ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

กล้องฯ Swift ของนาซา ตรวจพบหลุมดำพเนจรกลืนกินดาวฤกษ์ที่ขอบกาแล็กซี

19 ส.ค. 695 นาที19 ส.ค. 69

กล้องโทรทรรศน์อวกาศ นีล เกรลส์ สวิฟต์ (Neil Gehrels Swift Observatory) ค้นพบหลุมดำมวลยิ่งยวด (supermassive black hole) ที่บริเวณขอบของกาแล็กซีที่อยู่ห่างออกไปถึง 750 ล้านปีแสง

ขนาดตัวอักษร

กล้องโทรทรรศน์อวกาศ นีล เกรลส์ สวิฟต์ (Neil Gehrels Swift Observatory) ค้นพบหลุมดำมวลยิ่งยวด (supermassive black hole) ที่บริเวณขอบของกาแล็กซีที่อยู่ห่างออกไปถึง 750 ล้านปีแสงจากการตรวจจับพบดาวฤกษ์กำลังถูกหลุมดำฉีกและกลืนกิน

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่าการทำลายด้วยแรงดึงดูด (tidal disruption event หรือ TDE) วัตถุใดก็ตามที่เข้าใกล้วัตถุที่มีแรงโน้มถ่วงอย่างมหาศาล แรงโน้มถ่วงจะฉีกโครงสร้างของวัตถุนั้น ไม่ว่าจะเป็นวัตถุมวลมหาศาลอย่างดาวฤกษ์โดนหลุมดำฉีกทำลายจนกลายเป็นจานพอกพูนมวลรอบหลุมดำ หรืออดีตดวงจันทร์ของดาวเสาร์ที่เข้าใกล้ดาวเสาร์มากเกินไปจนฉีกขาด แตกกระจายออกเป็นสาย และเป็นวงแหวนของดาวเสาร์ในที่สุด

สำหรับกรณีหลุมดำที่กล้องโทรทรรศน์อวกาศ นีล เกรลส์ สวิฟต์ เพิ่งค้นพบนั้น แรงโน้มถ่วงของหลุมดำฉีกดาวฤกษ์ออก กระบวนการแตกสลายและเสียดสีของมวลสารเหล่านี้ก่อให้เกิดการปลดปล่อยพลังงานและแสงสว่างวาบออกมาอย่างรุนแรง และด้วยมวลที่มากกว่าดวงอาทิตย์ถึง 1 ล้านเท่า การแผ่รังสีในช่วงที่เกิดปรากฏการณ์นี้สว่างจ้าในย่านรังสีอัลตราไวโอเลต จนสามารถกลบแสงของกาแล็กซีแม่ไปได้ชั่วคราว เทียบเท่ากับความสว่างของดวงอาทิตย์ราว 1 หมื่นล้านดวงรวมกัน

กล้องฯ Swift ของนาซา ตรวจพบหลุมดำพเนจรกลืนกินดาวฤกษ์ที่ขอบกาแล็กซี
ภาพวาดของดาวฤกษ์ที่กำลังถูกหลุมดำมวลยิ่งยวดดูดกลืนเข้าไปพร้อมกับปลดปล่อยพลังงานสูงออกมา ภาพจาก NASA

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากแต่กลับพบได้บ่อย

กาแล็กซีเกือบทุกแห่งในเอกภพ สสารของกาแล็กซีส่วนใหญ่ถูกยึดเหนี่ยวไว้ด้วยหลุมดำมวลยิ่งยวดที่อยู่ตรงจุดศูนย์กลางพอดี ประมาณทุก ๆ 100,000 ปี จะมีดาวฤกษ์เคลื่อนที่เข้าไปใกล้หลุมดำยักษ์ที่มองไม่เห็นนี้มากเกินไป จนเป็นตัวจุดชนวนให้เกิดเหตุการณ์ฉีกทำลายจากแรงดึงดูด

แม้ว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นค่อนข้างยากในแต่ละกาแล็กซี แต่ในทุกปี โครงการสำรวจทางดาราศาสตร์มักจะพบเหตุการณ์ฉีกทำลายจากแรงดึงดูดเกิดขึ้นประมาณ 30 ครั้ง ณ ที่ใดที่หนึ่งในเอกภพ

ก่อนปี 2024 เหตุการณ์เหล่านี้พบเฉพาะในใจกลางกาแล็กซีเท่านั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนักดาราศาสตร์มักจะมุ่งเน้นการค้นหาในบริเวณดังกล่าวนั้น เนื่องจากเชื่อว่าที่ใจกลางของทุกกาแล็กซีย่อมมีหลุมดำมวลยิ่งยวดที่สามารถทำให้เกิดปรากฏการณ์นี้ได้

แต่ในเวลาต่อมา นักวิทยาศาสตร์ได้เห็นสัญญาณบ่งชี้ว่ามีดาวฤกษ์โดนฉีกทำลายในระยะห่าง 2,600 ปีแสงจากใจกลางกาแล็กซีแห่งหนึ่ง สิ่งนี้ได้จุดประกายให้นักดาราศาสตร์จำนวนมากหันมาค้นหาเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันในบริเวณที่ห่างไกลจากใจกลางกาแล็กซี และตอนนี้ทีมวิจัยก็สามารถระบุได้อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่อยู่ห่างจากใจกลางกาแล็กซีออกไปไกลกว่า 30,000 ปีแสง

กล้องฯ Swift ของนาซา ตรวจพบหลุมดำพเนจรกลืนกินดาวฤกษ์ที่ขอบกาแล็กซี
ภาพถ่ายจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศสวิฟต์ที่ถ่ายจุดสว่างวาบนอกใจกลางกาแล็กซีเป็นจุดสีฟ้าใหญ่ ซึ่งเกิดจากดาวฤกษ์ถูกฉีกโดยหลุมดำ ภาพจาก NASA

การทำงานร่วมกันของฐานข้อมูลกล้องโทรทรรศน์และปัญญาประดิษฐ์

ร่องรอยของเหตุการณ์หลุมดำที่กลืนกินดาวฤกษ์ที่ตรวจจับได้โดยกล้องสวิฟต์ในครั้งนี้ มีการตรวจพบครั้งแรกเมื่อช่วงปลายปี 2025 โดยโครงการสำรวจท้องฟ้า ZTF (Zwicky Transient Facility) ของหอดูดาวพาโลมาร์ (Palomar Observatory) ซึ่งใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) คัดกรองแสงวาบนับแสนครั้งต่อคืน จนพบความผิดปกติที่ตรงกับลักษณะของปรากฏการณ์ฉีกทำลายด้วยแรงโน้มถ่วง แม้จะอยู่ในตำแหน่งบริเวณขอบกาแล็กซีก็ตาม

ต่อมา หอดูดาวต่าง ๆ ทั่วโลกได้เข้ามาร่วมสังเกตการณ์ รวมถึงกล้องโทรทรรศน์อวกาศสวิฟต์ของนาซา ที่ใช้เครื่องมือตรวจจับรังสีอัลตราไวโอเลต (UVOT) วัดอุณหภูมิของจุดกำเนิดแสงได้สูงถึง 30,000 องศาเซลเซียส ข้อมูลที่สอดคล้องกันจากหลายแหล่งช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถตัดข้อสันนิษฐานอื่น ๆ ออกไปได้ และยืนยันหนักแน่นว่าสิ่งที่พวกเขาเห็นคือเหตุการณ์ TDE

โดยปกติแล้วหลุมดำมวลยิ่งยวดจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางแรงโน้มถ่วงของกาแล็กซีเกือบทุกแห่ง การพบหลุมดำขนาดยักษ์มาอยู่บริเวณขอบรอบนอกจึงเป็นเรื่องผิดวิสัย ทีมวิจัยซึ่งนำโดย โรเบิร์ต สไตน์ (Robert Stein) จากศูนย์การบินอวกาศก็อดเดิร์ดของนาซา ได้ตั้งสมมติฐานทางวิทยาศาสตร์เพื่ออธิบายปรากฏการณ์นี้ไว้สองข้อ สมมุติฐานแรกกล่าวว่า หลุมดำมวลยิ่งยวดที่มาอยู่ในตำแหน่งนี้อาจจะเกิดจากการชนกันของกาแล็กซีมากกว่าสามแห่งในอดีต การชนกันในครั้งนั้นเกิดปัญหาวัตถุสามก้อน (three-body problem) และเหวี่ยงหลุมดำนี้หลุดออกมากลายเป็นหลุมดำพเนจรที่ขอบของกาแล็กซี อีกสมมติฐานหนึ่งอธิบายว่าหลุมดำมวลยิ่งยวดนี้อาจจะเป็นศูนย์กลางของกาแล็กซีแคระที่โดนกาแล็กซีขนาดใหญ่กลืนกินเข้าไป ทำให้หลุมดำมวลยิ่งยวดที่เคยเป็นศูนย์กลางของกาแล็กซีแคระมาอยู่ที่ปลายขอบของกาแล็กซีแห่งนี้

คำตอบนี้อาจอยู่แค่เอื้อม ขณะนี้ การสังเกตการณ์ทางวิทยาศาสตร์แบบระบุตำแหน่งเป้าหมายด้วยเครื่องมือ UVOT และกล้องในย่านเอกซเรย์ (X-Ray Telescope หรือ XRT) ของกล้องโทรทรรศน์อวกาศสวิฟต์ ระงับไว้ชั่วคราว เนื่องจากภารกิจกำลังรอการปรับวงโคจรให้สูงขึ้นในช่วงฤดูร้อนนี้ และเมื่อยานกลับมาปฏิบัติงานตามปกติ สวิฟต์จะสามารถค้นหาตัวอย่างของหลุมดำที่อยู่ในตำแหน่งผิดที่ผิดทางแบบนี้ได้ต่อไป


เรียบเรียงโดย จิรสิน อัศวกุล
พิสูจน์อักษร ศุภกิจ พัฒนพิฑูรย์


อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS


ที่มาข้อมูล : NASA


“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech

เขียนโดย

🌎 "รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก" ไปกับ Thai PBS Sci & Tech • วิทยาศาสตร์ • เทคโนโลยี นวัตกรรม • ดาราศาสตร์ • Media Literacy • Cyber Security • Tips & Tricks • Trends

บทความที่เกี่ยวข้อง

Pegasus สปายแวร์ระดับโลก อาวุธไซเบอร์ไร้เงา สอดแนมไม่เว้นแม้แต่นักการเมืองไทยเทคโนโลยี

Pegasus สปายแวร์ระดับโลก อาวุธไซเบอร์ไร้เงา สอดแนมไม่เว้นแม้แต่นักการเมืองไทย

ทำความรู้จัก Pegasus (เพกาซัส) สปายแวร์ (Spyware) รับจ้างระดับโลก ที่เจาะข้อมูลระดับรากฐานด้วย Zero-Click ดักฟัง สั่งเปิดกล้อง อ่านแชตได้โดยไม่ต้องกดรับสาย ผู้นำระดับโลกเคยโดนมาแล้ว ไม่เว้นแม้แต่นักการเมืองไทย

03 พ.ย. 69|12 ชั่วโมงที่แล้ว
อ่านต่อ →
จะเกิดอะไรขึ้น? เมื่อ “กำแพงรังสีของโลก” กำลังถูกทำลาย จากสภาวะสภาพอากาศในอวกาศที่รุนแรงอวกาศ

จะเกิดอะไรขึ้น? เมื่อ “กำแพงรังสีของโลก” กำลังถูกทำลาย จากสภาวะสภาพอากาศในอวกาศที่รุนแรง

ในอดีตโลกอาจปลอดภัยจากรังสีนอกโลก แต่ปัจจุบัน “กำแพงรังสีของโลก” หรือเกราะป้องกันรังสีที่ล้อมรอบโลก ซึ่งมักหมายถึง แถบรังสีแวนอัลเลน (Van Allen Radiation Belts) กำลังถูกทำลายลง

03 พ.ย. 69|13 ชั่วโมงที่แล้ว
อ่านต่อ →
ทำไม Tesla ทำรถบินได้? ทั้งที่ไม่สามารถใช้ได้จริงบนถนน แต่ก็อาจเป็นก้าวสำคัญทางเทคโนโลยีเทคโนโลยี

ทำไม Tesla ทำรถบินได้? ทั้งที่ไม่สามารถใช้ได้จริงบนถนน แต่ก็อาจเป็นก้าวสำคัญทางเทคโนโลยี

ใครจะไปคิดว่าอยู่ ๆ รถบินได้จริง ๆ จัง ๆ จะโผล่ขึ้นมาบนฟีดกลางเดือนตุลาคมปีนี้ ลองจินตนาการถึงรถสปอร์ตไฟฟ้าที่วิ่งด้วยความเร็วสูงเกิน 370 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เร่งจาก 0-97 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งวินาที

03 พ.ย. 69|15 ชั่วโมงที่แล้ว
อ่านต่อ →
สั่งฟองอากาศจิ๋วด้วยคลื่นเสียง! ควบคุมทิศทางของเหลว ให้การนำส่งยารักษาโรคได้ตรงจุดเทคโนโลยี

สั่งฟองอากาศจิ๋วด้วยคลื่นเสียง! ควบคุมทิศทางของเหลว ให้การนำส่งยารักษาโรคได้ตรงจุด

นักวิจัยคิดค้นชิปขนาดจิ๋วที่ใช้คลื่นเสียงอัลตราซาวนด์คุม "ฟองอากาศไฮโดรเจน" ให้ไหลเวียนและเคลื่อนที่ตามสั่ง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการนำส่งยาเข้าสู่จุดเกิดโรคโดยตรง

03 พ.ย. 69|19 ชั่วโมงที่แล้ว
อ่านต่อ →