ไม่มากก็น้อย หลายคนต้องเคยถ่ายภาพหมู่ โดยเฉพาะการถ่ายภาพหมู่กับครอบครัว นอกจากจะแสดงถึงความรื่นรมย์ บรรยากาศดี ๆ การถ่ายภาพหมู่ครอบครัวยังมีแง่มุมที่น่าสนใจ Thai PBS ชวนไปเรียนรู้จิตวิทยาการถ่ายภาพหมู่ครอบครัว และเรื่องราวที่ซ่อนอยู่หลังความสมานฉันท์เหล่านั้น
วิวัฒนาการการถ่ายภาพหมู่
การถ่ายภาพหมู่ มีวิวัฒนาการมาตั้งแต่ราวทศวรรษที่ 1840 ภายหลังจากที่มีการคิดค้นกล้องถ่ายภาพ และเริ่มมีการสร้างสตูดิโอถ่ายภาพเชิงพานิชย์ขึ้น แม้ในช่วงเวลาดังกล่าง การถ่ายภาพจะเป็นกิจกรรมของคนชั้นสูง แต่ผู้คนก็เริ่มทำความรู้จักกับการถ่ายภาพร่วมกันมากขึ้น
สำหรับประเทศไทย เริ่มมีการนำกล้องถ่ายภาพเข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่ยุคทองของการถ่ายภาพ โดยเฉพาะการถ่ายภาพหมู่ ปรากฏชัดในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยมักจะมีการถ่ายภาพหมู่ของคณะเจ้านายและข้าราชบริพาร รวมถึงมีการจ้างช่างภาพชาวต่างชาติ เข้ามาเปิดร้านถ่ายรูปบนถนนเจริญกรุงในช่วงปี พ.ศ. 2408 เป็นต้นมา
การถ่ายภาพหมู่ที่กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นเสมือนการบันทึกเหตุการณ์สำคัญ ๆ เช่น การรวมตัวของทหาร การบันทึกภาพนักเรียนในโรงเรียน หรือกลุ่มพนักงานในโรงงาน ถ่ายภาพหมู่ร่วมกันเพื่อแสดงถึงพลังและความสามัคคี
ในส่วนของประเทศไทย การถ่ายภาพหมู่กลายเป็นธรรมเนียมที่แพร่หลายในสมัยรัชกาลที่ 6 เนื่องจากยุคดังกล่าว เริ่มมีการเปิดโรงเรียน ตลอดจนหน่วยงานราชการมากขึ้น จึงทำให้เกิดธรรมเนียมการถ่ายภาพหมู่ เพื่อเป็นที่ระลึกในการเรียนจบหรือการเข้ารับราชการ

การถ่ายภาพหมู่ครอบครัว ความหมายเชิงจิตวิทยาที่ซ่อนอยู่
หนึ่งในการถ่ายภาพหมู่ และกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมายาวนาน นั่นคือ การถ่ายภาพหมู่ครอบครัว โดยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นใน “โอกาสพิเศษ” เมื่อสมาชิกครอบครัวมารวมตัวพร้อมหน้า การถ่ายภาพหมู่ครอบครัว จึงเป็นเสมือนกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ของการรวมตัว และการแสดงสายสัมพันธ์อันดีงาม ตลอดจนเป็นการ “บันทึก” ช่วงเวลาอันน่าจดจำ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในงานรื่นเริงก็ดี หรืองานแสดงความอาลัยก็ดี ทั้งหมดล้วนเป็นเครื่องมือที่ช่วยบันทึกเหตุการณ์สำคัญของครอบครัวเอาไว้นั่นเอง
ทว่าหากลงลึกไปในรายละเอียด กิจกรรมการถ่ายภาพหมู่ครอบครัว ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความสวยงามของภาพที่ออกมาเท่านั้น แต่ยังซ่อนความหมายเชิงจิตวิทยา และสัญลักษณ์ทางสายสัมพันธ์เอาไว้ เช่น
- ผู้ที่อยู่กึ่งกลางภาพ มักเป็นตำแหน่งของ "ศูนย์กลางความรัก" หรือเป็นผู้ที่มีความอาวุโสสูงสุด เช่น ปู่ย่าตายาย หรือพ่อแม่ เพื่อแสดงถึงความเป็นรากฐานและเสาหลักของบ้าน
- หากลูกหลานยืนล้อมรอบผู้ใหญ่อยู่ตรงกลาง สื่อได้ถึงการดูแลเอาใจใส่ ความกตัญญู และความสามัคคีที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
- กรณีลูกอยู่ตรงกลางของภาพ หรืออยู่ตรงกลางระหว่างพ่อแม่ สื่อถึงการปกป้อง คุ้มครอง และความรักที่หล่อหลอมรวมกัน
- การจัดให้คนยืนสูง-ต่ำลดหลั่นกันเป็นรูปสามเหลี่ยม เช่น พ่อแม่ยืน ลูกนั่ง สื่อถึงความมั่นคงและความสมดุลในครอบครัว
- การลดช่องว่างระหว่างบุคคล สื่อถึงความสนิทสนม หากมีที่ว่างมากเกินไป จะทำให้ภาพดูห่างเหินและขาดอารมณ์ร่วม
- การสัมผัสกัน เช่น การจับไหล่ หรือการโอบ สื่อถึงความรู้สึกปลอดภัย การยอมรับ และการช่วยเหลือกันและกันภายในครอบครัว
- ตำแหน่งการยืนของคนในภาพ สะท้อนบุคลิกของคน ๆ นั้น เช่น คนที่เลือกจะยืนด้านหน้า มักเป็นคนที่มีความมั่นใจ กล้าแสดงออก หรือต้องการเป็นที่ยอมรับ ในขณะที่ผู้ที่เลือกยืนด้านหลัง สื่อถึงนิสัยที่ชอบดูแลอยู่ห่างๆ เป็นผู้สนับสนุน หรือมักเป็นคนที่ระวังตัว

ข้อแนะนำหลักการถ่ายภาพหมู่ครอบครัว
ไม่ใช่แค่การเรียกให้สมาชิกทุกคนมายืนรวมกันแล้วกดชัตเตอร์ ทว่าการถ่ายภาพหมู่ครอบครัวที่ดี ยังนำมาซึ่งการสร้างสมดุลระหว่างความสวยงามทางศิลปะ รวมถึงยังสัมผัสได้ถึงอารมณ์ความรู้สึกของภาพนั้นด้วย มีเรื่องไหนบ้างที่คุณควรรู้ เมื่อถึงเวลาต้องถ่ายภาพหมู่ครอบครัว
- ควรจัดวางตำแหน่งบุคคลให้ดูเป็นธรรมชาติ พยายามจัดกลุ่มให้คนสูงสุดอยู่ตรงกลาง และลาดลงด้านข้างเป็นรูปสามเหลี่ยม จะช่วยให้ภาพดูสมดุลและมั่นคง
- หลีกเลี่ยงแสงแดดจ้า ควรเลือกแสงธรรมชาติช่วงเช้าหรือเย็น หากถ่ายภาพในอาคาร ควรเลือกจุดที่ใกล้หน้าต่าง
- ฉากหลังควรเรียบง่าย อย่าให้พื้นหลังแย่งความสนใจไปจากคนในครอบครัว หรืออาจใช้สวนสีเขียว หรือมุมโปรดในบ้านที่ดูสะอาดตา
- ควรให้สมาชิกยืนใกล้กัน หรือมีการสัมผัสกันเบา ๆ เช่น จับไหล่ หรือกอดเอว ช่างภาพอาจจะชวนคุยเพื่อให้ได้รอยยิ้มที่เป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ การถ่ายภาพจังหวะเผลอ หรือการ Candid ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทำให้ภาพดูมีชีวิตชีวา เนื่องจากภาพที่สมาชิกหัวเราะด้วยกันโดยไม่ได้มองกล้อง สามารถสื่อถึงความอบอุ่นได้มากกว่าภาพที่ตั้งใจโพส

การถ่ายภาพหมู่ครอบครัว เสมือนการบันทึกห้วงเวลาสำคัญของครอบครัว สร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง บางครั้งการยืนใกล้ชิดกัน กลับช่วยสร้างบรรยากาศและความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นได้ โดยไม่ต้องใช้คำพูดใด ๆ เลยก็ตาม
อ่านบทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ









