การอายัดเงินรวมถึงบัญชีธนาคารกำลังกลายเป็นกระแสที่สร้างความหวั่นใจให้ใครหลายคน เกิดเป็นกระแสข่าว Bank Run หรือสถานการณ์ที่คนแห่ถอนเงินจากธนาคาร
Thai PBS ชวนรู้จักและเข้าใจ Bank Run เกิดขึ้นได้อย่างไร ? มีเรื่องที่ควรระวังอย่างไรบ้าง ? เหตุใดธนาคารอาจไม่มีเงินทั้งหมดให้คุณถอนได้ ?
Bank Run ปรากฏการณ์คนแห่ถอนเงิน คืออะไร ?
Bank Run คือคำที่ใช้เรียกปรากฏการณ์ที่คนแห่ถอนเงินออกจากธนาคารหรือสถาบันการเงิน ถือเป็นภาวะวิกฤตร้ายแรงที่ส่งผลต่อระบบการเงินทั้งหมดได้
ในอดีตก่อนการเงินในยุคปัจจุบันหรือราวช่วงทศวรรษที่ 16 นั้น Bank Run หรือภาวะที่คนแห่ถอนเงินมีเกิดขึ้นบ่อยครั้งตามลักษณะวัฏจักรของธุรกิจหรือสินเชื่อ ในยุคแรก ๆ ที่มีการใช้ตั๋วแลกเงิน มักเกิดจากการลงทุน ความคาดหวัง จนเมื่อมีเงินเข้ามามากเกินไป ก็เกิดความกลัวขึ้น เมื่อเริ่มมีการถอนเงินจากวิกฤตการเงินต่าง ๆ ภาวะ Bank Run ที่คนแห่ถอนเงินจากสถาบันการเงินก็คือภาวะหนึ่งที่เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตการเงินเหล่านั้น
ทั้งนี้ Bank Run ครั้งที่ผู้คนแห่ถอนเงินมากที่สุดเกิดขึ้นในช่วงปี 1930 จากวิกฤตการณ์ที่เรียกกันว่า The Great Depression หรือภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วโลก
ผลกระทบจาก Bank Run เมื่อคนแห่ถอนเงินจากธนาคารจะทำให้เกิดเงินไหลออกจากสถาบันการเงิน สามารถเกิดผลต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ที่สามารถทำให้ธนาคารล้มลงได้ และเมื่อธนาคารหนึ่งล้มลงก็จะส่งผลต่อเนื่องถึงธนาคารอื่น ๆ ในภาพรวมของระบบเศรษฐกิจอีกด้วย
สาเหตุของ Bank Run ส่วนใหญ่แล้วมาจากความเชื่อมั่นของต่อสถาบันการเงิน หากผู้คนรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยก็อาจจะเร่งถอนเงินจากสถาบันดังกล่าวได้
Digital Banking และผลกระทบต่อ Bank Run
ธนาคารดิจิทัลและการทำธุรกรรมผ่านออนไลน์ได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการถอนเงินอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ Bank Run หรือการแห่ถอนเงินพร้อมกัน ในอดีตการถอนเงินต้องเดินทางไปที่สาขา มีคิวรอ และมีข้อจำกัดด้านเวลาทำการ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้การแห่ถอนเงินเกิดขึ้นค่อนข้างช้า ธนาคารมีเวลาในการจัดการสภาพคล่องและประสานงานกับธนาคารกลางเพื่อรับมือกับสถานการณ์
แต่ในยุคดิจิทัล การถอนเงินหรือโอนเงินสามารถทำได้ภายในไม่กี่วินาที ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ ความเร็วนี้ทำให้ Bank Run สามารถเกิดขึ้นได้รวดเร็วและรุนแรงกว่าเดิมมาก หากมีข่าวลือเกี่ยวกับธนาคารแพร่กระจายบนโซเชียลมีเดีย ผู้ฝากเงินหลายแสนหรือล้านคนสามารถถอนเงินพร้อมกันได้ทันที โดยไม่ต้องออกจากบ้าน ทำให้ภาวะ Bank Run ยุคดิจิทัลมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น
ตัวอย่างที่ชัดเจนของ Bank Run ยุคดิจิทัลคือกรณีของ Silicon Valley Bank (SVB) ในสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนมีนาคม 2023 ซึ่งล้มละลายภายในเวลาเพียง 48 ชั่วโมง ลูกค้าสามารถถอนเงินได้มากกว่า 42 พันล้านดอลลาร์ในวันเดียวผ่านช่องทางดิจิทัล ทำให้ธนาคารไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์ Bank Run ได้ทันท่วงที
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีดิจิทัลก็มีด้านบวกในการจัดการกับความเสี่ยงจาก Bank Run ธนาคารสามารถติดตามการเคลื่อนไหวของเงินแบบ Real-time และสามารถใช้ระบบ AI ในการตรวจจับพฤติกรรมการถอนเงินที่ผิดปกติซึ่งอาจบ่งชี้ถึงสัญญาณของ Bank Run เพื่อเตรียมมาตรการรับมือล่วงหน้า นอกจากนี้ยังสามารถสื่อสารกับลูกค้าผ่านช่องทางดิจิทัลได้ทันทีเพื่อสร้างความมั่นใจและลดความตื่นตระหนกที่อาจนำไปสู่ Bank Run
ความแตกต่างระหว่าง Bank Run แบบดั้งเดิมกับยุคดิจิทัล
Bank Run แบบดั้งเดิมมักเกิดขึ้นช้า และใช้เวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์
- จำกัดด้วยเวลาทำการของสาขา (เช่น 9:30-15:30 น.) ทำให้การแห่ถอนเงินใน Bank Run เกิดเป็นช่วง ๆ
- มีการเห็นภาพคนยืนรอคิวยาวหน้าธนาคาร ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนของ Bank Run และยิ่งกระตุ้นให้คนอื่นตื่นตระหนกตามมา
- ธนาคารมีเวลาในการหาแหล่งเงินทุนเพิ่มเติมหรือประสานงานกับหน่วยงานกำกับดูแลเพื่อรับมือกับ Bank Run
- ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับ Bank Run แพร่กระจายช้ากว่า อาศัยหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์
Bank Run ยุคดิจิทัลนั้นเกิดขึ้นรวดเร็วมาก อาจเสร็จสิ้นภายในไม่กี่ชั่วโมง
- ไม่จำกัดเวลา สามารถถอนเงินได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ Bank Run สามารถดำเนินต่อเนื่องไม่หยุด
- ไม่มีภาพคนยืนคิวที่สาขา ทำให้คนทั่วไปอาจไม่รู้ตัวว่ากำลังเกิด Bank Run หรือ “Silent Bank Run”
- ธนาคารมีเวลาน้อยมากในการรับมือกับ Bank Run
- ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับ Bank Run (และข่าวปลอม) แพร่กระจายรวดเร็วมากบนโซเชียลมีเดีย
- สามารถถอนเงินหรือโอนไปธนาคารอื่นได้ง่ายมากผ่านแอพพลิเคชัน เร่งความรุนแรงได้
- Bank Run มีผลกระทบข้ามพรมแดนมากขึ้น เนื่องจากเงินสามารถโอนไปต่างประเทศได้ง่าย
ตัวอย่าง เช่น วิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 สถานการณ์ Bank Run หรือการแห่ถอนเงินใช้เวลาหลายสัปดาห์จึงทำให้ธนาคารหลายแห่งประสบปัญหา แต่หากเกิด Bank Run ในปัจจุบันอาจเสร็จสิ้นภายในไม่กี่วัน
เมื่อเกิด (Bank Run) คนแห่ถอนเงินพร้อมกันแล้ว เหตุใดธนาคารจึงไม่มีเงินจ่ายให้เรา ?
ธนาคารถือเป็นสถาบันการเงินที่ให้บริการรับฝากเงิน โดยทั่วไปแล้วการฝากเงินไว้กับธนาคารจะทำให้ผู้คนรู้สึกปลอดภัย โดยธนาคารจะนำเงินฝากไปบริหารจัดการหากำไร เช่น ปล่อยกู้ หรือลงทุนต่าง ๆ และธนาคารจะได้รับผลตอบแทนจากดอกเบี้ยที่ปล่อยกู้ และมีการจ่ายดอกเบี้ยเงินฝากให้กับผู้ฝากเงินเป็นผลตอบแทน ส่วนต่างที่เหลือก็จะสามารถเก็บเป็นทั้งกำไรหรือเงินทุนต่อได้
ธนาคารจึงมีการถือเงินสดอยู่จำนวนนึง ขณะที่อีกส่วนจะเป็นเงินที่ถูกนำไปใช้เพื่อแสวงหากำไร โดยทั่วไประบบของธนาคารจะดำรงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อผู้ฝากเงินมีความเชื่อมั่นว่าธนาคารจะสามารถให้บริการถอนเงินได้อย่างทันท่วงที
Bank Run หรือการแห่ถอนเงินพร้อมกัน เกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อธนาคารไม่สามารถให้บริการถอนเงินที่ฝากไว้ได้อย่างทันท่วงที ดังเช่นกรณีอายัดเงินหรือบัญชีที่เกิดขึ้น หากเกิดต่อเนื่องพร้อมด้วยกระแสข่าวลือจะส่งผลให้เกิดความตื่นตระหนกที่ลุกลามต่อกันไป จากคนถอนเงินคนแรกสู่การแห่ถอนเงินพร้อมกัน
แล้วเหตุใดหากเกิด Bank Run คนแห่ถอนเงินพร้อมกันแล้ว ธนาคารจะไม่มีเงินสดให้กับคุณ ?
ธนาคารไม่ได้ถือเงินไว้ทั้งหมด แต่มีการถือเงินสดไว้บางส่วนเท่านั้น แล้วนำเงินบางส่วนไปจัดการลงทุน ทั้งนี้ สัดส่วนของเงินสำรองนั้นจะมีการกำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับธนาคาร กระนั้นธนาคารก็ไม่ได้ถือเงินสดไว้เท่ากับจำนวนที่มีการรับฝาก หากเกิดเหตุการณ์ Bank Run ที่คนแห่กันถอนเงินทั้งหมด ก็มีความเป็นไปได้ที่ธนาคารจะไม่มีเงินสดให้กับทุกคน ในอดีตช่วงที่เกิดวิกฤตการเงินครั้งใหญ่ส่งผลทำให้เกิดธนาคารล้มลงได้
อย่างไรก็ตาม การล้มสลายของธนาคารและความปลอดภัยของเงินในบัญชีนั้น ถึงยุคปัจจุบันมีการพัฒนาเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยคุ้มครองเงินในบัญชีมากขึ้น (ประเทศไทยมีการคุ้มครองเงินฝากที่บัญชีละ 1 ล้านบาท โดยสถาบันคุ้มครองเงินฝาก) มีหน่วยงานการกำกับดูแลเพื่อให้ธนาคารมีเงินสำรอง ทำให้เงินในบัญชีของธนาคารมีความปลอดภัยสูงขึ้น
สิทธิที่มีตามกฎหมายในการป้องกันผลกระทบจาก Bank Run
ผู้ฝากเงินในประเทศไทยมีสิทธิที่คุ้มครองโดยกฎหมายหลายประการ ซึ่งสำคัญที่ควรรู้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง
1. สิทธิในการถอนเงินฝาก (แม้ในสถานการณ์ Bank Run)
- ผู้ฝากเงินมีสิทธิถอนเงินฝากพร้อมดอกเบี้ยได้ตามเงื่อนไขที่ตกลงกับธนาคาร
- สำหรับบัญชีออมทรัพย์ทั่วไป สามารถถอนได้ทุกเมื่อตามจำนวนที่มีอยู่ในบัญชี (อย่างไรก็ตามในกรณี Bank Run อาจมีข้อจำกัดชั่วคราว)
- กรณีเงินฝากประจำ หากถอนก่อนกำหนดอาจได้ดอกเบี้ยน้อยกว่าที่ตกลงไว้ แต่ยังคงสามารถถอนได้
2. สิทธิในความเป็นส่วนตัวและการคุ้มครองข้อมูล
- ธนาคารต้องเก็บข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลบัญชีไว้เป็นความลับ
- ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลให้บุคคลที่สาม ยกเว้นมีหมายศาลหรือกรณีที่กฎหมายกำหนด
- ผู้ฝากเงินมีสิทธิขอเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของตนเองได้ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
3. สิทธิได้รับการคุ้มครองเงินฝาก (กรณีธนาคารล้มจาก Bank Run)
- เงินฝากในธนาคารพาณิชย์และธนาคารเฉพาะกิจได้รับความคุ้มครองจากสถาบันคุ้มครองเงินฝาก แม้ธนาคารจะล้มลงจาก Bank Run
- วงเงินคุ้มครองจาก Bank Run: บัญชีละไม่เกิน 1 ล้านบาท ต่อสถาบันการเงินหนึ่ง ๆ (รวมทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย)
- การคุ้มครองนี้ครอบคลุมทั้งเงินฝากออมทรัพย์ เงินฝากประจำ และเงินฝากกระแสรายวัน
ตัวอย่างการคำนวณเงินคุ้มครองในกรณี Bank Run
- หากคุณมีเงินฝากในธนาคาร A จำนวน 2 บัญชี บัญชีละ 800,000 บาท รวม 1.6 ล้านบาท และธนาคารล้มจาก Bank Run คุณจะได้รับการคุ้มครองเพียง 1 ล้านบาทเท่านั้น
- หากคุณมีเงินฝากธนาคาร A 1 ล้านบาท และธนาคาร B อีก 1 ล้านบาท แม้ธนาคาร A จะล้มจาก Bank Run คุณยังมีเงินครบที่ธนาคาร B และได้รับการคุ้มครองเต็มจำนวน 2 ล้านบาท
4. สิทธิในการได้รับข้อมูลที่ชัดเจน
- ธนาคารต้องแจ้งอัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และเงื่อนไขต่าง ๆ อย่างชัดเจนก่อนเปิดบัญชี
- มีสิทธิได้รับสมุดบัญชีหรือ Statement เพื่อตรวจสอบการเคลื่อนไหวของเงิน
- มีสิทธิได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานะของธนาคาร โดยเฉพาะเมื่อมีข่าวลือเกี่ยวกับ Bank Run
5. สิทธิร้องเรียนและได้รับการแก้ไขปัญหา
หากเกิดข้อผิดพลาดหรือข้อพิพาท รวมถึงปัญหาจาก Bank Run ผู้ฝากเงินมีสิทธิร้องเรียนต่อธนาคารและหน่วยงานกำกับดูแล
มีสิทธิได้รับการตอบสนองและแก้ไขปัญหาภายในระยะเวลาที่เหมาะสม
ขั้นตอนการเรียกร้องค่าชดเชยจากสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (กรณีธนาคารล้มจาก Bank Run)
หากธนาคารที่คุณฝากเงินไว้ถูกเพิกถอนใบอนุญาต ปิดกิจการ หรือไม่สามารถคืนเงินฝากให้คุณได้ (เช่น จากสถานการณ์ Bank Run ที่รุนแรง) คุณสามารถเรียกร้องค่าชดเชยจากสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (Deposit Protection Agency - DPA) ได้ตามขั้นตอนดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศเพิกถอนใบอนุญาต
เมื่อธนาคารไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ (เช่น หลังเกิด Bank Run ที่รุนแรง) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะออกประกาศเพิกถอนใบอนุญาตและแต่งตั้งผู้จัดการเงินฝาก ประกาศนี้จะแจ้งให้สาธารณชนทราบผ่านสื่อต่าง ๆ และเว็บไซต์ของ ธปท.
ขั้นตอนที่ 2 สถาบันคุ้มครองเงินฝากประกาศรับชำระหนี้เงินฝาก
DPA จะออกประกาศกำหนดวัน เวลา สถานที่ และระยะเวลาในการรับชำระหนี้เงินฝาก โดยทั่วไปจะกำหนดให้ผู้ฝากเงินที่ได้รับผลกระทบจาก Bank Run มายื่นเรื่องภายใน 180 วัน นับจากวันที่ประกาศ
ขั้นตอนที่ 3 เตรียมเอกสารประกอบการเรียกร้อง
- สมุดบัญชีเงินฝาก (ฉบับจริง)
- บัตรประจำตัวประชาชนหรือหนังสือเดินทาง (ฉบับจริงและสำเนา)
- ทะเบียนบ้าน (สำเนา)
- หนังสือมอบอำนาจ (กรณีมอบหมายให้ผู้อื่นดำเนินการแทน) พร้อมสำเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ
- กรณีผู้ฝากเงินถึงแก่กรรม: ใบมรณบัตร หนังสือยินยอมจากทายาททุกคน หรือคำสั่งศาล
ขั้นตอนที่ 4 ยื่นเรื่องเรียกร้องค่าชดเชย
นำเอกสารไปยื่นที่สถานที่ที่ DPA กำหนด ซึ่งอาจเป็น
- สำนักงานของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก
- สาขาของธนาคารที่ DPA แต่งตั้งให้เป็นตัวแทนรับเรื่อง
- จุดบริการพิเศษที่จัดตั้งขึ้นเฉพาะกรณี (โดยเฉพาะในกรณี Bank Run ขนาดใหญ่)
ขั้นตอนที่ 5 การตรวจสอบสิทธิและจำนวนเงิน
DPA จะตรวจสอบข้อมูลจากธนาคารเพื่อยืนยัน:
- ความถูกต้องของบัญชีและจำนวนเงินฝากก่อนเกิด Bank Run
- สิทธิในการได้รับความคุ้มครอง
- ไม่มีหนี้สินค้างชำระกับธนาคารนั้น (จะมีการหักกลบลบหนี้ก่อน)
ขั้นตอนที่ 6 รับเงินชดเชย
หลังจากตรวจสอบเรียบร้อย DPA จะจ่ายเงินชดเชยให้ภายในระยะเวลาที่กำหนด (โดยทั่วไปไม่เกิน 60 วันนับจากวันยื่นเรื่อง) โดยวิธีการดังนี้
- โอนเข้าบัญชีธนาคารที่ระบุ
- เช็คธนาคาร
- เงินสด (กรณีจำนวนเงินไม่มาก)
หมายเหตุสำคัญสำหรับผู้ได้รับผลกระทบจาก Bank Run
- หากไม่มายื่นเรื่องภายในระยะเวลาที่กำหนด จะสูญสิทธิ์ในการเรียกร้องจาก DPA แต่ยังคงมีสิทธิในการเรียกร้องจากทรัพย์สินของธนาคารที่ชำระบัญชี (แต่อาจได้รับเงินน้อยกว่าหรือช้ากว่า)
- DPA คุ้มครองเฉพาะเงินฝากเท่านั้น ไม่รวมตราสารหนี้หรือหุ้นของธนาคาร
ลดผลกระทบ “Bank Run คนแห่ถอนเงิน” คนฝากเงินทั่วไปสามารถทำอะไรได้บ้าง ?
การฝากเงินไว้กับธนาคารถือเป็นการลงทุนอย่างหนึ่งที่มีความปลอดภัยสูง อย่างไรก็ตาม ไม่มีอะไรที่ปลอดภัยแน่นอน 100 เปอร์เซ็นต์ ความเสี่ยงยังคงเกิดขึ้นได้ มีข้อแนะนำให้กระจายความเสี่ยงเพื่อให้สามารถเข้าถึงเงินสดได้เพียงพอหากเกิดวิกฤตบางอย่างขึ้น
กระจายการฝากเงินในหลากหลายบัญชี อาจมีบัญชีสำหรับฝากเงินแยกจากกัน กระจายการฝากในธนาคารที่ต่างกัน ทั้งธนาคารพาณิชย์ของเอกชน หรือธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์
กระจายการลงทุน ถือครองทรัพย์สินอื่น ๆ นอกจากในรูปแบบของเงินสดเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านการเงิน เช่น ทองคำ หรือสกุลเงินอื่น ๆ
เก็บเงินในรูปแบบของเงินสด เมื่อเกิดวิกฤต สภาพคล่องทางการเงินถือเป็นสิ่งจำเป็น เงินสดสำรองช่วยให้สามารถใช้จ่ายได้ง่าย กรณีที่เกิดความกังวลต่อวิกฤตการเงิน การสำรองเงินสดให้เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายทั่วไปสามารถช่วยให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ท่ามกลางวิกฤต หากธนาคารปิดตัวแม้จะมีมาตรการคุ้มครองเงินฝาก แต่ก็อาจจะต้องใช้เวลาเบิกเงินนานสถานการณ์ปกติได้
ช่องทางร้องเรียนหากได้รับความเดือดร้อน (รวมถึงกรณีที่เกี่ยวข้องกับ Bank Run)
หากคุณประสบปัญหากับธนาคารหรือสถาบันการเงิน รวมถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ Bank Run มีช่องทางร้องเรียนหลายระดับดังนี้
ระดับที่ 1 ร้องเรียนต่อธนาคารโดยตรง
ขั้นแรกควรร้องเรียนต่อธนาคารที่เกิดปัญหาก่อน แม้จะมีข่าวลือเกี่ยวกับ Bank Run
- ศูนย์บริการลูกค้า (Call Center): โทรตามหมายเลขที่ระบุไว้หลังบัตร ATM หรือเว็บไซต์ของธนาคาร
- สาขา ติดต่อผู้จัดการสาขาโดยตรง
- แบบฟอร์มออนไลน์ หลายธนาคารมีระบบรับเรื่องร้องเรียนบนเว็บไซต์หรือแอพพลิเคชัน
ธนาคารมีหน้าที่ตอบกลับภายใน 15-30 วันทำการ (แล้วแต่ความซับซ้อนของเรื่อง)
ระดับที่ 2 ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ธปท.)
หากธนาคารไม่แก้ไขปัญหาหรือคุณไม่พอใจคำตอบ โดยเฉพาะในกรณีที่เกี่ยวข้องกับ Bank Run หรือการไม่สามารถถอนเงินได้ สามารถร้องเรียนต่อธนาคารแห่งประเทศไทยได้
โทรศัพท์: 1213 กด 4 (BOT Contact Center) เปิดบริการวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08:30-17:00 น.
โทรสาร : 0-2356-8111
เว็บไซต์: https://services.bot.or.th/cpm?lang=th
อีเมล: BanknoteInfo@bot.or.th.
ไปรษณีย์: ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่. 273 ถนนสามเสน แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200
ช่องทางอื่น ๆ สำหรับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ Bank Run
สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)
โทรศัพท์: 1166
เว็บไซต์: www.ocpb.go.th
สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (DPA)
โทรศัพท์: 0-2283-5700
เว็บไซต์: www.dpa.or.th
สมาคมธนาคารไทย
โทรศัพท์: 0-2645-9400
เว็บไซต์: www.tba.or.th
สำนักงาน ป.ป.ช.
โทรศัพท์: 1206
เว็บไซต์: www.nacc.go.th
อ้างอิง
- Britannica Money
- สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
- สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (DPA)
- พระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ. 2551








