สถิติการใช้ไฟตั้งแต่เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา สูงขึ้นต่อเนื่อง

เศรษฐกิจ
03:03
จำนวนผู้ชม 89
Thai PBS
สถิติการใช้ไฟตั้งแต่เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา สูงขึ้นต่อเนื่อง

กฟผ. พบว่าปริมาณการใช้ไฟในประเทศสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมกราคม สะท้อนให้เห็นว่า สภาพเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น ประกอบกับสภาพอากาศร้อนที่มาถึงเร็วกว่าปกติ ทำให้ปลายเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคม จะเป็นช่วงเวลาที่คนไทยมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงมาก โดยในขณะนี้มีการทำลายสถิติการใช้ไฟฟ้าสูงสุดไปแล้วถึง 4 ครั้ง

นายชนินทร์ เชาว์นิรัติศัย ผู้อำนวยการฝ่ายควบคุมระบบกำลังไฟฟ้า กฟผ. เปิดเผยว่า ปริมาณการใช้ไฟในประเทศเมื่อวันที่ 20 เมษายน เวลา 14.30 น. ปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุด หรือ พีค ได้พุ่งสูงสุดถึง 25,178 เมกะวัตต์ ทำลายสถิติเดิมวันที่ 19 เมษายน ที่ 24,882 เมกะวัตต์ วันที่ 29 มี.ค. 24,571 เมกะวัตต์ และ 23 มี.ค.55 24,464 เมกะวัตต์ ตั้งแต่เดือนมกราคม ปริมาณการใช้ไฟเพิ่มขึ้น ในเดือนมกราคมร้อยละ 5.9 เดือนกุมภาพันธ์ ร้อยละ 6.8 เดือนมีนาคม ร้อยละ 12.2 และ เดือนเมษายนคาดว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.4 แสดงให้เห็นว่า คนไทยใช้ไฟมากขึ้นทุกเดือน โดยมีจากสาเหตุสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว และ สภาพเศรษฐกิจที่ฟื้นขึ้น จากการกลับมาเดินสายการผลิตของโรงงานที่ถูกน้ำท่วมในปีที่แล้ว

ส่วนช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของแต่ละวัน มี 3 ช่วง คือ 10.00-11.00 น. เวลา 14.00-15.00 น. และ 19.00 น. ซึ่งในปี 2555 ความต้องการสูงกว่าสถิติเดิมในปี 2553 โดยเหตุผลที่การใช้ไฟฟ้าในแต่ละวัน คือ ช่วง เวลา 10.00-11.00 น. เป็นช่วงเวลาเริ่มต้นการทำงานของภาคธุรกิจและบริการ จึงมีการเปิดไฟ เครื่องปรับอากาศ และ เครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ช่วง 12.00 น. เป็นเวลาพักเที่ยงก็ปิดไฟและเครื่องปรับอากาศ กราฟจึงดิ่งลงไป จากนั้น เวลา 14.00 – 15.00 น. จะมีการกลับมาใช้ไฟฟ้า และ เวลา 19.00 น. เป็นช่วงเวลาครอบครัวที่ทุกคนกลับมาอยู่พร้อมหน้ากัน จึงมีการเปิดใช้ทีวี เครื่องปรับอากาศ และเครื่องใช้ไฟฟ้าในช่วงนี้

ด้านนายรังสรรค์ อัฐมโนลาภ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการด้านการใช้ไฟฟ้า กฟผ. กล่าวยืนยันว่า ได้เตรียมกำลังไฟฟ้าสำรองไว้ร้อยละ 22 ซึ่งเพียงพอตลอดทั้งปี และพยายามที่จะผลิตไฟฟ้าต้นทุนด้วยวัตถุดิบที่มีต้นทุนต่ำ ซึ่งหากเรียงกันตามราคาของวัตถุดิบที่ใช้ผลิตไฟฟ้าในขณะนี้ คือ น้ำ , ถ่านหิน , ก๊าซธรรมชาติจากแหล่งตะวันออก - พม่า และ ภูฮ่อม ,น้ำมันเตา และ น้ำมันดีเซล ซึ่งแนวโน้มของการประหยัดพลังงานในประเทศดีขึ้น โดยเฉพาะจากนโยบายฉลากเบอร์ 5 ที่ดำเนินมากว่า 16 ปีแล้ว