วันนี้ (7 ต.ค.2569) รัสเซียยืนยันยังไม่พบผู้ป่วยกาฬโรคในเมืองอีร์คุตสค์ หลังเกิดเหตุที่สถาบันวิจัยต่อต้านกาฬโรคในเขตเชเลคอฟ ใกล้เมืองอีร์คุตสค์ แคว้นไซบีเรีย ซึ่งทำให้เกิดความกังวลว่าอาจมีความเชื่อมโยงกับการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่หญิงวัย 28 ปี เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (2 ต.ค.) จากโรคปอดอักเสบที่ไม่ทราบสาเหตุ
โดยบรรยากาศในพื้นที่ยังเป็นไปตามปกติ ประชาชนยังใช้ชีวิตและสัญจรตามปกติ ขณะที่สำนักงานเฝ้าระวังความปลอดภัยด้านสุขอนามัยของผู้บริโภคแห่งรัสเซีย ซึ่งรับผิดชอบด้านการเฝ้าระวังโรคติดต่อ ระบุว่า ตลอด 10 วันที่ผ่านมาไม่พบรายงานโรคติดต่อในกลุ่มเจ้าหน้าที่ของสถาบันวิจัย และผลตรวจร่างผู้เสียชีวิตอย่างละเอียดไม่พบเชื้อใด ๆ ที่เชื่อมโยงกับการทำงานของผู้เสียชีวิต
ผู้ว่าการแคว้นอีร์คุตสค์ลงพื้นที่เขตเชเลคอฟ พร้อมยืนยันสถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุม ระบบสาธารณสุขและสาธารณูปโภคในพื้นที่ยังเปิดให้บริการตามปกติ ขณะที่ทีมแพทย์และหน่วยงานด้านสุขอนามัยยังคงเฝ้าระวังและดำเนินมาตรการป้องกันโรคอย่างเข้มงวด
ด้านรองหัวหน้าเขตเชเลคอฟ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่โรงพยาบาลท้องถิ่นถูกสั่งกักกันโรค ระบุว่า ข้อสงสัยเกี่ยวกับโรคร้ายแรงยังไม่มีผลยืนยัน โดยก่อนหน้านี้มีรายงานว่ามีผู้ถูกกักตัวประมาณ 200 คน และขณะนี้ร้อยละ 60 ได้รับอนุญาตให้กลับบ้านแล้ว
ขณะที่องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ระบุว่า รัสเซียได้แจ้งอย่างเป็นทางการว่าไม่พบผู้ป่วยกาฬโรคในเมืองอีร์คุตสค์ และสามารถติดตามตัวผู้สัมผัสใกล้ชิดได้ครบทั้งหมดแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างเฝ้าระวังอาการ และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีผู้ใดแสดงอาการป่วย ทางการรัสเซียยังอยู่ระหว่างสอบสวนหาสาเหตุการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่หญิงว่าเกี่ยวข้องกับกาฬโรคปอดหรือไม่ พร้อมประเมินว่าความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายออกนอกประเทศยังอยู่ในระดับต่ำมาก
เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจในระดับนานาชาติ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระบุว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่และไม่ต้องการให้เกิดขึ้นกับใคร พร้อมประกาศว่าสหรัฐฯ พร้อมให้ความช่วยเหลือรัสเซีย แม้จะยังไม่ได้หารือกับรัสเซียโดยตรงเกี่ยวกับกรณีนี้
ด้านดมิทรี เปสคอฟ โฆษกประธานาธิบดีรัสเซีย กล่าวขอบคุณท่าทีดังกล่าว พร้อมระบุว่าการเสนอความช่วยเหลือซึ่งกันและกันเป็นเรื่องที่ดีเสมอ แต่ไม่ได้ระบุว่ารัสเซียจะรับความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ หรือไม่
ด้านมาร์โก รูบิโอ รมต.ต่างประเทศสหรัฐฯ เรียกร้องให้รัสเซียเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่สถาบันวิจัยมากขึ้น เพื่อให้ประชาคมโลกได้รับทราบรายละเอียดของเหตุการณ์อย่างชัดเจน
ขณะที่โฆษกองค์การสหประชาชาติเตือนว่า การเลือกใช้ถ้อยคำเกี่ยวกับประเด็นสาธารณสุขต้องทำด้วยความรับผิดชอบ เนื่องจากชื่อของโรคสามารถสร้างความตื่นตระหนกแก่ประชาชนโดยไม่จำเป็น พร้อมยืนยันว่ากำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และได้รับข้อมูลตอบกลับจากทางการรัสเซียตามมาตรการอนามัยระหว่างประเทศแล้ว
อ่านข่าว :
จนท.เร่งระบายน้ำท่าน้ำนนท์ 24 ชม. วางแนวกระสอบทรายรับมือเจ้าพระยาสูง
นครนายก-ปทุมฯ ยังน่าห่วง ชาวบ้านอยู่กับน้ำขังนานเกือบ 2 สัปดาห์
