เรียนรู้จิตวิทยาเรื่อง “ตุ๊กตา” และ “ของสะสม” ของมนุษย์ในแต่ละวัย


Insight

อธิเจต มงคลโสฬศ

แชร์

เรียนรู้จิตวิทยาเรื่อง “ตุ๊กตา” และ “ของสะสม” ของมนุษย์ในแต่ละวัย

https://www.thaipbs.or.th/now/content/3745

 เรียนรู้จิตวิทยาเรื่อง “ตุ๊กตา” และ “ของสะสม” ของมนุษย์ในแต่ละวัย

 

“พันช์คุง” ลิงน้อยจากญี่ปุ่นกลายเป็นกระแสทั่วโลกจากภาพน่ารักของลิงน้อยนอนกอดตุ๊กตาแม่ลิง ชวนให้สงสัย “ตุ๊กตา” กับสิ่งมีชีวิตมีความสัมพันธ์กันอย่างไร ?

Thai PBS รวบรวมเรื่องน่ารู้ของจิตวิทยาแห่งสิ่งของทางใจ “ตุ๊กตา” ในวัยเด็กสำคัญอย่างไร ? “ของเล่น” ทำงานอย่างไรกับมนุษย์ และพัฒนาสู่การเป็น “ของสะสม” ที่มีคุณค่าทางใจได้อย่างไร ?

ตุ๊กตาที่รัก ตัวแทนความรักแรกเริ่มของพ่อแม่

สิ่งของที่เด็ก ๆ รู้สึกผูกพันโดยมากแล้วคือสิ่งที่อยู่เคียงข้างและมักมอบความอบอุ่นให้เสมอ เมริษา ยอดมณฑป นักจิตวิทยา เจ้าเพจ ตามใจนักจิตวิทยา ได้บอกเล่าปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่ทำให้เด็กรู้สึกผูกพันกับสิ่งของต่าง ๆ ทั้งตุ๊กตา ผ้าห่ม รวมถึงหมอน ที่มักจะเป็นสิ่งที่อยู่ข้าง ๆ เสมอในวัยเด็ก โดยเผยว่า ตุ๊กตาเหล่านั้นไม่ได้ตุ๊กตาผ้าธรรมดา หากแต่คือ “ตัวแทนความรักจากพ่อแม่ที่มอบให้ในวัยเยาว์”

“สิ่งของเหล่านี้เป็นตัวแทนของแม่ จึงทำให้เด็ก ๆ รู้สึกปลอดภัยเมื่อแม่ไม่สามารถอยู่กับเขาบางเวลา เช่น เวลาที่นอน ถ้าเขามีสิ่งเหล่านี้ในอ้อมกอด ก็เหมือนมีแม่อยู่ใกล้ ๆ เขา”

สอดคล้องกับความเห็นของ โดนัลด์ วูดส์ วินนิคอตต์ นักจิตวิเคราะห์ชาวอังกฤษ ที่นิยามปรากฏการณ์ดังกล่าวผ่านคำว่า “วัตถุเปลี่ยนผ่าน (Transitional Object) ในการเรียก “ตุ๊กตาเก่าเก็บ ผ้าห่มและหมอนเน่า” เพราะสิ่งเหล่านี้ช่วยให้เด็กเปลี่ยนผ่านจากสถาวะเป็นหนึ่งเดียวกับแม่สู่การรับรู้ว่า “ตัวเอง” และ “แม่” คือคนละคนกัน

เมริษา เผยเพิ่มเติมว่า ตุ๊กตามีส่วนช่วยสอนให้เด็กมีความอ่อนโยน เห็นอกเห็นใจผู้อื่นได้จากการเล่นและเรียนรู้ เด็กมักจะกอดตุ๊กตาและพาไปทุกที่ พร้อมทั้งยังคุยเล่นและใช้จินตนาการ ตุ๊กตาจึงมีส่วนช่วยจำลองการใช้ชีวิต และสามารถสอนให้เด็ก ๆ เติบโตขึ้นได้ นอกจากนี้ ตุ๊กตาที่เก่าลงมักทำให้เด็กรู้สึกกลัวว่ามันจะถูกนำไปทิ้ง เด็ก ๆ จึงมักหาทางรักษาตุ๊กตาเหล่านั้นไว้ให้ได้นานที่สุด จนถึงวันที่เติบโตขึ้นได้โดยไม่ต้องมีตุ๊กตาเหล่านั้นอีกต่อไป

“สุดท้ายวันหนึ่งที่เด็ก ๆ โตเป็นผู้ใหญ่ พวกเขาอาจจะจำไม่ได้แล้วว่าตุ๊กตาตัวแรกของเขาหน้าตาเป็นอย่างไร แต่พวกเขาจะยังคงจดจำช่วงเวลาแห่งความอบอุ่นได้เสมอ ทั้งกลิ่นอายของวัยเยาว์ และสัมผัสแห่งรักจากพ่อแม่ และตุ๊กตาเพื่อนรักของเขา”

แต่การเติบโตไม่ใช่เรื่องง่าย ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “ตุ๊กตา - ของเล่น” กลายเป็นสิ่งของยอดนิยมในกลุ่มคนที่อายุมากขึ้น ทั้งวัยรุ่นรวมถึงวัยทำงาน เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ? ทำไมตุ๊กตายังคงอยู่กับคนในวัยที่อายุมากขึ้นด้วย ?

ตุ๊กตาตัวแทนความรักแรกเริ่มของพ่อแม่

“ตุ๊กตา – ของเล่น - ของสะสม” สิ่งของฮีลใจในวัยผู้ใหญ่

การสะสมของเล่นน่ารักอย่าง “อาร์ตทอย” กลายเป็นไลฟ์สไตล์ใหม่ของคนวัยทำงาน การห้อยตุ๊กตาประดับตามกระเป๋ากลายเป็นเทรนด์ที่พบเห็นได้ทั่วไป ชัยพร สิงห์ดี อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มองปรากฏการณ์การสะสมของเล่นน่ารักของคนหนุ่มสาวในยุคปัจจุบันคือเครื่องเยียวยาใจชั้นดีในโลกทุนนิยม การออกแบบที่ดูเป็นมิตรทำให้รู้สึกสบายใจ และรู้สึกเป็นเพื่อนกับเราได้ ขณะที่ในอีกมุมหนึ่งการห้อยตุ๊กตาก็ถือเป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์ที่หากของเหล่านั้นมีราคาสูง ก็แสดงออกถึงฐานะทางสังคมรวมถึงอัตลักษณ์ของตัวเองได้อีกด้วย

“ผมว่าตุ๊กตาพวกนี้มีหลายฟังก์ชั่น นอกจากความน่ารักที่มองเห็นแล้ว การได้สัมผัสของนุ่มนิ่ม หรือการมีความใกล้ชิด (intimacy) ต่อข้าวของ มันทำให้ช่วยเยียวยาความรู้สึกได้ และยังเป็นการสื่อสารทางอ้อมให้กับนักศึกษาที่ผมสอนด้วยว่า ผมไม่ใช่คนดุร้ายนะ ผมก็มีความน่ารัก เด็ก ๆ เข้ามาคุยกับผมได้หมด ปัจจุบัน พวกเราก็ใช้สิ่งเหล่านี้ในการสื่อสารอารมณ์และความต้องการผ่านอาร์ตทอยพวกนี้นั่นแหละ”

ขณะที่เทรนด์การห้อยตุ๊กตารวมถึงการสะสมสิ่งของต่าง ๆ นั้น ชัยพรมองถึงการแสดงออกทั้งฐานะทางสังคมและอัตลักษณ์ในตัวตน โดยมองว่าการสะสมสิ่งของต่าง ๆ ของมนุษย์เป็นสิ่งที่มีมาอย่างยาวนานแล้ว เพื่อแสดงออกถึงฐานะ จนถึงปัจจุบันเป้าหมายของการสะสมจึงอาจไม่ต่างกัน

“มนุษย์อยากแตกต่าง หรือพูดให้ลึกลงไป เราอยากเหนือกว่าคนอื่นอยู่แล้ว หากคุณไม่กล้าพูด คุณก็ให้ข้าวของพูดแทนสิ ฉะนั้น ของสะสมไม่ได้ให้แค่ความสุข แต่มันคือสิ่งแสดงว่าเราเหนือกว่าคนอื่น จะพูดหรือไม่พูด แต่อย่างน้อยคนใช้ก็รู้อยู่แก่ใจอยู่แล้ว”

ตุ๊กตาของสะสมถือเป็นเทรนด์ที่น่าจับตาและสะท้อนหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นในสังคม ทว่าหากการสะสมเกินพอดีก็มีแง่มุมที่ควรกังวลได้

“ของสะสม” ถึง “การสะสมของ” ด้านที่ควรระวัง

การผูกพันกับสิ่งของเกิดขึ้นได้ แต่หากมากเกินไปอาจเข้าข่ายของโรคชอบเก็บสะสมของ (Hoarding Disorder) โรคนี้ถูกเพิ่มเข้ามาในเกณฑ์วินิจฉัยโรคทางจิตเวช เมื่อปี พ.ศ. 2546 โดยสมาคมจิตเวชศาสตร์ในสหรัฐอเมริกา ได้ให้คำนิยายถึงโรคไว้ว่า “เป็นการเก็บสะสมสิ่งของที่ผู้อื่นมองว่าไม่มีค่าไว้มากเกินไป” นพ.กฤษดา ศิรามพุช แพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัย ให้รายละเอียดเกี่ยวกับโรคชอบสะสมของไว้ว่า สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกช่วงวัย แต่นักสะสมกับคนเป็นโรคชอบสะสมของ มีจุดที่แตกต่างกันอยู่

“นักสะสม เช่น คนชอบสะสมแสตมป์ กับคนที่เป็นโรคชอบเก็บสะสมของ มีความแตกต่างอยู่ที่อาการ คนที่เป็นโรคชอบเก็บสะสมของจะมีลักษณะย้ำคิดย้ำทำย้ำสะสม สะสมของที่ไม่มีราคา เช่น สะสมถุงพลาสติก ไปร้านสะดวกซื้อแล้วได้มาก็ไม่อยากทิ้ง ซื้อกาแฟได้แก้วแบบใช้แล้วทิ้งก็เก็บไว้ บางคนเก็บเฉพาะฝา บางคนเก็บหลอด”

สาเหตุและสถานการณ์ของโรคอาจใกล้ตัวกว่าที่คิด นพ.กฤษดา เผยว่ายังไม่มีการระบุชัด แต่ก็มีงานวิจัยที่พบว่ามีสาเหตุมาจากพันธุกรรมได้ ขณะที่ในบางกรณีโรคนี้เกิดร่วมกับโรคทางจิตเวชอื่น ๆ เช่น โรคซึมเศร้า โรคย้ำคิดย้ำทำ มีการประเมินกันว่า คนบนโลกนี้เป็นโรคนี้มากกว่า 1 ใน 50

“เราอาจมีคนใกล้ตัวป่วยเป็นโรคนี้ อาการที่สังเกตได้คือ การสะสมของเริ่มไม่เป็นระเบียบ รก ไม่ใช่ลักษณะของนักสะสม เก็บของแบบไม่ระวัง เก็บสะสมของอันตราย อาจจะเหยียบแล้วทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ มีอารมณ์ร่วมกับของชิ้นนั้น ขาดของสิ่งนั้นไม่ได้ ทิ้งไม่ได้ เหล่านี้คือสัญญาณความผิดปกติ”

โรคชอบเก็บสะสมของส่งผลกระทบต่อหลายด้านของชีวิต นพ.กฤษดา กล่าวถึงรายละเอียด โรคชอบเก็บสะสมของส่งผลถึงสุขภาพทั้งจากฝุ่นผง รวมถึงอาจมีอันตรายจากของที่เก็บมากจนกรีดขวางทางเดิน ทำให้เกิดการหกล้มโดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ มีบางกรณีของสะสมมากจนกลายเป็นต้นเหตุของไฟไหม้ได้ ขณะเดียวกันก็ยังถึงความสัมพันธ์ต่อคนรอบข้าง รวมถึงเพื่อนบ้าน เมื่อของที่เก็บไว้รบกวนผู้อื่นได้

แล้วหากคนรอบตัวมีอาการของโรคชอบเก็บสะสมของต้องจัดการอย่างไร ? นพ.กฤษดา ให้คำตอบว่า ต้องมีการพูดคุยกันเพื่อหาข้อตกลงก่อนที่จะทิ้งของสะสมเหล่านั้น

“คนที่ชอบสะสมของ หากมีคนไปทิ้งของเขา เขาจะไม่ยอม โดยมักจะอ้างว่าอนาคตอาจจะต้องใช้ กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ ดังนั้นต้องคุยกันก่อน ของชิ้นนั้น ๆ คืออะไร เก็บให้เป็นที่ได้หรือไม่ ? หากเยอะเกินแล้ว เช่น เสื้อผ้าล้นตู้แล้ว ทิ้งได้ไหม ? หรือนำไปบริจาค พยายามให้เขาเลือกเอง แต่หากสงสัยป่วยเป็นโรคชอบสะสมของ ควรไปพบคุณหมอด้านจิตเวชซึ่งจะสามารถประเมินและวิเคราะห์ถึงโรคได้ รวมถึงบอกได้ว่าเป็นโรคทางจิตเวชอื่น ๆ ร่วมด้วยหรือไม่เพื่อหาวิธีบำบัดรักษา”

จากตุ๊กตาน้องเน่าในวัยเด็ก กลายเป็นของเล่นของสะสมที่ฮีลใจของคนวัยทำงาน จนถึงการสะสมของจนเกินพอดี ความสัมพันธ์ของมนุษย์ต่อสิ่งของมีความผูกพันต่อกันได้ เป็นได้ทั้งสิ่งที่ทำให้เกิดปมปัญหาบางอย่าง กระนั้นก็เป็นสิ่งที่ช่วยเยียวยาในช่วงเวลาที่ยากลำบากได้เช่นกัน

อ้างอิง

  • บทความ เมื่อ ‘ตุ๊กตา-ข้าวของ’ คุม(ใจ)คน ความแยบยลแห่งโลกยุคเปราะบาง โดย ปุณยอาภา ศรีคิรินทร์
  • บทความ ตุ๊กตาเน่าที่รัก โดย เมริษา ยอดมณฑป
  • รายการ คนสู้โรค ตอน โรคชอบเก็บสะสมของ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

พั๊นช์คุงของสะสมอาร์ตทอยจิตวิทยาจิตวิทยาเด็กโรคชอบสะสมของ
อธิเจต มงคลโสฬศ

ผู้เขียน: อธิเจต มงคลโสฬศ

เจ้าหน้าที่เนื้อหาดิจิทัล ไทยพีบีเอส สนใจเนื้อหาด้านสุขภาพจิต สาธารณสุข และความยั่งยืน รวมถึงประเด็นทันกระแสที่มีแง่มุมน่าสนใจซ่อนอยู่

บทความ NOW แนะนำ