ภาวะโลกเดือด หรือ Global Boiling นั้นไม่ได้ถูกกล่าวขึ้นมาอย่างลอย ๆ แต่เป็นการประกาศอย่างเป็นทางการโดยนายอันโตนิโอ กูเตร์เรส (António Guterres) เลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อเป็นการสื่อสารที่ว่า โลกของเรานั้นจะไม่สามารถกลับไปอยู่ในจุดเดิมได้อีกแล้ว อีกทั้งยังจะเพิ่มความรุนแรงของภัยพิบัติเป็นทวีคูณ

ความรุนแรงของภาวะโลกเดือดส่งผลให้เกิดภัยพิบัติมากมายที่มีความรุนแรงกว่าภาวะโลกร้อนอย่างเห็นได้ชัด ทั้งการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศแบบสุดขั้ว ที่แม้ว่าอากาศจะร้อนจัดจนเกิดภัยแล้งและไฟไหม้ป่าที่รุนแรงในพื้นที่หนึ่ง แต่ในอีกพื้นที่กลับมีฝนตกหนักจนเกิดเป็นอุทกภัย
หรือจะในเรื่องของระดับและอุณหภูมิของน้ำทะเลที่สูงขึ้น เนื่องจากภูเขาน้ำแข็งขั้วโลกละลายเร็วขึ้นกว่า 25 ปีก่อนถึง 6-7 เท่า ทำให้ระดับและอุณหภูมิของน้ำทะเลสูงขึ้น จนท่วมที่อยู่อาศัยของประชากรบริเวณชายฝั่ง และส่งผลกระทบต่อสัตว์ทะเล รวมถึงก่อให้เกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว และเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพอากาศและภูมิศาสตร์อย่างรุนแรงและรวดเร็ว ส่งผลสิ่งมีชีวิตจำนวนมาก ทั้งแมลง พืช และสัตว์ ที่ปรับตัวไม่ทันต่างก็มีประชากรลดลงและสูญพันธุ์ลงไปอย่างรวดเร็ว

ซึ่งไม่ได้ส่งผลแค่ในเรื่องของการลดลงหรือสูญพันธุ์แต่อย่างเดียว แต่กลับเป็นการเพิ่มประชากรสิ่งมีชีวิตบางอย่างอีกด้วย โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ระบุว่าภาวะโลกเดือดเป็นสาเหตุที่อยู่เบื้องหลังการแพร่ระบาดของไวรัส เช่น ไข้เลือดออกไวรัสซิกา และโรคชิคุนกุนยาหรือโรคไข้ปวดข้อยุงลาย ที่ระบาดอยู่ทั่วโลก และยังทำให้ อหิวาตกโรค อาหารเป็นพิษ ระบาดหนักและทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการเพิ่มขึ้นของพาหะนำโรคเพราะภาวะโลกเดือด
นอกจากเรื่องก่อนหน้า ยังมีเรื่องของปัญหาด้านสุขภาพของมนุษย์อีกด้วย เพราะภาวะโลกเดือดได้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและจิตใจของมนุษย์ ตั้งแต่อยู่ในครรภ์กระทั่งชรา เนื่องจากอากาศที่ร้อนจัดและมลภาวะทางอากาศทำให้เด็กในครรภ์คลอดก่อนกำหนด และทำให้ผู้สูงอายุเสียชีวิตก่อนเวลาอันควร ซึ่งในระยะยาวยังส่งผลต่อพัฒนาการของเด็ก และมีแนวโน้มก่อให้เกิดโรคเครียดและซึมเศร้าอย่างรุนแรง มิหนำซ้ำ ความยากจน การขาดแคลนอาหาร และการย้ายถิ่นฐานของประชากรโลก ที่เกิดจากภัยพิบัติต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน ที่อยู่อาศัย และชีวิต รวมถึงพื้นที่ทางการเกษตร ประมง และปศุสัตว์ อันเป็นแหล่งผลิตอาหารของมนุษย์ อีกทั้งความร้อนยังเป็นอุปสรรคต่อการทำงานกลางแจ้งและการอยู่อาศัยในชุมชนแออัด คาดการณ์ว่าในปี 2050 ประชากรโลกกว่า 1,000 ล้านคนอาจต้องย้ายถิ่นฐาน เนื่องจากภัยพิบัติจากสภาพภูมิอากาศและความล้มเหลวในการแก้ปัญหา

ประเทศไทยเองนั้นก็มีชื่อติดอันดับ 17 ในกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักสุดจากสภาพอากาศสุดขั้วของปี 2024 ซึ่งเป็นการก้าวกระโดดขึ้นจากอันดับ 69 ในปี 2023 สะท้อนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อเหตุสภาพอากาศสุดขั้ว และประเทศไทยเองนั้นก็เป็นประเทศที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่อันดับที่ 19 ของโลก อยู่ที่ประมาณ 0.93% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดในโลก จากผลกระทบและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าประเทศไทยนั้นเป็นทั้งผู้กระทำหลักและผู้ได้รับผลกระทบหลักเช่นกัน
รายงานจากภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง (UNFCCC) ได้มีการแบ่งไว้ว่าประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคส่วนไหนมากที่สุด ซึ่งผลของรายงานได้กล่าวไว้ว่าภาคพลังงานเป็นภาคที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุด ซึ่งปล่อยมากถึงร้อยละ 69.06 ตามมาด้วย ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และภาคของเสียตามลำดับ

จากรายงานดังกล่าวจะเห็นได้ว่าภาคพลังงานของประเทศไทยนั้นได้เป็นตัวการหลักในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หากประเทศไทยต้องการที่จะลดผลกระทบจากภาวะโลกเดือด การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคพลังงานจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งทางสถาบันการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน (สพท.) ได้มีแนวทางที่จะนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาช่วยแก้ปัญหา โดยมีหลายอย่างด้วยกันดังนี้
ในเรื่องของพลังงานไฟฟ้า มีแนวทางที่จะเปลี่ยนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นการใช้พลังงานทางเลือกหรือพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 5 กิกะตันต่อปี นอกจากนี้จะมีการพัฒนาศักยภาพของแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าและลดต้นทุนให้ต่ำกว่าราคาในปัจจุบัน
ส่วนในเรื่องของการสร้างโครงข่ายไฟฟ้า มีแนวทางในการพัฒนาการสร้างโครงข่ายไฟฟ้าที่มีกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนสูงขึ้นและจัดเก็บพลังงานได้ดีขึ้น เช่น เทคโนโลยีการจัดเก็บพลังงานระยะยาวอย่างการใช้ไฮโดรเจน ซึ่งเทคโนโลยีไฮโดรเจนเป็นตัวจัดเก็บพลังงานสะอาดที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึงร้อยละ 30 ซึ่งเทคโนโลยีไฮโดรเจนที่ได้มาจากพลังงานหมุนเวียนนั้นเราจะเรียกว่าไฮโดรเจนสีเขียว ซึ่งมีการปลดปล่อยคาร์บอนต่ำมาก

จะเห็นได้ว่าประเทศไทยยังมีศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งไม่เพียงช่วยบรรเทาผลกระทบจากภาวะโลกเดือดภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยลดความรุนแรงของปัญหาในระดับโลกอีกด้วย เนื่องจากภาวะโลกเดือดไม่ได้เลือกพื้นที่ต้นทางของการปล่อยก๊าซ หากแต่ส่งผลกระทบร่วมกันต่อทั้งโลก การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยจึงเป็นทั้งความรับผิดชอบและโอกาสในการมีบทบาทต่อการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศในระดับสากล
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech



















