โลกเดือด ไทยสะเทือน! เตรียมรับมือซูเปอร์เอญนีโญ วิกฤตสภาพอากาศครั้งใหญ่ในปีนี้


วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

พีรณัฐ วัฒนเสน

แชร์

โลกเดือด ไทยสะเทือน! เตรียมรับมือซูเปอร์เอญนีโญ วิกฤตสภาพอากาศครั้งใหญ่ในปีนี้

https://www.thaipbs.or.th/now/content/3956

โลกเดือด ไทยสะเทือน! เตรียมรับมือซูเปอร์เอญนีโญ วิกฤตสภาพอากาศครั้งใหญ่ในปีนี้

ท่ามกลางอุณหภูมิโลกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ถูกทำลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปรากฏการณ์ทางภูมิอากาศที่เคยถูกมองว่าเป็นวัฏจักรธรรมชาติอย่าง เอลนีโญและลานีญา กำลังเปลี่ยนบทบาทไปสู่ตัวแปรสำคัญของความสุดขั้วในยุคโลกเดือด โดยเฉพาะในรูปแบบที่รุนแรงอย่าง ซูเปอร์เอลนีโญ ที่กำลังขยายความรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม

เอลนีโญและลานีญา : ที่มาภาพ EGU Blogs

ก่อนจะพูดถึง ซูเปอร์เอลนีโญ และซูเปอร์ลานีญา อยากให้ทำความรู้จักกับ เอลนีโญและลานีญา เสียก่อนว่ามันเป็นชื่อเรียกของระบบความสัมพันธ์ระหว่างมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศโลก ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่มหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน ที่เป็นอาณาบริเวณที่มีผลต่อการกระจายความร้อนและความชื้นของโลกมากที่สุดแห่งหนึ่ง โดยนักวิทยาศาสตร์มักเรียกกันสั้น ๆ ว่า ENSO (El Niño–Southern Oscillation)

ในสภาวะปกติ ลมค้าจากฝั่งตะวันออกจะพัดพาน้ำอุ่นจากฝั่งตะวันออกของแปซิฟิกไปสะสมยังฝั่งตะวันตกใกล้กับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้บริเวณนี้ มีความชื้นสูงและฝนตกตามฤดูกาล แต่ในปัจจุบัน ระบบนี้กลับถูกรบกวน ไม่ว่าจะในรูปแบบของเอลนีโญที่ทำให้ฝนตกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้น้อยกว่าปกติจนเกิดเป็นภัยแล้ง หรือลานีญาที่ทำให้เกิดน้ำท่วมบ่อยครั้งก็ตาม

โดยสาเหตุสำคัญที่ สมดุลของฝนและอุณหภูมิในภูมิภาคก็จะเปลี่ยนไปจากปกติ ก็เพราะว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้นจากการสะสมของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ มหาสมุทรที่โดยปกติแล้วดูดซับความร้อนส่วนเกินมากกว่า 90% ก็จะกลายเป็นแหล่งพลังงานขนาดมหาศาลที่พร้อมจะถูกปลดปล่อยออกมาในช่วงที่เกิด ENSO ซึ่งเมื่อพื้นที่หนึ่งมีการสะสมความร้อนและแห้งแล้งมากกว่าปรากฏการณ์เอลนีโญโดยปกติ ก็จะถูกนับว่าเป็นซูเปอร์เอลนีโญนั่นเอง

หลักการของเอลนีโญและลานีญา : ที่มาภาพ นิตยสารสาระวิทย์

หลายงานวิจัยชี้ให้เห็นว่าเหตุการณ์ซูเปอร์เอลนีโญสามารถผลักดันอุณหภูมิโลกให้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 0.2 - 0.3°C ชั่วคราว ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้หลายพื้นที่ของโลกเรา เผชิญกับคลื่นความร้อนที่รุนแรงและยาวนานกว่าที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

สำหรับประเทศไทย ผลกระทบของซูเปอร์เอลนีโญในยุคโลกเดือดยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจน เมื่อแนวฝนถูกผลักออกจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยไม่ได้เผชิญเพียงแค่ฝนน้อย แต่เป็นฝนน้อยลงและอากาศร้อนกว่าเดิม ซึ่งหมายถึงการระเหยของน้ำที่เร็วขึ้น ดินสูญเสียความชื้นเร็วขึ้น และแหล่งน้ำธรรมชาติแห้งลงในอัตราที่มากกว่าที่เคยเป็นในอดีต ภัยแล้งที่นอกจากจะยาวนานขึ้นแล้ว ก็ยังจะรุนแรงขึ้นขึ้นอีกด้วย ย่อมส่งผลกระทบต่อทั้งภาคเกษตรจากการขาดแคลนน้ำ และการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากเขื่อนตามไปด้วย

ผลกระทบจากซูเปอร์เอลนีโญ : ที่มาภาพ University of Cambridge

ส่วนซูเปอร์ลานีญาจะสะท้อนผลของภาวะโลกร้อนในลักษณะที่แตกต่างออกไป แม้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในแปซิฟิกฝั่งตะวันออกจะเย็นลง แต่ความชื้นในบรรยากาศโดยรวมกลับเพิ่มขึ้นตามหลักการทางฟิสิกส์ที่ว่า อากาศที่ร้อนขึ้นสามารถกักเก็บไอน้ำได้มากขึ้น (ประมาณ 7% ต่อการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ 1°C ตามความสัมพันธ์ Clausius - Clapeyron) นั่นหมายความว่าเมื่อเกิดลานีญาในโลกที่ร้อนขึ้น ปริมาณไอน้ำที่ถูกขนส่งเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะมีมากกว่าที่เคย ส่งผลให้ฝนตกหนักมีแนวโน้มหนักขึ้นและรุนแรงขึ้น แม้รูปแบบของลานีญาจะเหมือนเดิมก็ตาม

ผลกระทบจากซูเปอร์ลานีญา : ที่มาภาพ Lexpress

ผลกระทบในประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงการมีฝนมากขึ้น แต่เป็นการเพิ่มขึ้นของเหตุการณ์ฝนสุดขั้ว ที่อาจนำไปสู่น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขนาดใหญ่ในลุ่มน้ำสำคัญ เช่น ลุ่มเจ้าพระยา ซึ่งเป็นหัวใจทางเศรษฐกิจของประเทศ ความเสี่ยงนี้ยิ่งทวีขึ้นเมื่อโครงสร้างพื้นฐานและระบบระบายน้ำยังไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วได้

สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ซับซ้อนยิ่งขึ้นคือ เมื่อมีพลังงานสะสมในระบบมากขึ้นจากภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงของระบบจะสามารถกระโดดไปสู่สถานะที่รุนแรงกว่าเดิมได้อย่างรวดเร็ว งานวิจัยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเสนอว่าความถี่ของเหตุการณ์ซูเปอร์เอลนีโญอาจเพิ่มขึ้นในอนาคต ขณะที่ลานีญาก็อาจมีความแปรปรวนที่รุนแรงมากขึ้นเช่นกัน แม้ยังมีความไม่แน่นอนในรายละเอียด แต่แนวโน้มโดยรวมชี้ไปในทิศทางเดียวกันคือความสุดขั้วนี้จะเพิ่มขึ้น

แฟ้มภาพ น้่ำท่วมอ่างทอง ถนน 3064 เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2022

ซูเปอร์เอลนีโญและซูเปอร์ลานีญาทำหน้าที่เหมือนตัวเร่ง ของภาวะโลกร้อน ถึงมันจะไม่ได้เป็นสาเหตุหลักของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ก็ทำให้ผลกระทบที่มีอยู่แล้วรุนแรงขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ ได้ สำหรับประเทศไทยนั้นหมายถึงการสลับระหว่างแล้งจัดและฝนจัดที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งสร้างความท้าทายอย่างมากต่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่ต้องรองรับทั้งสองขั้วพร้อมกัน

การทำความเข้าใจ ENSO เป็นหัวใจของการวางแผนรับมือกับอนาคต ตั้งแต่การออกแบบระบบเก็บกักน้ำ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น ไปจนถึงการปรับตัวของภาคเกษตรและพลังงาน การติดตามสัญญาณของ ENSO อย่างใกล้ชิดควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจึงเป็นสองกลไกสำคัญที่ต้องดำเนินไปพร้อมกัน

ซูเปอร์เอลนีโญและซูเปอร์ลานีญาในยุคโลกเดือดเป็นเครื่องเตือนว่า วัฏจักรธรรมชาติกำลังถูกเร่งและขยายโดยกิจกรรมของมนุษย์ และสำหรับประเทศไทย การอยู่รอดในโลกที่ผันผวนเช่นนี้อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับการคาดเดาให้แม่นยำเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวต่อความสุดขั้วที่กำลังกลายเป็นเรื่องปกติใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่มา : 
Regional Climate - El Niño / La Niña - ASMC 
How Do El Niño and La Niña Affect Thailand? 
Influence of El Niño southern oscillation on precipitation variability in Northeast Thailand - ScienceDirect 
Thailand Industry Outlook 2024-2026 | Bank of Ayudhya 
GISTDA reveals Thailand's flood variations driven by El Niño-La Niña 

อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS

“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Thai PBS Sci & Tech Thai PBS Sci And Tech Environmentลานีญาเอลนีโญ
พีรณัฐ วัฒนเสน

ผู้เขียน: พีรณัฐ วัฒนเสน

ผู้ที่สนใจการใช้วิทยาศาสตร์มาผลักดันสิ่งแวดล้อมและสังคม ไม่ว่าจะเป็นการทำงานวิจัยหรือการสื่อสารวิทยาศาสตร์

บทความ NOW แนะนำ