ชาวปัตตานีเคลื่อนย้ายทรัพย์สินไว้บนถนนหนีน้ำท่วม
เด็กในหมู่บ้านจางา ตำบลปากาฮารัง และตำบลบาราเฮาะ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ต้องใช้เรือพายเข้าออกระหว่างหมู่บ้านเป็นวันที่ 2 หลังน้ำในแม่น้ำปัตตานีเอ่อเข้าท่วมหมู่บ้านสูง 50 - 80 เซ็นติเมตร ชาวบ้านกว่า 600 ครอบครัวยังได้รับความเดือดร้อน เพราะไม่สามารถออกไปประกอบอาชีพได้ ทำให้ต้องทยอยขนทรัพย์สินไปไว้ริมถนนปัตตานี-สงขลา และปัตตานี-ยะลา เพื่อหนีน้ำท่วม
ส่วนจังหวัดนราธิวาส เทศบาลนราธิวาสได้นำรถแบ็คโฮ ไปขุดลอกสันทรายที่ถูกคลื่นซัดมาปิดร่องน้ำคลองโคกเคียน อำเภอเมือง เพื่อเปิดร่องน้ำให้น้ำทะเลไหลเข้าคลองโคกเคียน หลังปลากระพงที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้ประมาณ 70 กระชังในคลองแห่งนี้เริ่มทยอยตาย เนื่องจากน้ำในคลองไม่ไหลเวียน โดยคาดว่าจะใช้เวลา 3 วัน
เช่นเดียวกับผู้ที่อยู่ในที่ราบลุ่มริมทะเลสาบสงขลา ตำบลลำปำ อำเภอเมือง และอีก 5 ตำบล ในอำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุงกว่า 1,500 ครอบครัว ยังใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก หลังระดับน้ำท่วมสูง 40 - 60 เซนติเมตร ชาวบ้าน กล่าวว่า ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาถูกน้ำท่วมแล้ว 5 ครั้ง พื้นที่การเกษตรเสียหายจำนวนมาก ประกอบอาชีพไม่ได้ พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐบาลหาแนวทางช่วยเหลือ
ขณะที่ทหารจากค่ายเทพสตรีศรีสุนทร อำเภอกะปาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ใช้เครื่องจักรกลหนักเร่งซ่อมสะพานบ้านหนองแสง-ที่วัง ตำบลชะมาย อำเภอทุ่งสง ที่ถูกน้ำป่าจากเทือกเขาหลวงซึ่งไหลเชี่ยวซัดขาดเมื่อหลายวันก่อนใช้ชั่วคราว เพื่อรอจังหวัดอนุมัติงบสร้างสะพานใหม่ ส่งผลให้การสัญจรไปมาของชาวบ้านเป็นไปอย่างยากลำบาก
ส่วนทหารศูนย์ป้องกันภัยทางอากาศ กองทัพภาคที่ 4 นำรถขับเคลื่อนสี่ล้อ รับส่งนักเรียนบ้านปากฮาย ตำบลคลองสระ อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ไปส่งที่โรงเรียนคลองสระ อยู่ไกลออกไปประมาณ 15 กิโลเมตร หลังน้ำป่าซัดจนสะพานเข้า-ออกหมู่บ้านชำรุด รถผ่านได้ลำบาก ระหว่างรอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาซ่อมสะพานให้ใช้การได้เหมือนเดิม ขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ขณะนี้ กลับสู่ภาวะปกติแล้ว หลังฝนหยุดตก
