ทุกครั้งที่มีฝนตกหนักหรือเกิดน้ำท่วมรุนแรง คำว่า "ฝนพันปี" จะผุดขึ้นมา คำนี้สำหรับคนที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนอาจรู้สึกตกใจว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังเจอนั้น คือปรากฏการณ์ที่ครบ 1,000 ปีพอดีเลยหรือนี่ ในขณะที่ คนที่เคยได้ยินคำนี้อยู่บ่อย ๆ ก็เริ่มสับสนว่า ปีนี้ก็ "ฝนพันปี" อีกแล้วหรือ แล้วที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปีก่อน ๆ ล่ะ ? ยังไม่ทันครบ 1,000 ปีเลย วนกลับมาอีกแล้วหรือ
หากฟังตามชื่ออย่างเดียวก็อาจเข้าใจว่า เมื่อฝนพันปีเกิดขึ้นแล้ว ทุกคนคงต้องรอไปอีก 1,000 ปีจึงจะมีโอกาสเจออีกครั้ง
"ฝนพันปี" คือเรื่องของโอกาส ไม่ใช่นาฬิกาที่นับถอยหลัง
แต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะ "ฝนพันปี" ไม่ได้หมายถึงฝนที่เกิดเพียงครั้งเดียวแล้วต้องเว้นไป 1,000 ปี ข้อมูลจาก ดร.วัฒนา กันบัว ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยาและการพยากรณ์อากาศของประเทศไทย และอดีตผู้อำนวยการกองพัฒนาอุตุนิยมวิทยา กรมอุตุนิยมวิทยา ระบุในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า
คำว่า "ฝน 1,000 ปี" ไม่ได้แปลว่าเมื่อ 1,000 ปีก่อนเคยเกิดฝนแบบนี้ขึ้น หรือต้องรออีก 1,000 ปีถึงจะเกิดขึ้นอีกครั้ง เพราะในความเป็นจริงมนุษย์เราไม่มีการบันทึกสถิติน้ำฝนย้อนหลังไปไกลถึงพันปี
ในทางอุทกวิทยา คำว่า "รอบการกลับมา 1,000 ปี" (1000-Year Return Period) เป็นเพียงการคำนวณทางสถิติคณิตศาสตร์ โดยการนำค่าปริมาณน้ำฝนที่วัดได้จริงจากเครื่องวัดน้ำฝน (Rain Gauge) ในปัจจุบัน ไปเข้าแบบจำลองความน่าจะเป็น ร่วมกับสถิติฝนในอดีต (เช่น ย้อนหลัง 30–50 ปี) แล้วอาศัยการยืดเส้นกราฟทางคณิตศาสตร์ (Extrapolation) เพื่อประเมินว่า ปริมาณฝนระดับนี้มีโอกาสเกิดขึ้นประมาณ ร้อยละ 0.1 ในปีใดปีหนึ่งเท่านั้น
ตัวเลข "1,000 ปี" จึงเป็นเพียงค่าเปรียบเทียบเชิงสถิติ ไม่ใช่เรื่องอัศจรรย์เหนือธรรมชาติแต่อย่างใด
รู้จัก "ฝนพันปี" ฝนที่ไม่ได้แปลว่าอีกพันปีจะเจอ จะปีหน้าหรือปีไหนก็เจอได้
คำว่า "รอบการกลับมา" หรือ Return Period เป็นคำที่มักจะมาพร้อมกับเรื่องฝนพันปี ฟังดูเป็นศัพท์วิชาการจ๋ามาก ไทยพีบีเอสออนไลน์พยายามแปลให้เป็นภาษาที่ง่ายขึ้นคือ "การดูจากสถิติว่า ฝนระดับนี้มีโอกาสเกิดบ่อยแค่ไหน"
เช่น หากบอกว่า ฝนมีรอบการกลับมา 1,000 ปี ก็ไม่ได้หมายความว่า ฝนจะเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง แล้วต้องรออีก 1,000 ปี จึงจะเกิดใหม่ แต่หมายความถึง ฝนระดับดังกล่าว มีโอกาสเกิดประมาณ 1 ใน 1,000 ในแต่ละปี หรือประมาณร้อยละ 0.1 ต่อปี ดังนั้นตัวเลข 1,000 ปี จึงเป็นตัวเลขที่ใช้บอก "ความหายาก" ของเหตุการณ์ มากกว่าจะเป็นตัวกำหนดเวลา ที่ธรรมชาติต้องทำตาม
แนะนำ : ถ้าอ่านย่อหน้าข้างบนแล้วยังงง ลองกลับไปอ่านแล้วเว้นวรรคตามที่เว้นวรรค จะเข้าใจดีขึ้น
ถ้ายังนึกภาพไม่ออก ไทยพีบีเอสออนไลน์ ขอสมมติตัวอย่างให้เห็นภาพมากขึ้นว่า
- มีการ์ดอยู่ 1,000 ใบ ในกองนี้มีการ์ด 999 ใบที่เขียนเลข 2 และ มีการ์ดเพียง 1 ใบที่เขียนเลข 1
- เมื่อเราหยิบการ์ดขึ้นมา 1 ใบ โอกาสที่จะได้เลข 1 ก็คือ 1 ใน 1,000
- ทีนี้สมมติว่า "วันนี้" เราหยิบได้เลข 1 แล้ว คำถามคือ วันพรุ่งนี้ เราจะมีสิทธิ์หยิบได้เลข 1 อีกครั้งหรือไม่
- คำตอบคือใช่ เรามีสิทธิ์หยิบได้การ์ดหมายเลข 1 อีก แต่จะหยิบได้หรือไม่นั้น ก็อยู่ที่โอกาสร้อยละ 0.1
- เพราะการหยิบครั้งใหม่ก็คือการสุ่มครั้งใหม่ และการ์ดเลข 1 ก็ยังอยู่ในกองเหมือนเดิม
เรื่องฝนพันปีก็เช่นเดียวกัน การที่ปีหนึ่งเกิดฝนในระดับที่มีโอกาสเกิดประมาณ 1 ใน 1,000 ไม่ได้ทำให้ปีถัดไปหมดโอกาสเกิดฝนระดับเดียวกัน และก็ไม่ได้หมายความว่าปีถัดไปจะต้องเกิดซ้ำแน่ ๆ เพราะแต่ละปีเป็นเหตุการณ์ใหม่ที่มีโอกาสของตัวมันเอง ธรรมชาติไม่ได้มีปฏิทินที่เขียนเอาไว้ว่า "ปีนี้เกิดฝนพันปีแล้ว ปีหน้าเว้นก่อน อีก 999 ปีค่อยกลับมา"
ดังนั้น หากเกิดฝนระดับดังกล่าวในปี 2569 แล้ว ปี 2570 ก็ยังมีโอกาสเกิดก็ได้ ไม่เกิดก็ได้ ไปเกิดอีกที 5 ปี 10 ปี ข้างหน้าก็ได้ หรือไวหน่อย อาจจะเกิดในปีเดียวกันเลยก็ได้
ไม่มีตัวเลขชัดเจนที่บอกว่า "ฝนเท่านี้คือฝนพันปี"
อีกเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจคือ เท่าที่อ่านกันมาถึงตรงนี้ หลายคนคงคิดว่า ทำไมไม่บอกตัวเลขเป๊ะ ๆ ไปเลย จะได้เห็นภาพชัดขึ้น นั่นเป็นเพราะ ไม่มีตัวเลขปริมาณที่ชัดเจน จนชี้ชัดได้ว่านี่คือปริมาณที่ทำให้เกิด "ฝนพันปี"
การจะประเมินว่า ฝนที่ตกอยู่ ณ ตอนนี้เป็น "ฝนพันปี" หรือไม่ ต้องดูด้วยว่าฝนตกในช่วงเวลาใด ตกที่ไหน ตกอย่างไร เช่น ฝนที่ตกหนักภายใน 1 ชั่วโมง ฝนสะสมในช่วง 6 ชั่วโมง หรือฝนสะสมตลอด 24 ชั่วโมง ลักษณะการวิเคราะห์จะมีความแตกต่างกันไปตามพื้นที่และช่วงเวลา
ตัวอย่างเช่น หากวันนี้ พื้นที่ A มีสถิติว่า โดยปกติฝนตกหนักในช่วง 03.00 น. ระดับไม่สูงมาก แต่อีกวันหนึ่งกลับมีฝนตกในปริมาณสูงมากเมื่อเทียบกับสถิติเดิม คือสถานที่เดียวกัน ช่วงเวลาเดียวกัน เหตุการณ์นั้นก็อาจถูกจัดอยู่ในระดับที่หายากมากจนกลายเป็น "ฝนพันปี" สำหรับพื้นที่ A
ในขณะที่พื้นที่ B ซึ่งมีฝนตกหนักในปริมาณที่สูงเป็นประจำ "ทุกวัน" ฝนที่ตกในพื้นที่ B อาจเท่ากับฝนตกหนักที่ A แต่นั่นยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าเป็น "ฝนพันปี" ของพื้นที่ B ได้ เพราะที่ B ฝนตกหนักแบบนั้นทุกวันอยู่แล้ว
รู้จัก "ฝนพันปี" ฝนที่ไม่ได้แปลว่าอีกพันปีจะเจอ จะปีหน้าหรือปีไหนก็เจอได้
สรุปง่าย ๆ จำแค่คำว่าฝนพันปีคือ "โอกาส"
และนี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงสามารถเห็นข่าวเกี่ยวกับ "ฝนพันปี" มากกว่า 1 ครั้งในช่วงชีวิตของเราได้ หากจะจำเรื่องนี้ให้เข้าใจง่ายที่สุด อาจจำเพียงประโยคเดียวว่า "ฝนพันปีคือเรื่องของโอกาส ไม่ใช่เรื่องของการรอให้ครบ 1,000 ปี" หากปี 2569 มีฝนที่ถูกประเมินว่าอยู่ในระดับ "ฝนพันปี" ก็ไม่ได้แปลว่าปี 2570 จะปลอดจากฝนระดับนี้แน่นอน และก็ไม่ได้แปลว่าปี 2570 จะต้องเกิดซ้ำเช่นกัน
สิ่งที่พูดได้คือ เหตุการณ์ระดับดังกล่าวยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้ในแต่ละปี แต่เป็นเหตุการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมากเมื่อเทียบกับเหตุการณ์ฝนทั่วไป ที่สำคัญก่อนจะประเมินว่าใช่หรือไม่ใช่ ต้องดูข้อมูลของพื้นที่และช่วงเวลาที่นำมาวิเคราะห์ ไม่สามารถใช้ตัวเลขเดียวตัดสินฝนทุกพื้นที่ได้
รู้หรือไม่ : เหตุการณ์ "ฝนพันปี" ครั้งประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7-8 พ.ค.2537 หรือ 32 ปีที่แล้ว โดยเกิดพายุฝนกระหน่ำรุนแรงจน เขตยานนาวา วัดปริมาณน้ำฝนได้สูงถึง 457.6 มิลลิเมตร ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วกรุงพุ่งทะลุ 200 มิลลิเมตร ซึ่งตัวเลขนี้สูงกว่าเกณฑ์ปกติ "อย่างมหาศาล"
จนนักวิชาการและหน่วยงานรัฐต้องนำหลักสถิติอุทกวิทยามาเปรียบเปรยว่าเป็นฝนที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ยากมากในรอบ 1,000 ปี ซึ่งสถิติดังกล่าวถูกบันทึกและรายงานโดยกรมอุตุนิยมวิทยาและสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร
รู้จัก "ฝนพันปี" ฝนที่ไม่ได้แปลว่าอีกพันปีจะเจอ จะปีหน้าหรือปีไหนก็เจอได้
อ่านข่าว :
อัปเดตสวัสดิการแห่งรัฐ ต.ค.2569 วงเงินซื้อสินค้า 1,000 บาท-ค่าเดินทาง
น้ำลด ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ เปิดทางสัญจร กทม.เร่งเคลียร์รถตกค้าง
