“โซลาร์เซลล์” ถูกพูดถึงในฐานะพลังงานสะอาดที่ช่วยประหยัดค่าไฟ ยิ่งในช่วงหน้าร้อน ถือเป็นพลังงานทางเลือกที่ได้รับความนิยม ประจวบเหมาะกับมาตรการลดหย่อนภาษีที่ออกมา ยิ่งทำให้โซลาร์เซลล์เป็นที่สนใจสำหรับใครหลายคน
Thai PBS อัปเดตเรื่องควรรู้ ประเด็นในแง่มุมต่าง ๆ เกี่ยวกับโซลาร์เซลล์ในปี 2569 นี้ ควรรู้อะไรบ้าง ? ใช้งานโซลาร์เซลล์อย่างไรจึงจะคุ้มค่าที่สุด
“โซลาร์เซลล์” มีกี่แบบ ?
โซลาร์เซลล์มักใช้งานในลักษณะของการทำเป็นโซลาร์ รูฟท็อป (Solat Rooftop) เป็นระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ติดตั้งบนหลังคา โดยใช้แผงเซลล์แสงอาทิตย์ (Solar Module) ที่ติดตั้งบนหลังคาที่พักอาศัยหรืออาคารต่าง ๆ รับพลังงานแสงเข้ามาเปลี่ยนเป็นไฟฟ้ากระแสตรง ก่อนส่งไปยังเครื่องแปลงไฟ (Inverter) เพื่อเปลี่ยนจากไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ แล้วนำพลังงานไฟฟ้าที่ได้ไปใช้งานต่อไป ถึงตอนนี้โซลาร์เซลล์แบบที่ติดตั้งบนหลังคามีการแบ่งเป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่
On Grid ระบบผลิตไฟฟ้าที่เชื่อมต่อไฟฟ้าจากการไฟฟ้า ต้องขออนุญาตก่อนติดตั้ง สามารถใช้แบตตารีร่วมได้ หากไฟไม่เพียงพอหรือไม่มีแบตตารีจะใช้ไฟจากการไฟฟ้า และสามารถขายไฟฟ้าคืนได้ ถือว่าได้รับความนิยมสูงสุดเนื่องจากมีต้นทุนต่ำและคืนทุนได้เร็ว
Off Grid ส่วนใหญ่เป็นการใช้แบตเตอรีที่ไม่เชื่อมกับการไฟฟ้าจึงไม่ต้องขออนุญาตกับหน่วยงานราชการ มักใช้ในพื้นที่ห่างไกลและมักใช้แบตเตอรีชนิด Deep Cycle ที่กักเก็บไฟฟ้าได้นานกว่า แต่มีราคาสูงกว่าและมีค่าบำรุงรักษาแบตเตอรีเพิ่มเติม
Hybrid เป็นระบบที่ต้องมีแบตเตอรี สามารถจ่ายพลังงานจากโซลาร์เซลล์พร้อมแบตเตอรีร่วมกับไฟฟ้าจากการไฟฟ้าได้เมื่อมีการใช้ไฟปริมาณมาก และกรณีเกิดไฟดับจะยังคงสามารถใช้ไฟฟ้าต่อได้ แต่มีต้นทุนสูง
“โซลาร์เซลล์” เลือกอย่างไรให้คุ้มค่า ?
ความคุ้มค่าของการติดตั้งโซลาร์เซลล์ต้องพิจารณาทั้งการใช้ไฟฟ้า ตำแหน่งการติดตั้งรวมถึงประเภทของโซลาร์เซลล์ หากมีการใช้ไฟฟ้ามากในช่วงกลางวัน มีปริมาณแสงแดดมาก ทำมุมเหมาะสม โซลาร์เซลล์จะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ แต่หากไม่ค่อยได้ใช้ไฟฟ้าช่วงกลางวัน อาจพิจารณาเพิ่มเติมแบตเตอรีเพื่อเก็บไฟฟ้ามาใช้ช่วงกลางคืนแต่ก็มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องของเครื่องใช้ไฟฟ้าหากมีการใช้ไฟฟ้ากำลังสูง อาจต้องมีการใช้อุปกรณ์อื่น ๆ เสริมเพื่ออายุการใช้งานที่มากขึ้น
การใช้โซลลาร์เซลล์ให้คุ้มค่าจึงต้องปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญอย่างละเอียดถี่ถ้วนโดยมีประเด็นหลัก ๆ ได้แก่ 1 รูปแบบการใช้ไฟฟ้า 2 เครื่องใช้ไฟฟ้าหลัก ๆ ภายในบ้านมีกำลังไฟเท่าไหร่ เพื่อนำมาคำนวนขนาดจำนวนแฝงโซลาร์เซลล์ที่เหมาะสม 3 ทิศทางและตำแหน่งการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์
จากนั้นจึงจะได้ต้นทุนการติดตั้งโซลลาร์เซลล์ทั้งหมดมาคำนวน ลบกับค่าไฟที่ประหยัดได้ต่อเดือน ก็จะสามารถรู้ได้ว่าโซลาร์เซลล์นั้นจะสามารถคืนทุนได้ในระยะเวลากี่ปี ทั้งนี้ ยังมีเรื่องของการลดหย่อนภาษี (มีผล 3 มีนาคม 2569 – 31 ธันวาคม 2571) ที่ช่วยคืนทุนทางอ้อมได้อีกด้วย

“โซลาร์เซลล์” ลดหย่อนภาษีอย่างไรให้คุ้มค่า
การติดตั้งโซลาร์เซลล์ถือเป็นการใช้พลังงานสะอาดจึงมีการผลักดันให้เกิดการส่งเสริมโดยรัฐบาล ผ่านร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พ.ศ. …
ถึงตอนนี้ได้มีราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระราชกฤษฎีกาออกตามประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 805) พ.ศ. 2569 ในส่วนของมาตรการลดหย่อนภาษีโซลลาร์เซลล์ให้มีผลบังคับใช้แล้ว โดยมีเงื่อนไขดังนี้
ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาท สามารถนำค่าใช้จ่ายสำหรับติดตั้งโซลาร์เซลล์ตามเงื่อนไขทั้งหมดมาเบิกได้ตามจริง สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท
สิทธิลดหย่อนภาษีครอบคลุมค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับโชลาร์เซลล์ ได้แก่ ค่าซื้ออุปกรณ์ + ค่าติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา ดาดฟ้า หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของอาคารที่อยู่อาศัย
มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 3 มีนาคม 2569 – 31 ธันวาคม 2571 ไม่มีผลบังคับใช้ย้อนหลัง ผู้ที่ติดตั้งไปแล้วไม่สามารถใช้สิทธิ์ได้ และสามารถใช้สิทธิได้ 1 คน ต่อ 1 ครั้ง 1 ระบบ (ทั้งนี้ในกฎหมายฉบับนี้ยังมีสิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับลงทุนซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือเครื่องจักรประหยัดไฟ 5 ดาวอีกด้วย ผู้ใช้สิทธิสามารถเลือกได้ 1 คน ต่อ 1 สิทธิเท่านั้น) ตลอดระยะเวลาของมาตรการ โดยให้สิทธิในปีที่เชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้าเท่านั้น
ต้องติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคา ดาดฟ้า หรือตัวอาคารที่อยู่อาศัย และเชื่อมต่อแบบ On Grid ต่อกับระบบไฟของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)
ต้องมีหลักฐานเป็น e-Tax Invoice หรือใบกำกับอิเล็กทรอลิกเท่านั้น
การประเมินความคุ้มค่าสำหรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์กับการลดหย่อนภาษีนั้นมีแนวทางการตัดสินใจเบื้องต้นง่าย ๆ ได้แก่ 1. เน้นการใช้ไฟฟ้าช่วงกลางวัน 2. มีรายได้มากกว่า 25,000 บาทต่อเดือน เพื่อสามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้ 3. ค่าไฟฟ้าอยู่ระหว่าง 2000 – 12,000 บาทต่อเดือน จะมีความคุ้มค่าในการลดหย่อนภาษี
“โซลาร์เซลล์” พลังงานสะอาดกับข้อกังวลหากยังไม่มีมาตรการรองรับ
เทรนด์การติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อประหยัดพลังงานกลายเป็นที่จับตา แต่หากไม่มีการควบคุมที่ดีพอ อาจเกิดปัญหาที่ปลายเหตุอันได้แก่ ขยะโซลาร์เซลล์ทำให้แม้ต้นทางจะเป็นพลังงานสะอาดแต่ปลายทางอาจเป็นการเพิ่มมลพิษที่รัฐบาลต้องเร่งจัดการเพื่อให้เกิดความยั่งยืนขึ้น
สถานการณ์โซลาร์เซลล์หรือการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในไทยนั้นมีการใช้งานอย่างหลากหลาย ทั้งแบบติดตั้งบนหลังคา โรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์ม รวมถึงโซลาร์ลอยน้ำ โดยการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาในภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้นเติบโตสูงที่สุด
โซลาร์เซลล์ตามพรบ.วัตถุอันตรายมีการกำหนดให้เป็นของเสียอันตราย เมื่อมีประสิทธิภาพต่ำกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ แต่หากยังมีประสิทธิภาพมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ จะมีแนวทางจัดการด้วยการบริจาคให้กับชุมชน โรงเรียน หรือพื้นที่ห่างไกล โดยมีกลไกทำหนังสือยินยอมไปยังหน่วยงานท้องถิ่นนั้น ๆ และมีกรมโรงงานอุตสาหกรรมพิจารณาในประเด็นการขนย้าย
ทว่าการจัดการโซลาร์เซลล์ที่หมดอายุส่วนใหญ่แล้วยังเป็นการฝังกลบในหลุมฝังกลมสำหรับของเสียอันตราย (Secure Landfill) หรืออีกช่องทางคือการเผาในเตาเผาเฉพาะทางเท่านั้น แนวทางปฏิบัติเหล่านี้มาจากปัญหาเรื่องการขาดเทคโนโลยี ขาดการบริหารจัดการที่เป็นระบบ และการรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลล์ยังคงมีต้นทุนที่สูงมาก
คณะวิจัยของ TDRI ชี้ว่าแผงโซลาร์ส่วนใหญ่มีอายุการใช้งานที่ 25-30 ปี และเมื่อประสิทธิภาพลดลงก็จำเป็นที่ต้องนำออกไป จึงคาดการณ์ได้ว่าประเทศไทยจะต้องจัดการขยะโซลาร์เซลล์ปีละ 18,700–28,900 ตันในปี พ.ศ. 2583 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 44,600–66,200 ตันต่อปี ในปีพ.ศ. 2593
การจัดการขยะโซลาร์เซลล์จึงเป็นสิ่งที่ต้องมีการจัดการ โดยเทคโนโลยีในหลายประเทศสามารถรีไซเคิลโซลาร์เซลล์ได้ดียิ่งขึ้นแล้ว หากมีการพัฒนาศักยภาพของประเทศไทยในด้านนี้ ก็จะมีส่วนช่วยให้เกิดความยั่งยืนของพลังงานสะอาดในระยะยาว
อ้างอิง
- พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 805) พ.ศ. 2569
- สถานการณ์ขยะโซลาร์เซลล์และแนวทางพัฒนานโยบายการจัดการแผงโซลาร์เซลล์หลังสิ้นอายุขัยของประเทศไทย








