“พริษฐ์” ชี้ กกต.มีหลักฐานมากพอเอาผิดคดีฮั้ว สว.-แนะจับตามติกล้าเอาผิดหรือไม่

การเมือง
14:25
จำนวนผู้ชม 23
Thai PBS
“พริษฐ์” ชี้ กกต.มีหลักฐานมากพอเอาผิดคดีฮั้ว สว.-แนะจับตามติกล้าเอาผิดหรือไม่

วันนี้ (12 ก.ย.2569) เวลา​12.45 น.​ที่รัฐสภา​ นายพริษฐ์​ วั​ชร​สินธุ​ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน​ กล่าวถึงการจัดงานของคณะกรรมาธิการ​ ศาล และองค์กรอิสระฯ​ ที่ต้องการชี้ให้เห็นว่า องค์กรอิสระต้องทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ปราศจากการถูกแทรกแซงทางการเมือง พวกเรามองว่า กรณีศึกษาที่สังคมกำลังดูอยู่คือ บทบาทขององค์กรอิสระอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง​ (กกต.) ต่อคดีการโกง สว.​ ซึ่งข้อเรียกร้องยังคงเหมือนเดิมคือ กกต.ทั้ง 7 คน จะต้องลงมติในวันจันทร์ที่ 14 ก.ย.ในลักษณะ สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน​ ตามข้อเสนอ ของคณะอนุฯ ชุดที่ 26 ซึ่งไม่ใช่เป็นการฟันธงไปแล้วว่า ทั้ง 229 คน นั้นมีความผิด แต่เห็นว่า มีหลักฐานเพียงพอที่ กกต.ควรสั่งฟ้อง และให้ศาลเป็นผู้พิสูจน์เพื่อให้สิ้นต่อข้อสงสัย ว่า สว.ทั้ง 229 คนนั้น มีใครบ้างที่กระทำความผิด และเข้าข่ายการโกง สว.

และอีกเหตุผลที่เรียกร้องให้ กกต.ส่งฟ้อง มีอยู่ 2 เหตุผลหลักคือ เรื่องของหลักฐาน หากเปรียบเทียบหลักฐานคดีในอดีต กกต.เคยสั่งฟ้องในคดีที่มีเพียงแชทไลน์ ข้อความที่เป็นการแลกคะแนน หรือจับคู่กัน ไม่มีเรื่องการเสนอเงิน หรือผลประโยชน์

ฉะนั้นเรามองว่า หลักฐานที่เกี่ยวข้องต่อผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ที่มีการทำงาน ในลักษณะที่เป็นขบวนการและมีหลายส่วนที่เกี่ยวข้องกับเส้นเงิน การนัดหมายการทำโพย และการทำโพยที่ให้ถูกนำไปใช้ในวันเลือก มีความชัดเจนกว่าในไลน์​ที่มีเพียงข้อความไม่กี่ข้อความ

นายพริษฐ์กล่าวว่า หลักฐานนั้นชัดกว่าคดีก่อน ๆ ที่กกต.เคยส่งฟ้อง​ ขณะเดียวกันยังกล่าวถึงอีกหนึ่งเหตุผลคือ กกต.อย่างน้อย 4-7 คน อยู่ในสถานะที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือผลัดกันซึ่งผลประโยชน์ เพราะในจำนวนนี้ มีบุคคลที่มาเป็นกกต.ได้ผ่านการรับรองจาก สว.ชุดนี้ ซึ่งตนเข้าใจดีว่า ในเชิงหลักการจะเห็น กกต.4 คนนี้ ถอนตัวจากการพิจารณา แต่เข้าใจว่าในเชิงเทคนิค

อย่างไรก็ตาม กกต.4 คน ก็ควรอยู่ต่อเพื่อให้ครบองค์ประชุม ซึ่งจริง ๆ แล้วสาระสำคัญของข้อเรียกร้อง คือ กกต.4 คน จะต้องใช้ดุลยพินิจของตนเอง ในลักษณะที่เป็นคุณต่อผู้ถูกกล่าวหา ที่รับรองพวกเขามาเป็น กกต.​

นายพริ​ษฐ์​กล่าวต่อถึงทางออกว่า กกต.ควรสั่งฟ้องเพื่อให้ศาลเป็นผู้พิพากษาว่า ผู้ถูกกล่าวหาเหล่านี้ผิดหรือไม่ แทนการใช้ดุลยพินิจของตนเองมาตัดสิน หรืออย่างน้อยที่สุด สิ่งที่ทำได้ก็คือ ดูว่า กกต.อีก 3 คน ไม่ได้มีปัญหาที่ขัดผลประโยชน์กัน​ มีความเห็นเป็นเช่นไรและลงมติไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อไม่ให้ถูกครหาว่า มีการตัดตอนความต่อเนื่องเพราะขัดกันด้วยผลประโยชน์​

ส่วนที่มีการตั้งคำถามถึงการจัดกิจกรรมของพรรคประชาชน และภาคประชาชนจะเป็นการกดดันการทำหน้าที่ของ กกต.ในวันที่ 14 ก.ย.นี้ ด้วยหรือไม่ นายพริษฐ์​กล่าวว่า​ ตนคิดว่าการที่ผู้แทนราษฎรหรือภาคประชาชน เรียกร้องให้องค์กรอิสระทำหน้าที่ ไม่ใช่เรื่องที่ผิด

เราไม่ได้เรียกร้องให้ กกต.ทำอะไรที่ผิดกฎหมาย แต่เรากังวลว่า กกต.จะปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และกระทำการที่ผิดกฎหมาย ใช้มาตรฐานแต่ละคดีที่แตกต่างกัน จึงต้องจัดกิจกรรมที่สื่อสารข้อมูลต่อสังคม หวังว่าองค์กรอิสระอย่าง กกต.จะปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งการออกมาเรียกร้องเช่นนี้ ไม่ได้มีอะไรที่ผิด แต่เป็นหน้าที่พื้นฐานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้อ่านเอกสารหลุดของคดีฮั้วเลือก สว.บ้างแล้วหรือไม่ นายพริษฐ์​ กล่าวว่า เราจะเรียกว่าเอกสารหลุดหรือเอกสารปล่อย เพราะตรงกับเอกสารที่ สส.พรรคภูมิใจไทย ได้อภิปรายไว้ในสภา ซึ่งตนมองว่า ในประการแรก หลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการโกง สว.มีหลักฐานที่เยอะและหลากหลายมาก ไม่ได้ขึ้นอยู่แค่คำให้การของพยานคนเดียว​ เราเชื่อว่าพยานบุคคล 1 คนนี้ ที่มีการกลับคำให้การ และเราเชื่อคำ การกลับคำให้การ ก็ไม่ได้ทำให้พยานหลักฐานของการโกง สว.นั้นหายไป เพราะมีพยานหลักฐานที่มาจากคนอีกหลายร้อยคน เส้นทางการ หลักฐานการนัดหมาย ประวัติการโทรศัพท์พูดคุย​ โพยใบสั่ง​ และบัตรลงคะแนนที่ตรงกับโพย ก่อนที่จะย้ำว่า​ มีช้างทั้งตัว พยานกลับคำให้การคนเดียว ไม่ได้ทำให้ช้างตัวนั้นหายไป

นอกจากนี้นายพริษฐ์​ ยังตั้งข้อสังเกตว่า หากจะอธิบายให้เห็นภาพ พยานคนดังกล่าวเป็นคนขอนแก่น มีคำให้การครั้งแรก เป็นการให้การในลักษณะที่ไม่เป็นคุณกับพรรคภูมิใจไทย แต่การให้การครั้งที่ 2 กลับเป็นคุณกับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งคำให้การครั้งที่ 2 พยายามจะบอกว่า รอบแรกที่เขาให้ ซึ่งไม่เป็นคุณกับพรรคภูมิใจไทยนั้น เพราะเจอแรงกดดันจากบางฝ่ายทางการเมือ งที่อาจมีอำนาจอยู่ในช่วงนั้น ในช่วงที่พรรคภูมิใจไทย ไม่ได้มีอำนาจ ตนขอชวนคิดว่า จะต้องตรวจสอบเช่นกันว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่าความจริงแล้ว

การกลับคำให้การในครั้งที่ 2 ที่เกิดขึ้นที่ช่วงพรรคภูมิใจไทยมีอำนาจ นั่นอาจมีแรงกดดันจากฝ่ายการเมืองจึงกลับคำให้การ จึงจำเป็นต้องตั้งคำถามทั้ง 2 ช่วงเช่นกัน แต่ท้ายที่สุดตนมองว่า เมื่อมีคำให้การทั้งสองครั้งขัดแย้งกัน คาดหวังว่า หน่วยงานตรวจสอบซึ่งทำอยู่แล้วว่า เอาหลักฐานที่มีถึงข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับคำให้การทั้ง 2 ครั้ง​ว่า ครั้งไหนสอดรับกับพยานหลักฐานประเภทอื่น คำให้การครั้งไหนกันแน่ที่เกิดแรงกดดันทางการเมือง

นายพริ​ษฐ์​ ยังกล่าวว่า​ หากดูในสาระคำให้การ ครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นคุณกับพรรคภูมิใจไทย ขัดแย้งต่อข้อเท็จจริง​ เนื่องจากครั้งแรกมีการพูดถึงการทำโพยแต่ครั้งที่ 2 กลับพูดว่า ไม่มีการทำเช่นนั้น จะอธิบายอย่างไร เนื่องจากกล้องวงจรปิดในวันเลือก​ ก็เห็นว่า มีผู้สมัครหลายคนยื่นโพยให้กับ กกต.เนื่องจากถูกริบ หรือหากบอกว่า สิ่งที่เห็นนี้ถูกทำขึ้นมาย้อนหลัง

ผมอยากบอกว่า ในเชิงคณิตศาสตร์การที่ทำ 20 กลุ่ม มีการกระจายตัว ในลักษณะที่เหมือนกัน เคยมี 6 คน ที่ได้คะแนนสูงมาก และลำดับที่ 7 ก็จะลดลำดับลงมา จะเป็นไปได้อย่างไรว่า เป็นการทำโพยย้อนหลัง ซึ่งเป็นความชัดเจนแล้วว่า การกลับคำให้การย้อนแย้งกับข้อเท็จจริง

ส่วนหลังวันที่ 14 ก.ย.นี้ จะมีการประเมินท่าทีของ กกต.อย่างไร นายพริษฐ์​ กล่าวว่า​ หาก กกต.ยกคำร้องหรือไม่สั่งฟ้องใครทั้งที่มีหลักฐาน เรื่องนี้ไม่จบอย่างแน่นอน ในเชิงการเมือง กกต.เตรียมคำตอบไว้ได้เลย ในวันที่ต้องมารายงานผลการดำเนินการประจำปี ในวันพุธหน้าในสภาฯ ซึ่งจะต้องตอบคำถามต่อสภาผู้แทนราษฎร และประชาชนอย่างไร

ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาที่อยู่ในฝ่ายบริหาร หากมีการยกคำร้องเกี่ยวกับเขา ทั้งที่มีหลักฐานชัด ก็เตรียมคำตอบไว้เลยในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะฉะนั้นในเชิงการเมือง ก็ต้องเดินหน้าต่อ ส่วนในเชิงกฎหมายอยากสื่อสารถึง 2 กลุ่ม คือ ผู้ถูกกล่าวหา​ แม้หาก กกต.ยกคำร้องในวันจันทร์นี้ก็ขออย่าชะล่าใจว่า เรื่องจะไปไม่ถึงศาลฎีกา​

ส่วนประเด็นที่ 2 อยากฝากไปถึง กกต.ว่า หากมีการยกคำร้อง ทั้งที่หลักฐานชัดก็ถือเป็นสิทธิ์ของพวกเราในการดำเนินการกับกกต.ในกรณีปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งเป็นสิทธิ์ที่ทางพรรคประชาชน เคยดำเนินการไป ในกรณีคิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งไปแล้ว

เมื่อถามว่า ส่วนของการฟ้อง กกต.จะฟ้องในคดีอาญาเรื่องทุจริตใช่หรือไม่ นายพริษฐ์กล่าวว่า เป็นการดำเนินคดี ในคดีการประพฤติหน้าที่โดยมิชอบ ถ้าเกี่ยวกับมาตรา 157 ประกอบมาตรา 69 ของ พ.ร.บ.กกต. ซึ่งอาจจะต้องเป็นผู้เสียหายที่เป็นคนยื่น​ ดังนั้นอาจจะไม่ได้เป็นในส่วนของพรรคการเมือง แต่อาจเป็นผู้เสียหายที่ต้องการใช้สิทธิ์ ซึ่งเรามองว่า เป็นสิทธิ์ที่ควรจะเกิดขึ้น​

นายพริษฐ์กล่าวด้วยว่า พร้อมที่จะทำทุกวิถีทางภายใต้กรอบกฎหมายและสิทธิ์ที่เรามี เพื่อทำให้ความเป็นธรรมเกิดขึ้น และตนคิดว่าถ้า กกต.มีการตัดตอนให้เรื่องของใครไปไม่ถึงศาลก็เชื่อว่าความยุติธรรมไม่เกิดขึ้น

สิ่งที่พูดเสมอว่า หากคดีโกง สว.นี้ สำเร็จโดยที่ไม่มีใครต้องรับผิด สิ่งที่จะได้รับกลับคืนมา คือระบอบการเมืองที่สีน้ำเงินทำอะไรก็ไม่ผิด เดี๋ยวนี้หลายคนพูดถึงเหนือดวง แต่สิ่งที่ตนกลัวที่สุดคือ​มีบางสีที่อยู่เหนือกฎหมาย

อ่านข่าว :

เปิดพฤติการณ์ 2 จนท.DSI รับหิ้วเงินสด-เรียกเพิ่มเท่าตัว ปมทุจริตสอบ

เสียงสะท้อนวงการผ้าเหลือง ทำอย่างไรให้ทุกบาทจากศรัทธาโปร่งใส ?

ส่อง 3 แนวทาง 14 ก.ย. กกต. เคาะชะตากรรม 229 คน ปมฮั้ว สว.

"พริษฐ์" จี้ กกต. มีหน้าที่สั่งฟ้องคดีฮั้ว สว. ไม่ใช่ศาลอย่าตัดสินผิดถูกเอง