กำลังเป็นข่าวที่ผู้คนสนใจ กรณีข้อพิพาท “กรรมสิทธิ์ที่ดิน” ระหว่างวัดกับทายาทผู้บริจาคที่ดิน Thai PBS ชวนทำความเข้าใจ คำว่า “ศาสนสมบัติ” ขอบเขตกรรมสิทธิ์ที่เป็นของวัด มีลักษณะอย่างไร รวมถึงข้อกฎหมายที่ดูแลทรัพย์สินของวัด เป็นอย่างไร
เข้าใจความหมาย “ศาสนสมบัติ”
ศาสนสมบัติ คือ ทรัพย์สินหรือสมบัติที่เป็นของพระศาสนา หรือศาสนสถานต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัวของพระสงฆ์ บุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือนิติบุคคลใดเป็นการเฉพาะ
โดยหากย้อนกลับไปในอดีต ศาสนสมบัติ เริ่มมีขึ้นตั้งแต่สมัยพุทธกาล เช่น กรณีพระเจ้าพิมพิสาร หรือท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี นำที่ดิน ถาวรวัตถุ และปัจจัยต่าง ๆ มาถวายแด่พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ เพื่อให้เป็นทรัพย์สินของสงฆ์ส่วนรวม โดยที่พระภิกษุไม่สามารถยึดถือเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวได้
ประเภทของศาสนสมบัติ มีอะไรบ้าง ?
ศาสนสมบัติ แบ่งได้ 2 ประเภทคือ
1.ศาสนสมบัติกลาง หรือ ทรัพย์สินที่เป็นของพระพุทธศาสนาโดยรวม ไม่ได้เป็นของวัดใดวัดหนึ่ง เช่น ทรัพย์สินที่ผู้มีจิตศรัทธาอุทิศให้แก่พระศาสนา หรือทรัพย์สินของวัด โดยมีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นผู้ดูแลและจัดสรรผลประโยชน์
2.ศาสนสมบัติของวัด หรือ ทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของวัดใดวัดหนึ่งโดยเฉพาะ โดยแบ่งลักษณะออกเป็น
- ที่วัด คือ ที่ตั้งของวัดและบริเวณวัด
- ที่ธรณีสงฆ์ คือ ที่ดินที่เป็นสมบัติของวัด แต่อยู่เขตนอกวัด เช่น ที่ดินที่คนถวายให้วัด หรือวัดซื้อไว้
- กุฎีวิหารและเสนาสนะ คือ สิ่งปลูกสร้างทั้งหมดภายในวัด
- วัตถุศาสนสมบัติ เช่น พระพุทธรูป ถาวรวัตถุ หรือโบราณวัตถุภายในวัด
- เงินและทุนของวัด คือ เงินบริจาคหรือปัจจัยต่าง ๆ ที่ผู้มีจิตศรัทธาถวายแก่วัด รวมทั้งบัญชีเงินฝากในนามของวัด
ใครคือผู้ดูแลศาสนสมบัติ ?
หน่วยงาน หรือผู้ที่มีหน้าที่ดูแลศาสนสมบัติ จัดแบ่งได้ดังนี้
- ศาสนสมบัติกลาง ส่วนใหญ่เป็นทรัพย์สินของพุทธศาสนาโดยรวม โดยมีกระทรวงศึกษาธิการ เป็นหน่วยงานดูแล และปัจจุบันมอบหมายให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นผู้ดูแลรักษาและจัดหาประโยชน์
- ศาสนสมบัติของวัด เจ้าอาวาสเป็นผู้แทนของวัด ในการดูแลรักษาและจัดการตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้พระสงฆ์หรือเจ้าอาวาส เป็นเพียง "ผู้ดูแล" ตามหน้าที่ ไม่สามารถยก ยักย้าย หรือนำศาสนสมบัติไปเป็นของตนเองหรือบุคคลอื่นได้
ศาสนสมบัติ กรณีบริจาคที่ดินให้วัด ทรัพย์ตกเป็นของใคร ?
เมื่อมีการบริจาคที่ดินให้แก่วัด กรรมสิทธิ์ในที่ดินจะตกเป็นของวัด และที่ดินผืนนั้นจะเปลี่ยนสภาพทางกฎหมายกลายเป็น "ที่ธรณีสงฆ์" โดยมีเจ้าอาวาส ทำหน้าที่เป็นผู้แทนของวัดในการดูแลรักษาตามกฎหมาย แต่เจ้าอาวาสไม่ได้เป็นเจ้าของส่วนตัว
การบริจาคที่ดินจะมีผลสมบูรณ์ทางกฎหมายต่อเมื่อได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ณ สำนักงานที่ดิน ให้เรียบร้อย หากเพียงแค่ยกให้ด้วยวาจาหรือส่งมอบใบแจ้งสิทธิโดยไม่ได้จดทะเบียนโอน สิทธิในที่ดินอาจยังไม่ตกเป็นของวัดโดยสมบูรณ์
กรณีมีการจำหน่ายโอน เมื่อที่ดินกลายเป็นที่ธรณีสงฆ์ของวัดแล้ว จะได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ทันที ไม่สามารถถูกยึด จำนอง หรือโอนให้แก่บุคคลอื่นได้ เว้นแต่จะมีการออกเป็นพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกาเพื่อเวนคืนหรือแลกเปลี่ยนที่ดินเท่านั้น
หน่วยงานและข้อกฎหมายที่ดูแลศาสนสมบัติ
การบริหารจัดการและการคุ้มครองศาสนสมบัติของวัด มีกฎหมายหลักและระเบียบปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง คือ
1.พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 โดยเป็นกฎหมายหลักที่มีสาระสำคัญ เช่น
- กำหนดประเภทของศาสนสมบัติ
- ออกกฎหมายคุ้มครองศาสนสมบัติ อาทิ ที่ดินวัดและที่ธรณีสงฆ์
- กำหนดเรื่องการเป็นนิติบุคคลของวัด
- กำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ที่ยักยอกหรือลักทรัพย์สินของวัด หรือกรณีเจ้าหน้าที่ หรือกรรมการวัดกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพย์สินของวัด
2.กฎกระทรวงและระเบียบมหาเถรสมาคม มีระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับศาสนสมบัติ เช่น
- กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2511) กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการดูแลรักษาและจัดหาประโยชน์จากศาสนสมบัติของวัด การจัดทำบัญชีศาสนสมบัติ และการเช่าที่ดินวัด
- ระเบียบมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างในวัด กำหนดขั้นตอนการจัดทำแผนผังเสนาสนะ การขออนุญาตปลูกสร้าง หรือปรับปรุงอาคารภายในพื้นที่วัด
- ระเบียบมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการดูแลรักษาทรัพย์สินของวัด ควบคุมการรับ-จ่ายเงินบริจาค การจัดทำบัญชีการเงิน และการเก็บรักษาเอกสารสิทธิ์ที่ดินของวัด
3.หน่วยงานอื่น ๆ ขอรัฐที่กำกับดูแล อาทิ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.), สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) โดยทำหน้าที่กำกับดูแล ดำเนินงานเอกสาร จดทะเบียนที่ดิน และตรวจสอบการจัดทำประโยชน์ในที่ดินธรณีสงฆ์ให้ถูกต้องตามกฎหมาย
สรุปลักษณะสำคัญทางกฎหมายที่ควรรู้เกี่ยวกับศาสนสมบัติ
- ที่ดินที่เป็นศาสนสมบัติ จะโอนกรรมสิทธิ์ไปยังบุคคลอื่นไม่ได้ เว้นแต่จะออกเป็นพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกาตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น
- การบริจาคทรัพย์สินให้แก่วัด ทรัพย์สินนั้นจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ "วัด" โดยตรง ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัวของเจ้าอาวาส พระภิกษุผู้รับมอบ หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
- เมื่อการถวายหรือบริจาคสมบูรณ์แล้ว ผู้บริจาคไม่สามารถขอคืนได้ เว้นแต่จะมีกรณีถอนคืนการให้เพราะเหตุเนรคุณตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งมีเงื่อนไขตามที่กฎหมายระบุไว้
- หากมีการถวายทรัพย์พระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเป็นการส่วนตัว ทรัพย์สินนั้นจะเป็นของพระรูปนั้นในระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่เมื่อพระภิกษุรูปนั้นมรณภาพ ทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างที่อยู่ในพรรษา จะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของวัด เว้นแต่พระภิกษุจะได้ทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์นั้นไว้ก่อนมรณภาพ
- ศาสนสมบัติไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี กล่าวคือ ศาสนสมบัติไม่สามารถถูกยึดหรืออายัดเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้
- ศาสนสมบัติไม่ตกอยู่ใต้การครอบครองปรปักษ์ กล่าวคือ บุคคลใดจะมาบุกรุกหรืออาศัยอยู่เป็นเวลานานเพื่ออ้างสิทธิ์ครอบครองปรปักษ์บนที่ดินของวัดหรือศาสนสมบัติไม่ได้
ศาสนสมบัติ ถือเป็นทรัพย์สินอันเป็นของพระศาสนา ทั้งที่เป็นสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญในการดำเนินกิจการของคณะสงฆ์และการพระศาสนา ทว่าจำเป็นต้องศึกษาเงื่อนไขเพื่อป้องกันปัญหาไม่พึงบังควรที่จะเกิดขึ้น…
อ้างอิง
- พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535
เนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ









