ตรุษจีน สายสัมพันธ์อันห่างเหินระหว่างวัย


Lifestyle

คมสัน ประมูลมาก

แชร์

ตรุษจีน สายสัมพันธ์อันห่างเหินระหว่างวัย

https://www.thaipbs.or.th/now/content/2204

ตรุษจีน สายสัมพันธ์อันห่างเหินระหว่างวัย

เสียงรัวกลองจากคณะเชิดสิงโตลอยดังมาแต่ไกล พร้อมกับเสียงประทัดนับพันดอกที่ถูกทยอยจุดอย่างต่อเนื่อง ร้านรวงข้างทางต่างประดับประดาไปด้วยโคมไฟสีแดง ครอบครัวพร้อมหน้าบนโต๊ะอาหารด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม พร้อมเอ่ยคำ “ซินเจียยู่อี่ซินนี้ฮวดไช้” ให้แก่กัน ความสุขถูกปกคลุมไปทั่วบริเวณอีกครั้งในเทศกาลตรุษจีน

ตรุษจีน เทศกาลและประเพณีที่สำคัญที่สุดของชาวไทยเชื้อสายจีน และชาวจีนทั่วโลก อีกทั้งยังเป็นเทศกาลเชื่อมสายสัมพันธ์ของคนในครอบครัวให้แน่นแฟ้นผ่านการพบหน้ากันพร้อมเพรียงในหมู่เครือญาติ พูดคุยสอบถามสารทุกข์สุกดิบในรอบปีที่ผ่านมา ห่างไกลแค่ไหนก็จะกลับมาพบกันให้ได้ในวันที่สำคัญที่สุดของครอบครัว แต่ในยุคสมัยนี้จิตวิญญาณแห่งตรุษจีนกำลังเริ่มเสื่อมมนต์ขลัง การให้ความสำคัญกำลังลดน้อยลงผันแปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ความสุขที่เคยมีกำลังค่อยๆ จางหายไปทีละน้อย

ตรุษจีน วันกลับบ้าน วันของครอบครัว

กล่าวกันว่าชาวจีนเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีน หรือ ชุนเจี๋ย (เทศกาลฤดูใบไม้ผลิ) กันมาตั้งแต่ 3,500 ปีที่แล้ว โดยเป็นการเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่อย่างเรียบง่ายด้วยการบูชาเทพเจ้าขอพรให้พืชพรรณธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ และกราบไหว้บรรพบุรุษรำลึกถึงคนในครอบครัวผู้จากไป แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปรูปแบบการใช้ชีวิต และการทำงานได้ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ผู้คนเริ่มห่างไกลจากบ้านมากขึ้นเรื่อยๆ เทศกาลที่เกิดจากความเชื่อจึงเกี่ยวโยงต่อเนื่องไปถึงการเชื่อมสายสัมพันธ์ ตรุษจีนจึงกลายเป็นวันที่จะได้กลับบ้านเพื่อพบปะกับครอบครัว ใช้เวลาร่วมกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา จนมีคำพูดติดปากของคนจีนที่ว่า “จะมีหรือจน ก็ต้องกลับบ้านฉลองปีใหม่”

สายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นของครอบครัวชาวไทยเชื้อสายจีน (ภาพจาก Thai PBS Media Stock)

ในประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน พอถึงวันตรุษจีนลูกหลานมักจะเดินทางไปพบปะกับญาติผู้ใหญ่ นั่งล้อมวงอย่างพร้อมเพรียงร่วมวงกินข้าวให้อากงอาม่าได้ชื่นใจ ส่วนบรรดาญาติๆ ก็จะปรับทุกข์บำรุงสุขจากสาระพันเรื่องราวในรอบปีที่ผ่านมา ปิดท้ายด้วยการมอบอั่งเปาเงินสดในซองสีแดงไฮไลต์ที่ทุกคนเฝ้ารอ ตรุษจีนจึงเป็นช่วงเวลาสำคัญ ที่จะได้พักผ่อนหย่อนใจให้หายเหนื่อยพร้อมกันกับคนในครอบครัว

ตรุษจีนที่ผันเปลี่ยนไปตามยุคสมัย กับสายสัมพันธ์อันห่างเหินระหว่างวัย

ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ตรุษจีนก็เช่นเดียวกัน เมื่อปีที่ผ่านมา BBC สำนักข่าวชื่อดังจากประเทศอังกฤษได้จัดทำบทความที่มีชื่อว่า The Chinese millennials shunning Lunar New Year travel หรือ คนจีนในยุคมิลเลนเนียล (Gen Y) หลีกเลี่ยงการเดินทางกลับบ้านในช่วงตรุษจีน ซึ่งบทความชิ้นนี้เกิดมาจากการวิเคราะห์ผลสำรวจของ Mafengwo แพลตฟอร์มท่องเที่ยวชื่อดังของประเทศจีน ที่ได้สำรวจความคิดเห็นจากกลุ่มตัวอย่าง Gen Y ในหัวข้อ การไปเที่ยวคนเดียวในช่วงตรุษจีนไม่ได้เป็นการทำให้ครอบครัวมีความสัมพันธ์ที่ห่างเหิน 

จากผลสำรวจดังกล่าว BBC ได้แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในครอบครัวคนจีนยุคใหม่ว่าไม่ได้ให้ความสำคัญกับการกลับบ้านอย่างที่เคยเป็นมา สืบเนื่องมาจากประชากร Gen Y ของจีนเป็นกลุ่มประชากรที่ได้รับการศึกษาสูง มีความคิดเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเอง จึงไม่ได้ยึดติดกับธรรมเนียมประเพณีต่างๆ คนที่มีครอบครัวอยู่แล้วก็อยากที่จะใช้เวลาพักผ่อนไปกับครอบครัวของตนเองเสียมากกว่า คนที่ยังโสดก็มองในเรื่องของความประหยัด ความไม่จำเป็นในการเสียเวลา เสียค่าเดินทาง รวมไปถึงความเหน็ดเหนื่อยที่ต้องคอยตอบคำถามกับบรรดาเครือญาติ ว่าทำไมถึงยังไม่มีแฟน ไม่แต่งงาน ไม่สร้างครอบครัว ส่วนคนที่ยังคงเดินทางกลับบ้านในช่วงตรุษจีน บางส่วนก็มองว่าเป็นการกลับไปเพื่อรักษาหน้า นอกจากนี้การมอบเงินให้กับพ่อแม่ หรือมอบอั่งเปาให้กับพี่น้องก็เป็นการสร้างความลำบากใจ และความกดดัน เพราะลำพังตนเองก็มีเงินใช้จ่ายไม่เพียงพออยู่แล้ว สืบเนื่องมาจากปัญหาเศรษฐกิจของจีนที่กำลังอยู่ในช่วงซบเซานั่นเอง

BBC สรุปให้เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกำลังสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงของสถาบันครอบครัวชาวจีน ความอบอุ่นที่เคยมีกำลังจะลดลง ถูกแทนที่ด้วยความห่างเหินที่กำลังจะเพิ่มระยะห่างให้มีมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะส่งผลต่อความสัมพันธ์ในครอบครัว และอาจกระทบต่อเนื่องไปสู่คนในรุ่นถัดไปอย่าง Gen Z ที่มีความเห็นในเรื่องนี้ไม่ต่างไปจาก Gen Y รวมไปถึงปัญหาทางด้านเศรษฐกิจที่ต้องเผชิญกันอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน

ตรุษจีนกับคนไทย ความสัมพันธ์ยังคงแน่นแฟ้นอยู่หรือไม่ ?

บรรยากาศเทศกาลตรุษจีน (ภาพจาก Thai PBS Media Stock)

มองย้อนกลับมาที่ประเทศไทย ตรุษจีนยังเป็นเทศกาลที่สามารถคงบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลอง สร้างความคึกคักได้เป็นอย่างดี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะในประเทศไทยมีชาวไทยเชื้อสายจีนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งล้วนแล้วแต่ได้รับการสืบทอดขนบธรรมเนียมประเพณีจากรุ่นสู่รุ่น แต่ในภาพรวมแล้วอาจต้องมองให้ตรงกันก่อนว่าเทศกาลตรุษจีนในบ้านเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเดินทางกลับภูมิลำเนามากเท่ากับประเทศจีน การเดินทางกลับบ้านมักจะเกิดขึ้นกับเทศกาลสงกรานต์เสียมากกว่า แต่ถึงอย่างไรก็ตามการให้ความสำคัญกับเทศกาลนี้ยังคงเป็นคำถามที่น่าสนใจ ซึ่งผลสำรวจของนอร์ทกรุงเทพโพลเรื่องเทศกาลตรุษจีนในหัวข้อ ซองแดงกับโลกดิจิทัล: วิถีตรุษจีนในยุคใหม่ จากกลุ่มตัวอย่างทั่วทุกภูมิภาคได้แสดงให้เห็นถึงข้อมูลที่น่าสนใจ เช่น

  • ท่านคิดว่าความสำคัญของตรุษจีนในปัจจุบันเป็นอย่างไร ? พบว่า มีความสำคัญคงเดิมร้อยละ 47.2 มีความสำคัญลดลงร้อยละ 39.2 และมีความสำคัญเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.6
  • คนรุ่นใหม่ควรสืบสานตรุษจีนอย่างไร ? พบว่า ปรับให้ทันสมัยแต่คงแก่นแท้ร้อยละ 38.7 เลือกทำเฉพาะส่วนที่สำคัญร้อยละ 29.3 เน้นความสัมพันธ์ครอบครัวมากกว่าพิธีกรรมร้อยละ 21.1 และทำตามประเพณีอย่างเคร่งครัดร้อยละ 10.9

จะเห็นได้ว่ากลุ่มตัวอย่างดังกล่าว มองว่าเทศกาลตรุษจีนมีความสำคัญลดลงร้อยละ 39.2 และอยากปรับให้ทันสมัยแต่คงแก่นแท้ร้อยละ 38.7 แม้จะไม่ถึงครึ่งของจำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด แต่ก็น่าจะพอที่จะอนุมานได้ว่ากลุ่มตัวอย่างมีความรู้สึกคล้ายกันว่าความสำคัญของเทศกาลตรุษจีนนั้นลดลง และอยากหาทางที่จะปรับเพื่อขับเน้นความสัมพันธ์ในครอบครัวมากกว่าพิธีกรรม

ในมุมมองเรื่องความสัมพันธ์นั้น สิ่งที่เราสามารถเห็นได้ชัดเจนในยุคนี้เลยก็คือ Generation Gap หรือความต่างระหว่างวัยนั้นมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะรูปแบบการสื่อสาร ลักษณะคำพูดคำจาที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ส่งผลให้การรวมญาติในวันตรุษจีนของบางครอบครัวจึงไม่ต่างอะไรกับการปะทะกันทางความคิดระหว่างช่วงวัย กลายเป็นปัญหาที่หลีกเลี่ยงกันด้วยการไม่เผชิญหน้า ไม่มารวมญาติกันเสียจะดีกว่า

โดย Baby Boomer และ Gen X สองวัยนี้จะมาจากยุคที่ครอบครัวมีความใกล้ชิดกัน การถามไถ่เรื่องส่วนตัว การเรียน การทำงาน ชีวิตคู่ เป็นการแสดงถึงความห่วงใยที่มีให้กัน เป็นการส่งความปรารถนาดีให้กับผู้สนทนา นอกจากนี้ด้วยความที่เป็นผู้ใหญ่กว่าจึงรู้สึกว่ามีหน้าที่ต้องให้คำแนะนำ หรือให้ความช่วยเหลือคนรุ่นหลัง ซึ่งเป็นรูปแบบความคิดที่ตรงกันข้ามกับ Generation ถัดมา 

Gen Y และ Gen Z เป็นวัยที่เติบโตมากับความอิสระทางความคิด ไม่ยึดติดกับสิ่งที่เคยเป็นมา ใช้ความรู้สึกในการตัดสินใจ จึงทำให้มองว่าการพูดคุยด้วยคำถามที่เป็นเรื่องส่วนตัวถือเป็นการละลาบละล้วงมากกว่าความห่วงใย ส่วนคำแนะนำในฐานะผู้ที่อาบน้ำร้อนมาก่อนไม่สามารถใช้ได้ในยุคสมัยนี้เพราะต่างบริบทกัน ปัญหาดังกล่าวส่งผลให้วันของครอบครัวจึงกลายเป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง หรือพยายามหาทางรับมือในยามที่ต้องพบปะกับเครือญาติ 

จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมเราจึงได้เห็นบทความในหัวข้อ พ่อแม่เอเชีย และความหวังดีอันแสนซับซ้อน, ตรุษจีน อย่าวีนแตก วิธีรับมือคำถามปวดใจวันรวมญาติ, รวมญาติวันตรุษจีนยังไงไม่ให้เสียสุขภาพจิต เพิ่มมากขึ้นบนโลกโซเชียล เป็นการสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบันนั่นเอง

ความสุขบนโต๊ะอาหารที่สร้างขึ้นจากความเข้าใจกันและกัน (ภาพจาก Thai PBS Media Stock)

ทำอย่างไรให้ความสัมพันธ์ในช่วงตรุษจีนแน่นแฟ้นดั่งเดิม

วัฒนธรรม ประเพณี ยังคงเป็นสิ่งที่สวยงามเสมอไม่ว่าในยุคสมัยใด ตรุษจีนก็เช่นเดียวกันยังคงเป็นสิ่งที่สมควรได้รับการสืบทอด โดยเฉพาะเรื่องการเชื่อมสายสัมพันธ์ระหว่างวัยให้แน่นแฟ้น ดังนั้นสิ่งที่ต้องปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย จึงน่าจะเป็นเรื่องการปรับรูปแบบความคิดในแต่ละช่วงวัยให้เกิดความเข้าใจกันมากขึ้น 

  • Baby Boomer และ Gen X ต้องหลีกเลี่ยงคำถามที่กระทบกระเทือนต่อความรู้สึกและจิตใจ ไม่ใช้คำถามที่ดูไม่ให้เกียรติหรือละลาบละล้วงมากเกินไป ใช้ความห่วงใยในการพูดคุยมากกว่าการถามเพื่อคาดคั้นเอาคำตอบ
  • Gen Y และ Gen Z ก็ต้องเข้าใจว่าคำถามเหล่านี้เป็นคำถามที่แสดงถึงความห่วงใย เกิดมาจากความต้องการที่อยากพูดคุยกับลูกหลาน ดังนั้นเมื่อเจอกับคำถามที่ขัดใจ อาจใช้คำตอบในเชิงติดตลกเพื่อไม่ให้เสียบรรยากาศในการพูดคุย และไปพูดคุยกันเป็นการส่วนตัวด้วยการใช้ภาษาที่สุภาพ อธิบายว่าเพราะเหตุใดถึงไม่โอเคกับการสื่อสารแบบนี้

แน่นอนว่าทุกอย่างอาจไม่สามารถปรับเข้าหากันได้ในแบบทันทีทันใด เพราะความแตกต่างระหว่างวัยเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ต้องใช้ความพยายามมากกว่าเรื่องอื่น ๆ  แต่ในท้ายที่สุดแล้วเมื่อทุกอย่างถูกปรับให้เข้าใจกันมากขึ้น การให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ก็จะกลับคืนมาเพราะบรรยากาศแห่งความสุขเป็นสิ่งที่ทุกคนแสวงหา ส่งผลให้เสียงหัวเราะและรอยยิ้มก็จะไม่จางหายอีกต่อไปไปในวันตรุษจีน

บทความที่เกี่ยวข้อง

อ้างอิง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ความสัมพันธ์เทศกาลตรุษจีนปัญหาครอบครัวตรุษจีน
คมสัน ประมูลมาก

ผู้เขียน: คมสัน ประมูลมาก

นักดื่มกาแฟที่เขียนบทความได้นิดหน่อย

บทความ NOW แนะนำ