ทำไมภูมิภาคตะวันออกกลางถึงไม่เกิดความสงบ ?


ประวัติศาสตร์

คมสัน ประมูลมาก

แชร์

ทำไมภูมิภาคตะวันออกกลางถึงไม่เกิดความสงบ ?

https://www.thaipbs.or.th/now/content/3732

ทำไมภูมิภาคตะวันออกกลางถึงไม่เกิดความสงบ ?

สถานการณ์ความรุนแรงจากเหตุการณ์การสู้รบระหว่าง สหรัฐอเมริกา-อิสราเอล-อิหร่าน ในตะวันออกกลางกลายเป็นสถานการณ์ระดับโลกที่หลายฝ่ายต่างจับตามองอย่างใกล้ชิด และเฝ้าหวังภาวนาให้ความสงบเกิดขึ้นได้ในเร็ววัน ลดความสูญเสียที่เกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เราหวนมองย้อนกลับไปในอดีตแล้วเกิดความสงสัยว่า ทำไมช่วงเวลาไม่ถึง 50 ปี ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ถึงมีสถานการณ์ความไม่สงบขึ้นบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็น สงครามอิรัก-อิหร่าน สงครามอ่าวเปอร์เซีย สงครามกลางเมืองซีเรีย หรือความสงบในตะวันออกกลางจะไม่สามารถเกิดขึ้นจริงได้

เถ้าสงคราม ร่องรอยประวัติศาสตร์ตะวันออกกลาง

ตะวันออกกลาง เปรียบเสมือนหัวใจของโลกมาอย่างช้านาน ทั้งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ศาสนา และทรัพยากร ทว่าภายใต้ความรุ่งเรืองและอารยธรรมที่เก่าแก่ ดินแดนแห่งนี้กลับถูกปกคลุมด้วยกลุ่มควันแห่งสงครามมาอย่างช้านาน ในรายการ Back To Basics ตอน ไขปริศนา "ตะวันออกกลาง" สงครามไม่รู้จบ ? อ. อนุชา เกียรติธารัย นักวิชาการอิสระด้านการเมืองอิหร่านและกลุ่มพันธมิตรติดอาวุธ และ อาจารย์พิเศษวิชาการเมืองตะวันออกกลาง มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้อธิบายให้เห็นถึง รากเหง้าของความขัดแย้งที่ยาวนานนับพันปีในภูมิภาคตะวันออกกลาง

บันทึกทางประวัติศาสตร์ อารยธรรมเมโสโปเตเมีย  (Photo by KENZO TRIBOUILLARD_AFP)

เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีตน่าจะเป็นที่ทราบกันดีว่าแท้จริงแล้วรากเหง้าของความขัดแย้งไม่ว่าจะเป็นยุคใดมักจะย้อนกลับไปที่ เรื่องของการเมือง การแย่งชิงอำนาจ ตะวันออกกลางเป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมโบราณอย่างเมโสโปเตเมีย และยังตั้งอยู่ใกล้เคียงกับอารยธรรมอียิปต์ เมื่อมีหลายอารยธรรมและกลุ่มชนมารวมตัวกันอยู่ในพื้นที่เดียวกัน จึงทำให้เกิดการกระทบกระทั่งและปะทะกันมาอย่างยาวนานนับพันปี พื้นที่ตะวันออกกลาง เช่น อิรัก ซีเรีย จอร์แดน มักถูกใช้เป็น สนามรบของมหาอำนาจอย่างจักรวรรดิโรมันและเปอร์เซีย รวมถึงสงครามศาสนาอย่างสงครามครูเสด

นอกจากนี้ภูมิภาคตะวันออกกลางยังเป็นเส้นทางการค้าที่สำคัญมาตั้งแต่ในอดีต และเป็นเส้นทางลำเลียงสินค้าหลักของโลกมาจนถึงปัจจุบัน และเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ ของเหลวสีดำที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดในโลกอย่างน้ำมัน

จุดเปลี่ยนสำคัญในตะวันออกกลาง การล่มสลายของจักรวรรดิออตโตมัน

การล่มสลายของจักรวรรดิออตโตมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ถือได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เพราะมันเปิดทางให้มหาอำนาจชาติตะวันตกเข้ามาแทรกแซงและแบ่งปันผลประโยชน์ในภูมิภาคตะวันออกกลางในยุคล่าอาณานิคม ซึ่งสร้างรอยร้าวและปัญหาที่ซับซ้อนให้ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ

มัสยิดที่แสดงถึงสถาปัตยกรรมแบบออตโตมัน ณ กรุงโดฮา (Photo by Karim JAAFAR_AFP

รอยร้าวที่ยากจะประสานส่วนหนึ่งเกิดมาจากผลพวงจากยุคล่าอาณานิคมและการใช้นโยบายแบ่งแยกแล้วปกครอง (Divide and Rule) ของอังกฤษในช่วงที่จักรวรรดิออตโตมันกำลังอ่อนแอด้วยการไปให้คำมั่นสัญญาที่ขัดแย้งกันเองกับหลายฝ่าย เพื่อหวังผลให้แต่ละกลุ่มลุกฮือขึ้นต่อต้านจักรวรรดิออตโตมัน เช่น  สัญญากับผู้นำชาวอาหรับว่าจะให้เอกราช สัญญากับราชวงศ์ซาอุดีอาระเบียว่าจะให้เป็นใหญ่ในภูมิภาค สัญญากับชาวยิวว่าจะยอมรับให้ดินแดนปาเลสไตน์เป็นดินแดนแห่งรัฐชาติของชาวยิว จะเห็นได้ว่าข้อตกลงดังกล่าวมีผลสืบเนื่องมายังปัจจุบันแทบทั้งสิ้น

เมื่อสงครามสิ้นสุดลง ชาติตะวันตกกลับไม่ทำตามสัญญาอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ และหันมาแบ่งเค้กผลประโยชน์กันเองระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส ทำให้กลุ่มต่างๆ ในพื้นที่เกิดความขัดแย้งกันเองจากการถูกหักหลังและผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัว เป็นที่มาของการเกิดขึ้นของกลุ่มติดอาวุธ ซึ่งจุดประสงค์เริ่มแรกของกลุ่มเหล่านี้คือการลุกขึ้นสู้เพื่อต่อต้านการล่าอาณานิคมจากชาติตะวันตก ก่อนที่จะพัฒนากลายเป็นความขัดแย้งที่มีความรุนแรงและซับซ้อนอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน

สหรัฐอเมริกา อีกหนึ่งตัวแปรความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

แทบทุกครั้งที่เราได้ยินเรื่องสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง นอกจากชื่อของประเทศกลุ่มติดอาวุธกองกำลังต่าง ๆ เรามักจะได้ยินชื่อของสหรัฐอเมริกาเขามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเสมอตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แน่นอนว่ามันไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญแต่มันคือการขับเคลื่อนผ่านผลประโยชน์ทับซ้อนที่อยู่บนภูมิภาคแห่งนี้

รถถังของสหรัฐฯ ลาดตระเวนอยู่ใกล้โรงงานผลิตน้ำมัน (Photo by Delil SOULEIMAN_AFP)

ความมั่นคงทางพลังงานเป็นเหตุผลที่น่าจะมีความสำคัญมากที่สุด เพราะตะวันออกกลางเป็นแหล่งสำรองน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก สหรัฐอเมริกามองว่าการปล่อยให้ภูมิภาคนี้ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของฝั่งตรงข้าม จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจสหรัฐฯ รวมไปถึงความพยายามในการสกัดกั้นอิทธิพลของมหาอำนาจคู่แข่งอย่าง รัสเซีย จีน ที่พยายามจะเข้ามาสร้างพันธมิตรในภูมิภาคนี้ การคงฐานทัพและอิทธิพลทางการเมืองไว้จึงเป็นการคานอำนาจไม่ให้ขั้วตรงข้ามครองความได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์

โดยเฉพาะในยุคสมัยของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำที่ทั่วโลกต่างทราบกันดีว่ามีลักษณะคาดเดาได้ยาก อย่างสถานการณ์ที่ปะทุขึ้นทรัมป์ก็ได้ให้เหตุผลในการโจมตีอิหร่านว่าต้องการขจัดภัยคุกคามที่โหดเหี้ยม โดยหลังจากการโจมตีได้ไม่นานเขาได้แถลงปลุกระดมให้ชาวอิหร่านออกมายึดประเทศคืน บั่นทอนอำนาจของรัฐบาลอิหร่าน ด้วยบุคลิกที่สุดจะคาดเดาแบบนี้ ทำให้เราไม่อาจประเมินได้เลยว่าปัญหาความสงบในครั้งนี้จะไปจบลงที่ใด

สถานการณ์ความรุนแรงที่ยังไม่มีท่าทีที่จะสงบ (Photo by Atta Kenare_AFP)

จากข้อมูลทั้งหมดที่ได้กล่าวไปน่าจะพอทำให้เห็นภาพว่า เพราะเหตุใด ทำไมสงครามในตะวันออกกลางถึงไม่มีวันสิ้นสุดลงเสียที โดยเฉพาะสงคราม สหรัฐอเมริกา-อิสราเอล-อิหร่าน ที่กำลังเกิดขึ้น คืออีกหนึ่งของภาพสะท้อนความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์ที่ถูกถักทอด้วยความแค้นและการแย่งชิงอำนาจ ตราบใดที่โลกยังพึ่งพาน้ำมันและมหาอำนาจยังคงมองทุกอย่างเป็นเกมการเมืองและผลปรโยชน์ เปลวไฟแห่งสงครามย่อมยากจะดับลง และความสงบคงไม่มีวันเกิดขึ้น

ติดตามวิกฤติตะวันออกกลาง ความขัดแย้ง สหรัฐอเมริกา-อิหร่าน-อิสราเอล

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สงครามสงครามอิหร่าน-อิสราเอลตะวันออกกลาง
คมสัน ประมูลมาก

ผู้เขียน: คมสัน ประมูลมาก

นักดื่มกาแฟที่เขียนบทความได้นิดหน่อย

บทความ NOW แนะนำ