จากกรณี หลังคนใกล้ตัว “จา พนม ยีรัมย์” หรือ “โทนี่ จา” ได้ออกมาเปิดเผยว่า “จา พนม” ตรวจพบว่าป่วยเป็นโรคมะเร็งในถุงน้ำดี ระยะที่ 3 เกือบ 4 โดย มิ.ย. นี้ ก็จะครบ 2 ปีที่เป็นโรคนี้แล้ว เราจึงพาไปรู้จักกับโรคมะเร็งท่อน้ำดี” เกิดจากอะไร? อาการแบบไหนต้องรีบพบแพทย์ เพื่อสังเกตตัวเองจะได้รักษาอย่างทันท่วงที รวมถึงวิธีปฏิบัติตัวเพื่อห่างไกลจาก “มะเร็งท่อน้ำดี”

โรค “มะเร็งท่อน้ำดี” คืออะไร?
มะเร็งถุงน้ำดี (Gallbladder Cancer) คือ การเกิดเนื้องอกชนิดร้าย หรือมะเร็งภายในเนื้อเยื่อถุงน้ำดี ที่อยู่ใต้ตับ บริเวณชายโครงด้านขวา จะสังเกตได้ว่าผู้ป่วยโรคมะเร็งถุงน้ำดี มักจะมีอาการเจ็บท้องด้านขวา และโรคนี้มักจะไม่ออกอาการในระยะแรก ๆ การวินิจฉัยจึงทำได้ยาก และหากตรวจพบว่าเป็นมะเร็งถุงน้ำดีมีการลุกลามไปยังส่วนอื่น ๆ ประสิทธิภาพในการรักษาก็จะต่ำลง จึงทำให้อัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งถุงน้ำดีต่ำมากเช่นกัน ทั้งนี้ พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอายุ 40 ปีขึ้นไป

สาเหตุการเกิด “โรคมะเร็งท่อน้ำดี”
อาการท่อน้ำดีอักเสบเรื้อรัง
อาการอักเสบเรื้อรังเป็นเวลานานเป็นพื้นฐานการเกิดโรคมะเร็งท่อน้ำดีเพราะโรคที่มีการตรวจพบและมีความเกี่ยวข้องกับมะเร็งท่อน้ำดีจะทำให้เกิดอาการท่อน้ำดีอักเสบเรื้อรัง
นิ่วในท่อน้ำดีหรือถุงน้ำดี
20% – 57% ของผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีจะเป็นนิ่วในท่อน้ำดีหรือในถุงน้ำดี ดังนั้นจึงเห็นว่าการอักเสบเรื้อรังของถุงน้ำดี และท่อน้ำดีเป็นปัจจัยทำให้เกิดโรคมะเร็ง
ท่อน้ำดีผิดรูปร่าง (อาการท่อน้ำดีขยายมาตั้งแต่เกิด)
การมีซีสต์ในท่อน้ำดีมาตั้งแต่เกิดทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์มะเร็งได้ง่าย เมื่อการไหลเวียนของท่อตับอ่อนและท่อน้ำดีผิดปกติ ของเหลวจากตับอ่อนจะไหลย้อนเข้าไปในท่อน้ำดี ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบริเวณเยื่อบุผิวท่อน้ำดี เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์มะเร็ง
โรคพยาธิใบไม้ตับ (Chinese liver fluke)
เนื่องจากการกินปลาดิบจะทำให้เกิดโรคพยาธิใบไม้ตับและเกิดการติดเชื้อที่ทางเดินน้ำดี ภาวะคั่งของน้ำดี เกิดพังผืดรอบท่อน้ำดีและท่อน้ำดีงอกขยายขึ้น เป็นต้น จึงเป็นหนึ่งในสาเหตุการเกิดโรคมะเร็งท่อน้ำดี

อาการของมะเร็งท่อน้ำดี
โดยส่วนใหญ่มะเร็งท่อน้ำดีในระยะเริ่มแรกมักไม่มีอาการ แต่เมื่อโรคลุกลามมากแล้วอาจมีอาการแสดงได้ เช่น
- อาการตัวเหลืองตาเหลืองซึ่งเกิดจากการอุดตันของท่อน้ำดี
- มีอาการไม่สบายในท้อง อึดอัด แน่นท้อง
- ปวดท้องส่วนบนบริเวณใต้ชายโครงขวา อาจมีอาการปวดหลังและไหล่ร่วมด้วย
- มีไข้ ไม่ทราบสาเหตุ
- คันบริเวณผิวหนังทั่วร่างกาย
- อุจจาระมีสีซีดและปัสสาวะมีสีเข้ม
- เหนื่อย อ่อนเพลีย
- เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลดลง
- คลื่นไส้ อาเจียน
- คลำหน้าท้องพบตับโต

วิธีการตรวจวินิจฉัยมะเร็งท่อน้ำดี
- การตรวจทางห้องปฏิบัติการ : ตรวจความผิดปกติของการทำงานของตับ
- การตรวจอัลตราซาวด์ตับและช่องท้องส่วนบน
- การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ CT Scan หรือ เอกซเรย์แม่เหล็ก (MRI + MRCP) : สามารถแสดงให้เห็นการขยายของท่อน้ำดี ตำแหน่งและขอบเขตที่ทางเดินน้ำดีถูกอุดตันอย่างค่อนข้างชัดเจน อีกทั้งสามารถแสดงลักษณะการเปลี่ยนแปลงของกายวิภาคของท่อน้ำดีและก้อนเนื้องอกอย่างแม่นยำ
- การตรวจ ERCP : จะสามารถเข้าใจสภาพทั้งหมดของทางเดินน้ำดี ทั้งยังสามารถเก็บน้ำดีและเซลล์ที่มะเร็งท่อน้ำดีปล่อยออกมาได้โดยตรง

ระยะโรคมะเร็งถุงน้ำดี
ระยะที่ 1 มะเร็งจะอยู่ภายในถุงน้ำดี และไม่แพร่กระจาย หากได้รับการผ่าตัด จะทำให้มีโอกาสหายขาดได้สูง
ระยะที่ 2 มะเร็งจะเริ่มลุกลามออกทางผนังชั้นนอกของถุงน้ำดี แต่ไม่ถึงตับ
ระยะที่ 3 มะเร็งจะลุกลามไปยังอวัยวะใกล้เคียง เช่น ต่อมน้ำเหลือง และตับ
ระยะที่ 4 มะเร็งจะลุกลามแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ ทั่วร่างกาย

การรักษาโรคมะเร็งท่อน้ำดี
การรักษาโรคมะเร็งท่อน้ำดีแพทย์จะพิจารณาถึงปัจจัยต่าง ๆ เช่น ขนาด ตำแหน่ง และลักษณะของเซลล์มะเร็ง ระยะโรคและการกระจายของมะเร็ง สุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย เพื่อวางแผนการรักษาที่ดี และเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย
การผ่าตัด เป็นการรักษาหลักของโรคมะเร็งท่อน้ำดี
- การผ่าตัดเนื้องอก เป็นวิธีการรักษามาตรฐานที่ได้ผลดีและเพิ่มอัตรารอดชีวิตของผู้ป่วยได้
- การผ่าตัดระบายท่อน้ำดี ในผู้ป่วยที่คาดว่าสามารถผ่าตัดเนื้องอกได้แต่ในขณะที่ผ่าตัดพบว่าระยะโรคไม่สามารถผ่าตัดออกได้ ควรได้รับการผ่าตัดระบายท่อน้ำดีเพื่อรักษาอาการคันและตัวเหลืองตาเหลือง
- การส่องกล้องตรวจรักษาท่อทางเดินน้ำดีและตับอ่อน (endoscopic retrograde cholangiopancreatography: ERCP) ใช้ในกรณีที่ไม่สามารถผ่าตัดเนื้องอกออกได้หรือผู้ป่วยไม่สามารถเข้ารับการผ่าตัดได้
- เคมีบำบัด/รังสีรักษา ใช้ในกรณีที่ไม่สามารถผ่าตัดเอามะเร็งออกได้หมด หรือใช้ในการรักษาหลังผ่าตัดเพื่อเพิ่มโอกาสการหายขาด

การป้องกันโรคมะเร็งถุงน้ำดี
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารจำพวกผักผลไม้ และธัญพืช เช่น บีทรูท และพริกหยวก
- ควรหลีกเลี่ยงรับประทานอาหารบางชนิด เช่น ถั่วแขก และผักชี เพราะจะไป รบกวนการทำงานของยารักษาโรคมะเร็ง
- ควบคุมน้ำหนัก ไม่ให้น้ำหนักตัวเยอะเกินไป
- เลิกพฤติกรรมสูบบุหรี่ และไม่อยู่ในแวดล้อมที่มีควันจากการเผาไหม้
หากเป็นโรคมะเร็งถุงน้ำดีในระยะที่มีการลุกลามไปยังอวัยวะอื่น ๆ จะมีโอกาสในการใช้ชีวิตได้มากกว่า 5 ปี นั้น ถือว่าน้อย ผู้ป่วยในระยะสุดท้ายอาจมีชีวิตรอดได้มากสุดเพียง 1 ปี เป็นเรื่องที่น่าเศร้าหากเกิดโรคนี้บุคคลรอบข้าง ปัจจุบันอัตราการเกิดโรคมะเร็งถุงน้ำดีจะค่อนข้างต่ำ แต่ในระยะไม่นานมานี้พบว่ามีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะเพศหญิงที่มีความเสี่ยงมากกว่าเพศชาย อีกทั้งยังหาสาเหตุในการเกิดโรคยังไม่ชัดเจน และโรคมะเร็งถุงน้ำดีมีความสัมพันธ์กับการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
แหล่งข้อมูลอ้างอิง : โรงพยาบาลเพชรเวช, โรงพยาบาลพญาไท, โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech



















