เดโมแครตครองสภา สหรัฐฯ "ยุคใหม่" ไร้การค้าเสรี อาเซียนต้องพึ่งตัวเอง

ต่างประเทศ
12:40
จำนวนผู้ชม 114
Thai PBS
เดโมแครตครองสภา สหรัฐฯ "ยุคใหม่" ไร้การค้าเสรี อาเซียนต้องพึ่งตัวเอง

วันนี้ (5 พ.ย.2569) กวี จงกิจถาวร สื่อมวลชนอาวุโส วิเคราะห์ผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกา ซึ่งผู้ลงคะแนนเสียงชาวอเมริกัน ส่งสัญญาณอันเด่นชัด ด้วยการเทคะแนนให้พรรคเดโมแครต จนสามารถยึดครองเสียงข้างมากได้ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา

การพ่ายแพ้ครั้งนี้ ถือเป็นหมัดน็อกทางการเมืองครั้งใหญ่ที่ส่งตรงถึง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเคยเรียกร้องให้ประชาชนลงคะแนนเสียง โดยคิดว่ามีชื่อของเขาอยู่ในคูหาเลือกตั้ง แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับเป็นการปฏิเสธตัวทรัมป์ และนโยบายของเขาอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม กวี ระบุว่า ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ควรตีความผลการเลือกตั้งนี้เกินจริง หรือหลงคิดว่าสหรัฐฯ จะหวนคืนสู่นโยบายแบบเดิม เนื่องจากชาวอเมริกันลงคะแนนต่อต้านตัวบุคคลอย่างทรัมป์ แต่ไม่ได้ปฏิเสธโครงสร้างของสหรัฐฯ ที่หล่อหลอมเขาขึ้นมา ไม่ว่าใครจะชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีหลังปี 2571 สหรัฐอเมริกาในรูปแบบปัจจุบันจะยังคงดำรงอยู่ต่อไป

ปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางของสหรัฐฯ ยังคงเป็นเรื่องปากท้อง ความเป็นอยู่ ราคาสินค้าในร้านขายของชำ ค่าเช่าบ้าน ระบบสุขภาพ และการจ้างงาน รวมถึงความไม่พอใจต่อปัญหาคอร์รัปชัน การย้ายถิ่นฐาน และสงครามในต่างประเทศ

คองเกรสใหม่ตรวจสอบทรัมป์ แต่สงครามการค้ายังไม่จบ

สภาคองเกรส ที่ควบคุมโดยเดโมแครต จะทำหน้าที่ตรวจสอบคานอำนาจประธานาธิบดี ชะลอนโยบายที่ไร้ทิศทาง จัดการไต่สวน และบล็อกงบประมาณ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าสหรัฐฯ ในอดีตที่เคยสนับสนุนการค้าเสรี ปกป้องประชาธิปไตยทั่วโลก และยอมจ่ายเงินเพื่อรักษาชีพระเบียบโลกจะกลับคืนมา

เพราะบทเรียนตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้เดโมแครตตระหนักว่า ฐานเสียงของตนก็ต้องการนโยบาย "อเมริกาต้องมาก่อน" (America First) เช่นกัน เพียงแต่อาจไม่แสดงออกอย่างเปิดเผย และต้องการให้ชาติพันธมิตรร่วมแบกรับภาระมากกว่าเดิม

ประเด็นสำคัญ สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ นโยบายคุ้มครองการค้าและมาตรการกำแพงภาษี จะยังคงถูกนำมาใช้เป็นอาวุธทางการค้าต่อไป เนื่องจากแนวคิดปกป้องตลาดภายในประเทศ หรือ Protectionism ได้กลายเป็นจุดยืนร่วมของทั้ง 2 พรรคใหญ่ในวอชิงตันไปแล้ว

ประเทศในอาเซียนอย่างไทย เวียดนาม มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย ที่เคยพึ่งพาและได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐฯ จะต้องยอมรับความจริงว่ายุคทองเหล่านั้นได้สิ้นสุดลงเป็นการถาวร

นอกจากนี้ การเมืองภายในสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะสู้รบอย่างหนักตลอด 2 ปีข้างหน้า มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนและกระแสการถอดถอนทรัมป์ ส่งผลให้ความไม่แน่นอนของทรัมป์ทวีความรุนแรงขึ้น และอาจกระทบต่อการเดินทาง มาร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนและเอเปค

กวี จงกิจถาวร สรุปบทวิเคราะห์ว่า สหรัฐฯ จะยิ่งหันกลับไปให้ความสนใจกับปัญหาภายในของตนเอง เมินเฉยต่อประเด็นสิทธิมนุษยชน และยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางมากขึ้นในทศวรรษข้างหน้า แม้สหรัฐฯ จะยังคงทรงอิทธิพลด้วยกองทัพที่แข็งแกร่ง นวัตกรรมจากซิลิคอนวัลเลย์ และสถาบันการศึกษาชั้นนำ

แต่ปัญหาหลักในปัจจุบันคือ การขาดเจตจำนงทางการเมือง ชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงไม่ควรรอคอยให้วอชิงตันหวนกลับมา แต่ต้องเร่งสร้างความเข้มแข็ง เสริมสร้างการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจและความร่วมมือในภูมิภาคให้ลึกซึ้งขึ้น เพื่อรับมือกับโลกและสหรัฐอเมริกาที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง

ที่มา : America voted against Trump, not for the World

อ่านข่าว :

แก่งกระจานเปิดเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ดูสัตว์ป่าเส้นทาง "ทุ่งหญ้าห้วยคมกฤต"

ผบช.ก.เผยไม่เกินศุกร์นี้ชัดหมายจับฉ้อโกงเงินมูลนิธิองค์กรทำดี ยันไร้ต่อรองประกันตัว

"ออยศรี" ร้อง กมธ.ปปง.ตรวจสอบเงินบริจาคมูลนิธิองค์กรทำดี