บางขณะเราไม่อาจรู้ว่า ร่างกายกำลังมีปัญหา และอาการหนึ่งที่ส่งสัญญาณถึงความผิดปกติ นั่นคือ อาการวูบ อาการนี้มีผลต่อร่างกายอย่างไร และเป็นอันตรายต่อชีวิตได้หรือไม่ Thai PBS มีเรื่องน่ารู้มาบอกกัน
อาการวูบ คืออะไร ?
อาการวูบ (Syncope หรือ Fainting) คือภาวะหมดสติชั่วคราวจากการที่เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ สามารถแบ่งสาเหตุหลักได้ดังนี้
1.วูบจากระบบประสาทอัตโนมัติ
เกิดจากการกระตุ้นระบบประสาทลัดวงจร ทำให้หัวใจเต้นช้าลงและหลอดเลือดขยายตัว ความดันโลหิตจึงลดลงฉับพลัน สาเหตุที่มาของอาการเหล่านี้ เกิดจากการยืนนาน ๆ ในที่ร้อนอบอ้าว, ความเจ็บปวด, อาการกลัวเลือดหรือเข็มฉีดยา, การเบ่งอุจจาระหรือปัสสาวะ หรือการไอแรง ๆ
2.วูบจากการเปลี่ยนท่าทาง
เกิดจากการลุกขึ้นยืนเร็วเกินไป ทำให้เลือดตกไปอยู่ที่ขา ความดันโลหิตตกชั่วขณะ ส่วนใหญ่อาการเหล่านี้ มักเกิดจากปัญหาทางร่างกาย เช่น มีภาวะขาดน้ำ, พักผ่อนไม่พอ, กินยาบางชนิด เช่น ยาลดความดัน
3.วูบจากโรคหัวใจ
เป็นกลุ่มที่อันตรายที่สุด และต้องได้รับการตรวจรักษาทันที สาเหตุหลักมาจากหัวใจเต้นผิดจังหวะ รวมถึงโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือโรคลิ้นหัวใจบีบตัวไม่ดี อาการวูบลักษณะนี้ มักเกิดขึ้นขณะออกกำลังกาย โดยอาจจะมีอาการเจ็บหน้าอก ใจสั่นร่วมด้วยก่อนวูบ
4.วูบจากสาเหตุทางระบบประสาทและสมอง
มักเกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดสมอง หรือไฟฟ้าในสมอง สาเหตุหลักเกิดจากหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน หรืออาการวูบที่เกิดจากโรคลมชัก
ปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการวูบ
สาหตุที่ทำให้เกิดการวูบ มีหลายปัจจัย สามารถแบ่งเป็นปัจจัยได้ดังนี้
1.ปัจจัยด้านพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม
- การเปลี่ยนท่าทางรวดเร็ว การลุกขึ้นยืนฉับพลันจากท่านั่งหรือนอน ทำให้เลือดปรับตัวไปเลี้ยงสมองไม่ทัน
- การอยู่ในที่ร้อนอบอ้าวหรือแออัด ทำให้หลอดเลือดขยายตัว เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนล่างของร่างกายมากขึ้น ความดันโลหิตตก
- ภาวะขาดน้ำและสารอาหาร การอดอาหาร น้ำตาลในเลือดต่ำ การดื่มน้ำน้อย หรือเสียเหงื่อมาก
- อารมณ์และจิตใจ ความตื่นตกใจ ความกลัว เช่น กลัวเลือด กลัวเข็ม ความเจ็บปวดรุนแรง หรือความเครียดฉับพลัน
- การออกแรงเบ่ง เช่น การเบ่งอุจจาระหรือปัสสาวะอย่างรุนแรง การไอหรือจามติดต่อกันแรง ๆ
2.ปัจจัยด้านสุขภาพและโรคประจำตัว
- โรคหัวใจและหลอดเลือด หัวใจเต้นผิดจังหวะ, กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด, ลิ้นหัวใจตีบ หรือภาวะหัวใจล้มเหลว
- โรคระบบประสาท เช่น โรคลมชัก, หลอดเลือดสมองตีบหรือแตก หรือระบบประสาทอัตโนมัติทำงานผิดปกติ
- ภาวะโลหิตจาง มีจำนวนเม็ดเลือดแดงหรือฮีโมโกลบินน้อย ทำให้การลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงสมองลดลง
3.ปัจจัยจากการใช้ยาและสารเคมี
- การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาลดความดันโลหิต, ยาขับปัสสาวะ, ยารักษาโรคหัวใจ, ยาขยายหลอดเลือด หรือยารักษาอาการทางจิตเวช
- การดื่มแอลกอฮอล์หรือสารเสพติด แอลกอฮอล์ส่งผลให้หลอดเลือดขยายตัวและทำให้ร่างกายขาดน้ำได้ง่ายขึ้น
4.ปัจจัยทางร่างกายอื่น ๆ
- การตั้งครรภ์ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและการขยายตัวของมดลูก อาจไปกดทับเส้นเลือดใหญ่ ส่งผลให้เกิดอาการวูบขึ้นได้
- การพักผ่อนไม่เพียงพอ เมื่อร่างกายอ่อนเพลียสะสม ทำให้ระบบควบคุมความดันโลหิตทำงานได้ไม่สมบูรณ์ เกิดอาการวูบได้
อาการวูบที่เป็นอันตราย มีลักษณะอย่างไร
อาการวูบมีหลายลักษณะ และหลายปัจจัย แต่อาการวูบที่เป็นอันตราย มักมีสัญญาณเตือน ดังนี้
- เกิดขึ้นฉับพลัน ล้มพับหรือหมดสติไปทันที โดยไม่มีอาการหน้ามืด มึนหัว หรือหูดับนำมาก่อน
- เกิดขึ้นขณะออกแรงหรือออกกำลังกาย เช่น วูบขณะกำลังวิ่ง ออกกำลังกาย หรือทำงานหนัก
- วูบในท่านอน ปกติการวูบทั่วไปมักเกิดจากการยืนหรือนั่ง แต่หากเกิดขึ้นขณะนอนราบอาจเกิดจากความปกติของหัวใจ ถือเป็นสัญญาณอันตราย
- วูบแล้วหมดสตินาน หากหมดสตินานเกิน 1–2 นาที หรือฟื้นขึ้นมาแล้วยังมีอาการสับสน ควบคุมตัวเองไม่ได้ ถือเป็นสัญญาณอันตราย
- วูบแล้วมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก เหมือนมีของหนักทับ หายใจติดขัด หายใจเหนื่อยหอบ หรือใจสั่นอย่างรุนแรงก่อนหมดสติ
หากพบอาการวูบที่มีลักษณะเหล่านี้ ควรรีบเดินทางไปพบแพทย์เพื่อตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือตรวจระบบประสาทโดยเร็วที่สุด
อาการวูบ ที่เป็นอันตรายถึงชีวิต
อาการวูบส่งผลอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ โดยขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการและสถานการณ์ขณะที่วูบ ความเสี่ยงลักษณะดังกล่าวนี้ มีสาเหตุมาจาก
1.เกิดจากความผิดปกติของหัวใจ
- โรคหลอดเลือดหัวใจและลิ้นหัวใจ ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือลิ้นหัวใจตีบขั้นวิกฤต ทำให้หัวใจล้มเหลวฉับพลัน
- หัวใจเต้นผิดจังหวะ เกิดจากไฟฟ้าหัวใจลัดวงจร ทำให้หัวใจเต้นช้าหรือเร็วเกินไปจนไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองและร่างกายได้ นำไปสู่ภาวะหัวใจหยุดเต้นและเสียชีวิตฉับพลัน
2.เกิดจากโรคหลอดเลือดสมอง
โรคหลอดเลือดสมอง ส่งผลให้หลอดเลือดในสมองตีบ อุดตัน หรือแตก ทำให้วูบหมดสติและส่งผลให้เสียชีวิตหรือเป็นอัมพาตได้
3.เกิดจากอุบัติเหตุ
- วูบขณะขับขี่ยานพาหนะ ทำงานกับเครื่องจักร หรือยืนอยู่ในที่สูง ใกล้ริมถนน ส่งผลให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้
- วูบแล้วล้มศีรษะกระแทกพื้นอย่างแรง จนเกิดภาวะเลือดออกในสมอง เป็นอันตรายถึงชีวิต
- วูบจากการสำลักอาหารหรือสิ่งแปลกปลอมอุดกั้นทางเดินหายใจขณะหมดสติ ส่งผลถึงชีวิตได้เช่นกัน
ป้องกันอาการวูบได้อย่างไร
การป้องกันอาการวูบขึ้นอยู่กับการลด “ปัจจัยเสี่ยง” และปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน โดยมีข้อแนะนำดังนี้
- เมื่อต้องเปลี่ยนท่าทาง ควรทำอย่างช้า ๆ หลีกเลี่ยงการลุกขึ้นยืนฉับพลันจากท่านั่งหรือนอน โดยเฉพาะหลังตื่นนอน ให้ใช้วิธียืดขาสลับไปมา นั่งพักที่ขอบเตียงสักครู่ก่อนยืนขึ้น
- ใน 1 วัน ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ ดื่มน้ำอย่างน้อย 8–10 แก้วต่อวัน เพื่อรักษาระดับปริมาณเลือดและความดันโลหิต
- รับประทานอาหารให้ตรงเวลา เพื่อป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
- หลีกเลี่ยงการยืนในพื้นที่แออัด หรืออากาศร้อนอบอ้าว หากจำเป็นให้ใช้วิธีขยับปลายเท้าหรือเกร็งกล้ามเนื้อขาเป็นระยะเพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนกลับสู่หัวใจ
- เมื่อเริ่มรู้สึกหน้ามืดหรือมึนศีรษะ หรือเริ่มมีอาการตาพร่า หูดับ หรือมึนหัว ให้รีบนอนราบและยกขาสูงกว่าระดับหัวใจ เพื่อเพิ่มปริมาณเลือดไปเลี้ยงสมอง
- สำหรับผู้มีโรคประจำตัว ควรทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด กรณีรับประทานยาลดความดัน ยาขับปัสสาวะ แล้วมีอาการหน้ามืดบ่อยครั้ง ควรแจ้งแพทย์เพื่อปรับขนาดยา
- ควรตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะการตรวจระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงการเจาะเลือดตรวจหาภาวะโลหิตจางหรือระดับน้ำตาลในเลือด
อาการวูบ เป็นอาการที่ไม่พึงประสงค์ เมื่อใดที่เกิดอาการดังกล่าว พึงสังเกตและหาสาเหตุที่เกิดขึ้น เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือน ว่าร่างกายกำลัง “มีปัญหา” ที่รุนแรงได้
อ่านเนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ









