นักวิทยาศาสตร์อิตาลี ไขปริศนามนุษย์น้ำแข็งดึกดำบรรพ์
คณะนักนักวิทยาศาสตร์อิตาลี วิจัยศึกษาและตรวจสอบซากมนุษย์น้ำแข็งดึกดำบรรพ์ หรือ Oetzi เมื่อ 20 ปีที่แล้ว แต่การวิจัยเกี่ยวกับดีเอ็นเอ ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ โดยขณะนี้คณะนักวิทยาศาสตร์ สามารถไขปริศนาของมนุษย์น้ำแข็งเอิตซี ได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจากการศึกษาโครงสร้างทางพันธุกรรมพบว่า มนุษย์น้ำแข็งเอิตซีอาจมีตาเป็นสีน้ำตาลและมีอาการแพ้นม ตรวจพบร่องรอยของการติดเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรค Lyme ซึ่งเป็นโรคติดต่อจากเห็บของกวาง ซึ่งการค้นพบล่าสุดทำให้ได้ข้อสันนิษฐานที่ว่า มนุษย์น้ำแข็งเอิตซีน่าจะมีความเกี่ยวพันใกล้ชิดกับผู้คนที่อาศัยอยู่ในแถบคอร์ซิก้าและซาร์ดิเนียมากกว่าในแถบเทือกเขาแอลป์ ซึ่งเป็นที่ที่พบร่างของเขา
ทั้งนี้ ซากมนุษย์น้ำแข็งดึกดำบรรพ์ ซึ่งเป็นซากมัมมี่ธรรมชาติของชายที่มีชีวิตอยู่เมื่อ 5,300 ปี นับเป็นมัมมี่มนุษย์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ค้นพบโดยนักปีนเขา 2 คนในธารน้ำแข็งเอิตซทัล แอลป์ บนพรมแดนระหว่างออสเตรียกับอิตาลีเมื่อปี พ.ศ.2534
