วันนี้ ( 30 ก.ย.2569) นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยสนับสนุนรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์เร่งสรุปความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย–สหรัฐฯ หรือ Agreement on Reciprocal Trade (ART) เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของไทย โดยตั้งเป้ากรอบภาษีรวมอยู่ที่ประมาณ 18–20% หรือไม่สูงกว่าประเทศคู่แข่งสำคัญในอาเซียน
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
ที่ผ่านมา นับตั้งแต่สหรัฐฯ ประกาศมาตรการภาษีต่างตอบแทนเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568 รัฐบาล กระทรวงพาณิชย์ และภาคเอกชนได้ทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่ไทยเผชิญอัตราภาษีภายใต้กฎหมาย IEEPA ที่ 36% ก่อนการเจรจาจะช่วยลดกรอบลงมาเหลือ 19% จากนั้นสหรัฐฯ เปลี่ยนมาใช้มาตรา 122 ในอัตรา 10% และปัจจุบันกำหนดภาษีภายใต้มาตรา 301 สำหรับสินค้าไทยที่เกี่ยวข้องกับประเด็นแรงงานบังคับไว้ที่ 12.5%
อย่างไรก็ตาม อัตราภาษี 12.5% ยังไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย เนื่องจากเป็นผลจากการไต่สวนมาตรา 301 เพียงหนึ่งประเด็น ขณะที่อีกประเด็นเกี่ยวกับกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้างในภาคการผลิตยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ดังนั้นจึงไม่สามารถนำตัวเลข 12.5% มาเปรียบเทียบโดยตรงกับกรอบ ART ที่ประมาณ 19% ได้
หอการค้าไทยเร่งปิดดีล ART รักษาภาษีไทยไม่เสียเปรียบอาเซียน
แม้สหรัฐฯ จะมีการปรับเปลี่ยนมาตรการทางการค้าหลายครั้ง แต่สินค้าไทยยังสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ได้ โดยปี 2568 ไทยส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ มูลค่า 2,371,420 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% จากปีก่อน ขณะที่ช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 มีมูลค่า 2,069,637 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนว่าสหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดสำคัญของไทย
นายพจน์กล่าวว่า มีเหตุผลสำคัญ 3 ประการที่สนับสนุนให้เร่งสรุป ART ประการแรก รักษาความสามารถในการแข่งขันของไทย การกำหนดกรอบภาษีรวมประมาณ 18–20% หรือไม่สูงกว่าประเทศคู่แข่งสำคัญในอาเซียน จะช่วยให้สินค้าไทยแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ภายใต้เงื่อนไขใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้าน และลดความเสี่ยงที่คำสั่งซื้อหรือฐานการผลิตจะย้ายไปยังประเทศที่มีต้นทุนภาษีต่ำกว่า
หอการค้าไทยเร่งปิดดีล ART รักษาภาษีไทยไม่เสียเปรียบอาเซียน
ประการที่สอง ลดความเสี่ยงจากมาตรา 301 โดยการไต่สวนกรณีแรงงานบังคับได้ประกาศผลแล้ว และสินค้าไทยอยู่ภายใต้อัตรา 12.5% ขณะที่ประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้างยังไม่มีการประกาศผล ซึ่งไทยจำเป็นต้องติดตามและเร่งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง
ประการที่สาม สร้างความแน่นอนให้การค้าและการลงทุนระยะยาว ART จะช่วยลดความเสี่ยงจากทั้งอุปสรรคด้านภาษีและมาตรการที่มิใช่ภาษี ทำให้ผู้ส่งออก นักลงทุน และผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานสามารถวางแผนธุรกิจได้ชัดเจนขึ้น พร้อมผลักดันรายการสินค้ายกเว้นที่ไทยมีศักยภาพ โดยเฉพาะ สินค้าเกษตร อาหาร อิเล็กทรอนิกส์ และยางพารา
หอการค้าไทยเร่งปิดดีล ART รักษาภาษีไทยไม่เสียเปรียบอาเซียน
เป้าหมายสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการได้ตัวเลขภาษีที่ต่ำที่สุดในวันนี้ แต่ต้องเป็นกรอบที่แข่งขันได้กับคู่แข่ง มีความแน่นอน และลดความเสี่ยงจากมาตรการเพิ่มเติมในอนาคต
ทั้งนี้ หอการค้าไทยขอให้ทุกภาคส่วนสนับสนุนแนวทางของรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ในการเจรจากับสหรัฐฯ โดยหากสามารถสรุป ART ได้สำเร็จ จะสะท้อนผลจากการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 และสามารถเป็นต้นแบบสำหรับการเจรจา FTA และความตกลงทางการค้ากับประเทศอื่นในระยะต่อไป
ภาคเอกชนพร้อมสนับสนุนข้อมูลและทำงานร่วมกับรัฐบาล เพื่อเปลี่ยนความตกลงทางการค้าให้เป็นโอกาสด้าน การส่งออก การลงทุน การจ้างงาน และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย อย่างเป็นรูปธรรม
อ่านข่าว:
แจงโครงสร้างภาษีสหรัฐฯ “พาณิชย์” ยัน 12.5% ยังไม่ใช่ข้อสรุป
"ศุภจี" ร่วมเวที UNGA81 ถกผู้นำโลก เปิดทางขยายการค้า–เศรษฐกิจไทย
“ศุภจี” เร่งปิด ART สหรัฐฯ ก่อนผลสอบมาตรา 301 หวังคงกรอบภาษีเดิม
