รัฐบาลพร้อมเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ
แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยชี้ขาดการแก้รัฐธรรมนูญไม่เข้าข่ายล้มล้างการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขตามมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญ แต่นายอุดมเดช รัตนเสถียร ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล หรือ วิปรัฐบาล ระบุว่า คำวินิจฉัยไม่ได้ชี้แนวทางที่ชัดเจนในการดำเนินการต่อไป ดังนั้นฝ่ายกฎหมายและทีมยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทย จึงเตรียมนำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรมนูญมาปรึกษาหารือถึงแนวทางการดำเนินการในวันจันทร์นี้ (16 ก.ค.)
ประธานวิปรัฐบาล ระบุว่า เบื้องต้นกำหนดการหารือไว้ 3 แนวทางด้วยกัน ซึ่งประกอบไปด้วยการเดินหน้าลงมติในวาระ 3 ของร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ค้างการพิจารณาให้ความเห็นชอบจากรัฐสภา, การชะลอพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับเดิมไว้ และทำประชามติก่อน หรือการยกเลิกร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับเดิม แต่ไปยกร่างฉบับใหม่โดยเป็นการแก้ไขรายมาตรา และยืนยันถึงเจตนาการเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ
สอดคล้องกับการกล่าวย้ำโดยนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ที่ระบุว่า มอบหมายให้คณะทำงานด้านกฎหมายได้พิจารณากรอบการดำเนินการ ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแนวทางต่อไป พร้อมกล่าวว่าการแก้รัฐธรรมนูญเป็นหนึ่งในนโยบายของรัฐบาล
นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญยิ่งสร้างความสับสนในการแก้รัฐธรรมนูญ เพราะมีลักษณะกึ่งแสดงความเห็นและกึ่งวินิจฉัย ดังนั้นการจะปฏิบัติตามคำวินิจฉัย จึงจำเป็นต้องมีการหารือและตีความคำวินิจฉัย
ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน เห็นว่ารัฐบาลและฝ่ายการเมืองควรเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ โดยไม่ขัดคำสั่งศาลหรือขัดต่อกฎหมาย เพื่อป้องกันปัญหาที่จะตามมากอีก เพราะหลายฝ่ายขานรับในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว พร้อมระบุทางออกที่ดีที่สุด คือการถอยหรือชะลอเรื่องไว้ก่อน แล้วเปิดหารือกับทุกฝ่าย เพื่อหาจุดยืนร่วมกัน
ส่วนนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ประธานวิปฝ่ายค้าน ระบุว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มีความชัดเจนในตัวอยู่แล้วว่า ไม่สามารถแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้ หากไม่ผ่านการทำประชามติ จึงส่งผลให้ร่างแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับของรัฐสภาที่ค้างอยู่นั้นตกไปแล้
