ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครนคุกรุ่นยาวนานนับทศวรรษ แต่เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 สิ่งนี้ได้ปะทุขึ้นเป็น ‘สงครามรัสเซีย-ยูเครน’ ที่เปลี่ยนเกมการเมืองโลกและยุโรปไปโดยสิ้นเชิง
แม้ในช่วงเริ่มต้นจะมีการประเมินว่า ยูเครนอาจต้านทานรัสเซียไม่ไหว – เมื่อพิจารณาจากขนาดกองทัพและแสนยานุภาพ – แต่สงครามรัสเซีย-ยูเครน (Russia-Ukraine War) ก็ดำเนินมาถึงปีที่ 4 แล้ว ซึ่งกินเวลานานกว่า ‘มหาสงครามของผู้รักชาติ (Great Patriotic War)’ ต่อต้านนาซีของสหภาพโซเวียตช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หากนับรวมเหตุการณ์รัสเซียผนวกไครเมีย (Russian annexation to Crimea) ด้วย ความขัดแย้งและการสู้รบระหว่างรัสเซียกับยูเครนก็อยู่ในปีที่ 12 แล้ว
สงครามรัสเซีย-ยูเครนอาจรู้จักกันในชื่อ ‘การรุกรานเต็มรูปแบบโดยรัสเซีย (Russia’s full-scale invasion)’ ขณะที่เครมลินใช้คำว่า ‘ปฏิบัติการพิเศษทางการทหาร (special military operation)’ แต่ไม่ว่าจะเรียกอย่างไร สงครามครั้งนี้ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงและผลกระทบไปทั้งยุโรปและทั่วโลก เชื่อว่าจนถึงตอนนี้ หลายคนอาจจะยังสงสัยถึงสาเหตุที่เกิดการสู้รบขนาดใหญ่เช่นนี้ได้ แม้โลกจะอยู่ในศตวรรษที่ 21 แล้วก็ตาม

‘NATO’ 1 ในฉนวนสงครามรัสเซีย-ยูเครน ?
หากมองลักษณะทางภูมิศาสตร์ทั่วไป ยูเครนเป็นส่วนหนึ่งของที่ราบยุโรปตะวันออก และไม่มีภูเขาสูงชันหรือแม่น้ำสายเชี่ยวมากนัก เหมาะแก่การปลูกธัญพืชต่าง ๆ ทั้งข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโพด และเมล็ดดอกทานตะวัน จนกลายเป็นแหล่งส่งออกธัญพืชสำคัญของโลก แต่เมื่อมองในแง่ภูมิรัฐศาสตร์ ยูเครนยังคงเป็น “กันชน” กลาย ๆ ระหว่างรัสเซียกับประเทศสมาชิก NATO – หรือองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ ซึ่งก่อตั้งขึ้นช่วงสงครามเย็นเพื่อต่อสู้อิทธิพลคอมมิวนิสต์และ “ภัย” จากสหภาพโซเวียต ณ ขณะนั้น
ภายหลัง “ม่านเหล็ก” อย่างสหภาพโซเวียตล่มสลายไปเมื่อปี 2534 อดีตประเทศโซเวียตหลายประเทศก็ทยอยเข้าสู่สมาชิก NATO ส่วนยูเครนเองก็ต้องการเข้าร่วม NATO – รวมไปถึงสหภาพยุโรป – เพื่อหนีห่างจากภาพลักษณ์ความเป็นโซเวียต/รัสเซีย พร้อมเสริมสร้างความสามารถในการปกป้องตัวเอง (self-defense) ระหว่างการประชุมสุดยอด NATO เมื่อปี 2551 สหรัฐฯ สนับสนุนให้ยูเครนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในองค์การฯ นี้ แต่ฝั่งรัสเซียที่เข้าไปสังเกตการณ์การประชุมสุดยอดนั้นกลับไม่เห็นด้วย
หากย้อนดูประวัติศาสตร์ ดินแดนรัสเซียเคยถูกจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 หรือแม้แต่กองทัพนาซีรุกรานจากด้านทิศตะวันตกของรัสเซีย – หรือที่ราบยุโรปตะวันออกและเหนือ – อีกทั้งอดีตประเทศโซเวียต 3 ประเทศที่มีพรมแดนติดกับรัสเซีย ได้แก่ เอสโทเนีย ลัตเวีย และลิทัวเนีย ก็เข้าร่วม NATO ไปแล้ว รัสเซียจึงมองว่า หากยูเครนเข้าร่วม NATO อีกหนึ่งประเทศ จะนับเป็น “ภัยคุกคาม” โดยตรงจากมหาอำนาจตะวันตกต่อความมั่นคงรัสเซียทันที เท่ากับว่า ความปรารถนาที่จะเข้าร่วม NATO ของยูเครนต้องดับหายไป
นับตั้งแต่สงครามรัสเซีย-ยูเครนปะทุขึ้น ก็มีความพยายามให้ยูเครนเข้าร่วม NATO แต่ช่วงเดือนธันวาคม 2568 ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี (Volodymyr Zelenskyy) ได้แสดงความ “ประนีประนอม” ที่จะไม่เข้าเป็นสมาชิก NATO เพื่อแลกกับการการันตีการสนับสนุนจากพันธมิตรตะวันตก อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ระหว่างยูเครนกับรัสเซีย ได้ทำให้ฟินแลนด์และสวีเดนยกเลิกนโยบาย ‘วางตัวเป็นกลาง (neutrality policy)’ และเข้าร่วม NATO ระหว่างปี 2566-2567 นับเป็นผลกระทบสำคัญข้อหนึ่งจากสงครามในครั้งนี้

‘ดอนบาส’ สนามรบสำคัญในสงครามรัสเซีย-ยูเครน
อย่างที่กล่าวไปตอนต้น เหตุการณ์รัสเซียผนวกไครเมียถือเป็นจุดเริ่มต้นกลาย ๆ ของสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปัจจุบัน แต่พื้นที่สำคัญของการสู้รบในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาอยู่ในภูมิภาคดอนบาส (Donbas) ทางด้านตะวันออกของยูเครน ประกอบด้วยจังหวัดใหญ่ 2 จังหวัดอย่างดอนเนสก์ (Donetsk) และลูฮานสก์ (Luhansk) ดอนบาสมีพื้นที่เพาะปลูกอุดมสมบูรณ์ แม่น้ำสายสำคัญ ๆ และพื้นที่ชายฝั่งติดกับทะเลอาซอฟ (Sea of Azov) อีกทั้งเคยเป็นแหล่งเหมืองถ่านหิน โรงถลุงเหล็ก และอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในสมัยโซเวียต
เมื่อมองในเชิงวัฒนธรรม ผู้คนในภูมิภาคดอนบาสมีความผูกพันอย่างมากกับรัสเซีย และยังคงสืบทอดวิถีชีวิตกับประเพณีต่าง ๆ ของรัสเซียในระดับ “เข้มข้น” คนในพื้นที่เองก็ใช้ภาษารัสเซียเป็นภาษาแม่เกินร้อยละ 90 ส่วนประชาชนบางคนนั้นรู้สึก “ห่างเหิน” กับรัฐบาลในกรุงเคียฟ บริบทเช่นนี้เองที่เปิดทางให้รัฐบาลจากมอสโกเข้ามาสร้างอิทธิพลในดอนบาสได้ ปี 2557 – ซึ่งเป็นปีเดียวกับการยึดครองไครเมีย – จึงเริ่มมีการต่อสู้ระหว่างกลุ่มแบ่งแยกดินแดนกับกองทัพยูเครนในภูมิภาคดังกล่าว และทวีความรุนแรงขึ้นจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนเต็มรูปแบบในปัจจุบัน จนถึงขณะนี้ รัสเซียยังคงยึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของดอนบาสไว้ได้

ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดีมีร์ ปูติน (Vladimir Putin) เคยกล่าวไว้ว่า ประชาชนในดอนบาสต้องปกป้องตัวเองจากการที่รัฐบาลกรุงเคียฟพยายาม “บีบบังคับ” ให้พวกเขาทิ้งรากวัฒนธรรมและภาษารัสเซีย ซึ่งสืบทอดกันมานับร้อยปี อีกทั้งเขายังเคยอ้างโดยไม่มีหลักฐานว่า เคียฟกำลังก่อการ “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” คนนับล้านในดอนบาส ขณะที่โวโลดีมีร์ เซเลนสกีได้กล่าวว่า หากยูเครนยกดินแดนที่รัสเซียยึดครองอยู่เพื่อแลกกับการยุติสงคราม จะทำให้พื้นที่ตอนกลางของประเทศอ่อนแอต่อการรุกคืบของรัสเซียขึ้น อีกทั้งการประนีประนอมเช่นนี้จะขัดต่อรัฐธรรมนูญ และเจตจำนงของคนยูเครนส่วนใหญ่ด้วยเช่นกัน

จุดที่ยังไม่จบของสงครามรัสเซีย-ยูเครน
สงครามรัสเซีย-ยูเครนเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสูญเสียมากที่สุดครั้งหนึ่งในยุโรป เมื่อกลางเดือนมกราคม 2569 สถาบัน CSIS ประเมินว่า กองกำลังยูเครนราว 500,000-600,000 คนได้บาดเจ็บ สูญหาย หรือเสียชีวิตจากสงครามครั้งนี้ ขณะที่ฝั่งกองกำลังรัสเซียนั้น มีผู้บาดเจ็บ สูญหาย หรือเสียชีวิตเกือบ 1.2 ล้านคน ทั้งนี้ นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2565 รัสเซียได้ยึดครองดินแดนในยูเครนแล้วกว่า 75,000 ตร.กม. และหากรวมกับพื้นที่ที่ยึดครองได้ก่อนหน้านั้น รัสเซียสามารถควบคุมดินแดนยูเครนประมาณ 120,000 ตร.กม. หรือ 1 ใน 5 ของยูเครน
เมื่อพูดถึงความเสียหายของประชาชนยูเครน ประชากรราว 1 ใน 4 ของประเทศจำต้องทิ้งเคหสถานของตัวเอง เพื่อหาที่หลบภัยทั้งในและนอกประเทศ บ้านเรือนกว่า 2.5 หลังได้รับความเสียหายหรือถูกทำลายลงจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ชาวยูเครนจำนวนไม่น้อยที่ยังอาศัยอยู่ในประเทศ ประสบความยากลำบากต่าง ๆ โดยเฉพาะความเหน็บหนาวที่อาจอันตรายต่อชีวิตได้ UNHCR เคยคาดการณ์ว่า คนในยูเครนราว 12.7 ล้านคนต้องการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในปี 2568 นอกจากนี้ สงครามรัสเซีย-ยูเครนยังกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานไปทั่วโลก ทั้งธัญพืชต่าง ๆ ที่ยูเครนผลิตและส่งออกได้น้อยลง ไปจนถึงราคาพลังงานและเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้น

แม้จะดำเนินมา 4 ปีแล้ว และมีความพยายามเจรจาต่าง ๆ แต่สงครามรัสเซีย-ยูเครนก็ยังไม่มีสัญญาณที่จะยุติลงในเร็ววันนี้ ล่าสุด ช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ยูเครน รัสเซีย และสหรัฐฯ ได้จัดการประชุม 3 ฝ่าย ณ นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อหาทางยุติสงคราม แต่ก็เป็นอีกครั้งที่คู่ขัดแย้งทั้ง 2 ไม่สามารถหาข้อสรุปได้ สาเหตุหลักที่ทำให้การเจรจา “ล่ม” คือข้อเรียกร้องของรัสเซียที่อยากให้ยูเครนสละดินแดนภูมิภาคดอนบาส และความต้องการของยูเครนที่อยากให้รัสเซียถอนกำลังออกจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาโปริเซีย (Zaporizhzhia Nuclear Power Plant) – ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป - และให้สหรัฐฯ เข้ามาดูแลร่วมกับยูเครน
สงครามรัสเซีย-ยูเครนยังคงดำเนินและเปลี่ยนกฎเกณฑ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกต่อไป เมื่อพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ CSIS ระบุว่า สงครามครั้งนี้อาจเป็น ‘สงครามที่ไร้จุดจบ (forever war)’ และยืดเยื้อออกไปเรื่อย ๆ โดยที่ไม่สามารถหาทางออกทางการทูตได้ อย่างไรก็ดี ไม่ว่าสงครามหรือการสู้รบจะเกิดที่ไหน เมื่อไหร่ และเพราะอะไร ผู้ที่สูญเสียมากที่สุดคือ ‘พลเรือน’ ผู้ต้องการสันติภาพ ความมั่นคง และความปกติสุขในชีวิตเพียงเท่านั้น
ติดตามรายการ ‘FLASHPOINT จุดร้อนโลก’ ได้ทุกวันพุธ เวลา 21:30 น. ทางไทยพีบีเอส ช่องหมายเลข 3 และชมย้อนหลังทาง: www.thaipbs.or.th/FlashPoint

อ้างอิง
- 5 Things You Should Know About the War in Ukraine, UNHCR [February 13, 2025]
- 'Difficult' Russia-Ukraine peace talks end without breakthrough, BBC [February 19, 2026]
- Donbas: The object of Putin’s desire and the crux of the war in Ukraine, CNN [August 18, 2025]
- Russia’s Grinding War in Ukraine, CSIS [January 27, 2026]
- Russia’s War in Ukraine: The Next Chapter, CSIS [September 30, 2025]
- War in Ukraine, CFR Global Conflict Tracker [December 16, 2025]
ภาพปก: Donbas Special Forces Battalion of the Ukrainian National Guard/AFP, Bulent Kilic/AFP, Jamie McCarthy/Getty Images via AFP & Maxim Shipenkov/POOL/AFP









