ได้ขึ้นอยู่แค่คำให้การของพยานคนเดียว เราเชื่อว่าพยานบุคคล 1 คนนี้ ที่มีการกลับคำให้การ และเราเชื่อคำ การกลับคำให้การ ก็ไม่ได้ทำให้พยานหลักฐานของการโกง สว.นั้นหายไป เพราะมีพยานหลักฐานที่มาจากคนอีกหลายร้อยคน เส้นทางการ หลักฐานการนัดหมาย ประวัติการโทรศัพท์พูดคุย โพยใบสั่ง และบัตรลงคะแนนที่ตรงกับโพย ก่อนที่จะย้ำว่า มีช้างทั้งตัว พยานกลับคำให้การคนเดียว ไม่ได้ทำให้ช้างตัวนั้นหายไป
นอกจากนี้นายพริษฐ์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า หากจะอธิบายให้เห็นภาพ พยานคนดังกล่าวเป็นคนขอนแก่น มีคำให้การครั้งแรก เป็นการให้การในลักษณะที่ไม่เป็นคุณกับพรรคภูมิใจไทย แต่การให้การครั้งที่ 2 กลับเป็นคุณกับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งคำให้การครั้งที่ 2 พยายามจะบอกว่า รอบแรกที่เขาให้ ซึ่งไม่เป็นคุณกับพรรคภูมิใจไทยนั้น เพราะเจอแรงกดดันจากบางฝ่ายทางการเมือ งที่อาจมีอำนาจอยู่ในช่วงนั้น ในช่วงที่พรรคภูมิใจไทย ไม่ได้มีอำนาจ ตนขอชวนคิดว่า จะต้องตรวจสอบเช่นกันว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่าความจริงแล้ว
การกลับคำให้การในครั้งที่ 2 ที่เกิดขึ้นที่ช่วงพรรคภูมิใจไทยมีอำนาจ นั่นอาจมีแรงกดดันจากฝ่ายการเมืองจึงกลับคำให้การ จึงจำเป็นต้องตั้งคำถามทั้ง 2 ช่วงเช่นกัน แต่ท้ายที่สุดตนมองว่า เมื่อมีคำให้การทั้งสองครั้งขัดแย้งกัน คาดหวังว่า หน่วยงานตรวจสอบซึ่งทำอยู่แล้วว่า เอาหลักฐานที่มีถึงข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับคำให้การทั้ง 2 ครั้งว่า ครั้งไหนสอดรับกับพยานหลักฐานประเภทอื่น คำให้การครั้งไหนกันแน่ที่เกิดแรงกดดันทางการเมือง
นายพริษฐ์ ยังกล่าวว่า หากดูในสาระคำให้การ ครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นคุณกับพรรคภูมิใจไทย ขัดแย้งต่อข้อเท็จจริง เนื่องจากครั้งแรกมีการพูดถึงการทำโพยแต่ครั้งที่ 2 กลับพูดว่า ไม่มีการทำเช่นนั้น จะอธิบายอย่างไร เนื่องจากกล้องวงจรปิดในวันเลือก ก็เห็นว่า มีผู้สมัครหลายคนยื่นโพยให้กับ กกต.เนื่องจากถูกริบ หรือหากบอกว่า สิ่งที่เห็นนี้ถูกทำขึ้นมาย้อนหลัง
ผมอยากบอกว่า ในเชิงคณิตศาสตร์การที่ทำ 20 กลุ่ม มีการกระจายตัว ในลักษณะที่เหมือนกัน เคยมี 6 คน ที่ได้คะแนนสูงมาก และลำดับที่ 7 ก็จะลดลำดับลงมา จะเป็นไปได้อย่างไรว่า เป็นการทำโพยย้อนหลัง ซึ่งเป็นความชัดเจนแล้วว่า การกลับคำให้การย้อนแย้งกับข้อเท็จจริง
ส่วนหลังวันที่ 14 ก.ย.นี้ จะมีการประเมินท่าทีของ กกต.อย่างไร นายพริษฐ์ กล่าวว่า หาก กกต.ยกคำร้องหรือไม่สั่งฟ้องใครทั้งที่มีหลักฐาน เรื่องนี้ไม่จบอย่างแน่นอน ในเชิงการเมือง กกต.เตรียมคำตอบไว้ได้เลย ในวันที่ต้องมารายงานผลการดำเนินการประจำปี ในวันพุธหน้าในสภาฯ ซึ่งจะต้องตอบคำถามต่อสภาผู้แทนราษฎร และประชาชนอย่างไร
ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาที่อยู่ในฝ่ายบริหาร หากมีการยกคำร้องเกี่ยวกับเขา ทั้งที่มีหลักฐานชัด ก็เตรียมคำตอบไว้เลยในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะฉะนั้นในเชิงการเมือง ก็ต้องเดินหน้าต่อ ส่วนในเชิงกฎหมายอยากสื่อสารถึง 2 กลุ่ม คือ ผู้ถูกกล่าวหา แม้หาก กกต.ยกคำร้องในวันจันทร์นี้ก็ขออย่าชะล่าใจว่า เรื่องจะไปไม่ถึงศาลฎีกา
ส่วนประเด็นที่ 2 อยากฝากไปถึง กกต.ว่า หากมีการยกคำร้อง ทั้งที่หลักฐานชัดก็ถือเป็นสิทธิ์ของพวกเราในการดำเนินการกับกกต.ในกรณีปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งเป็นสิทธิ์ที่ทางพรรคประชาชน เคยดำเนินการไป ในกรณีคิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งไปแล้ว
เมื่อถามว่า ส่วนของการฟ้อง กกต.จะฟ้องในคดีอาญาเรื่องทุจริตใช่หรือไม่ นายพริษฐ์กล่าวว่า เป็นการดำเนินคดี ในคดีการประพฤติหน้าที่โดยมิชอบ ถ้าเกี่ยวกับมาตรา 157 ประกอบมาตรา 69 ของ พ.ร.บ.กกต. ซึ่งอาจจะต้องเป็นผู้เสียหายที่เป็นคนยื่น ดังนั้นอาจจะไม่ได้เป็นในส่วนของพรรคการเมือง แต่อาจเป็นผู้เสียหายที่ต้องการใช้สิทธิ์ ซึ่งเรามองว่า เป็นสิทธิ์ที่ควรจะเกิดขึ้น
นายพริษฐ์กล่าวด้วยว่า พร้อมที่จะทำทุกวิถีทางภายใต้กรอบกฎหมายและสิทธิ์ที่เรามี เพื่อทำให้ความเป็นธรรมเกิดขึ้น และตนคิดว่าถ้า กกต.มีการตัดตอนให้เรื่องของใครไปไม่ถึงศาลก็เชื่อว่าความยุติธรรมไม่เกิดขึ้น
สิ่งที่พูดเสมอว่า หากคดีโกง สว.นี้ สำเร็จโดยที่ไม่มีใครต้องรับผิด สิ่งที่จะได้รับกลับคืนมา คือระบอบการเมืองที่สีน้ำเงินทำอะไรก็ไม่ผิด เดี๋ยวนี้หลายคนพูดถึงเหนือดวง แต่สิ่งที่ตนกลัวที่สุดคือมีบางสีที่อยู่เหนือกฎหมาย
อ่านข่าว :
เปิดพฤติการณ์ 2 จนท.DSI รับหิ้วเงินสด-เรียกเพิ่มเท่าตัว ปมทุจริตสอบ
เสียงสะท้อนวงการผ้าเหลือง ทำอย่างไรให้ทุกบาทจากศรัทธาโปร่งใส ?
ส่อง 3 แนวทาง 14 ก.ย. กกต. เคาะชะตากรรม 229 คน ปมฮั้ว สว.
"พริษฐ์" จี้ กกต. มีหน้าที่สั่งฟ้องคดีฮั้ว สว. ไม่ใช่ศาลอย่าตัดสินผิดถูกเอง
