ถ้าหากว่าเราถามคำถามว่า สถานที่ซึ่งมีตึกสูงมากที่สุดในเมืองไทยอยู่ที่ไหน ทุกคนคงตอบเป็นเสียงเดียวกันหมดว่า กรุงเทพมหานคร ภาพของตึกระฟ้าที่เรียงรายกันตามเส้นขอบฟ้า ที่ทำมาจากเหล็ก คอนกรีต และกระจกแวววาว เปรียบเสมือนเข็มที่แข่งกันทิ่มสู่ฟากฟ้า ในตอนกลางคืนเราก็เห็นแสงไฟจากตึกส่องสะท้อนลงมายังถนนหรือท้องน้ำ ซึ่งเป็นภาพจำของความเจริญในมโนทัศน์ของเราว่าเมืองที่มี “ความเจริญ” จำเป็นจะต้องมีตึกระฟ้ามากมายเหมือนกรุงเทพฯ และผู้คนที่อยู่อาศัยภายในดงตึกระฟ้าก็ดูเหมือนจะมีอันกินกันหมด ทว่าแท้จริงแล้วความเจริญกลับไม่เกี่ยวข้องอะไรกับตึกสูงเลย
กรุงเทพฯ ตอนกลางคืน
ความรู้สึกของเราที่เราได้รับรู้มาตลอดภาพเมืองที่เจริญต้องเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยตึกสูง สามารถย้อนกลับไปได้ที่มหานครนิวยอร์กเมืองที่เป็นต้นกำเนิดของตึกระฟ้า เนื่องจากที่ดินมีราคาแพง และขนาดที่ดินจำกัด ทำให้สิ่งปลูกสร้างขยายขึ้นไปด้านบน ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาทางด้านข้อจำกัดของพื้นที่ ไม่ใช่สร้างเพื่อโอ้อวด หลังจากนั้นเป็นต้นมาในช่วงยุค 1900 - 1980 มหานครนิวยอร์ก จึงกลายเป็นที่ตั้งของตึกสูงที่สุดในโลกอยู่หลายที่ หลังจากนั้น ตึกที่สูงที่สุดในโลกก็เวียนมาอยู่ในประเทศแถบเอเชีย แต่กระนั้นภาพฉายของเมืองที่สุดแสนจะทันสมัยในภาพจำของหลาย ๆ คนที่ถูกผลิตซ้ำ ๆ กันมาผ่านทางสื่อ ภาพยนตร์ และมิวสิควิดีโอ ล้วนแต่จะต้องเป็นเมืองป่าคอนกรีตแบบนิวยอร์ก
หากใครได้มีโอกาสไปเยือนเมืองในยุโรปอย่าง ปารีส หรือ อัมสเตอร์ดัม สิ่งแรกที่สะดุดตาในเมือง คือเป็นระเบียบและสม่ำเสมอของอาคารแถวที่มีความสูงเพียง 6-7 ชั้น และรูปแบบสถาปัตยกรรมที่กลมกลืนกันไปทั้งเมือง ภาพจำนี้อาจทำให้บางคนตั้งคำถามว่า เหตุใดกลุ่มประเทศที่รวยที่สุดในโลกจึงไม่มี เส้นขอบฟ้า ที่เต็มไปด้วยป่าคอนกรีตเหมือนในทวีปเอเชียหรืออเมริกา คำตอบสั้น ๆ คือ ยุโรปไม่ได้จน แต่พวกเขาเลือกที่จะไม่ทุบอดีตเพื่อแลกกับอนาคต เมืองส่วนใหญ่ในยุโรปมีความสมบูรณ์ในตัวของตัวเองมาก่อนการเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม เมืองส่วนใหญ่ในยุโรปนั้นได้รับการออกแบบมาให้มีรูปแบบผังเมืองที่ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมานานหลายร้อยปี ตั้งแต่ยุคที่เทคโนโลยีตึกระฟ้ายังไม่ถือกำเนิด
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งรูปแบบของอาคารส่วนใหญ่เป็นมรดกจากการวางผังเมืองของนักกฎหมายอย่าง บารอน ออสมานน์ (Baron Haussmann) ในศตวรรษที่ 19 ที่ต้องการทำให้ปารีสเป็นเมืองที่จะขึ้นเป็นแนวหน้าชั้นนำของโลก ความสวยงามและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมจึงผูกติดกับสถาปัตยกรรมแนวราบจนกลายเป็น จิตวิญญาณ ของเมืองที่คนในท้องถิ่นยอมรับไม่ได้หากต้องเห็นมันถูกทำลายลง นอกจากนี้ฝรั่งเศสเป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้กฎหมายควบคุมความสูงอาคาร ในกรุงปารีสมีกฎห้ามสร้างตึกสูงเกิน 37 เมตร (ประมาณ 12 ชั้น) มาตั้งแต่ปี 1977 หลังจากที่ตึกมงต์ปาร์นาส (Tour Montparnasse) ตึกระฟ้า ขนาด 210 เมตร ที่สร้างเสร็จในปี 1973 โดนโหวตจากชาวปารีส และชาวฝรั่งเศสให้เป็นอาคารที่น่าเกลียดที่สุดของปารีส ที่เข้าทำลายทัศนียภาพอันสวยงามของเมือง ซึ่งกฎนี้ไม่ได้มีไว้เพราะสร้างไม่ได้ แต่มีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดทัศนะอุจาดเข้ามาบดบังทัศนียภาพทางประวัติศาสตร์ เช่น หอไอเฟล แม้จะเคยมีการพยายามผ่อนปรน กฎนี้เพื่อสร้างตึกสำนักงาน แต่สุดท้ายในปี 2023 ปารีสก็ได้ประกาศนำกฎหมายจำกัดความสูงอาคาร 37 เมตร กลับมาบังคับใช้ใหม่อีกครั้ง เพื่อเน้นการอนุรักษ์และควบคุมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการก่อสร้างตึกใหญ่
ตึกมงต์ปาร์นาส : ที่มาภาพ Wikipedia Commons
ข้อมูลจากธนาคารโลก (World Bank) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์มีค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัว ในปี 2024 อยู่ที่ 103,998 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ในขณะที่เมืองในเอเชียที่มีจำนวนตึกระฟ้ามากที่สุดอย่าง เซินเจิ้น ในประเทศจีนซึ่งเป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมงในช่วงยุคทศวรรษ 1980 กลับมีจำนวนตึกสูงถึง 468 ตึก ซึ่งประเทศจีนมีค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัว ในปี 2024 อยู่ที่ 13,303 ดอลลาร์สหรัฐ น้อยกว่า สวิตเซอร์แลนด์ถึง 7 เท่า หรืออย่างมาเลเซียเพื่อนบ้านของเรา กรุงกัวลาลัมเปอร์ที่เป็นที่ตั้งของตึกที่สูงอยู่เป็นอันดับ 2 ของโลก และที่ 1 ของอาเซียน (ASEAN) ตึก Merdeka PNB118 ที่มีความสูงทั้งหมด 680 เมตร ก็มีค่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัว ในปี 2024 อยู่ที่ 11,874 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า จำนวนตึกสูงและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจนั้นไม่ได้สอดคล้องไปด้วยกัน
ฮ่องกงในปัจจุบันจัดเป็นเมืองที่มีตึกสูงมากที่สุดของโลก โดยมีจำนวนตึกระฟ้าทั้งสิ้น 569 ตึก แต่จำนวนตึกเหล่านั้น เมื่อเทียบกับจำนวนพื้นที่ทั้งหมด ประมาณ 1,143.5 ตารางกิโลเมตร ประมาณจังหวัดสมุทรปราการ กลับมีประชากรอัดแน่นอาศัยอยู่ถึง 7,498,100 คน ซึ่งใกล้เคียงกับประชากรในกรุงเทพฯ ของเรา แต่ในกรณีของฮ่องกงการมีตึกสูงมากมายแสดงให้เห็นถึงการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดของผู้คนที่เข้ามาแสวงหาโอกาสในเมือง โดยคนทั่วไปอาจต้องใช้เวลาประมาณ 30 ปี ในการเก็บเงินเพื่อซื้อห้องขนาด 14 - 18 ตารางเมตร นอกจากนี้ค่าดัชนีจีนี (Gini Index) ของฮ่องกง อยู่ที่ 45.7 มากกว่ากรุงเทพฯ ซึ่งมีค่า ค่าดัชนีจีนี อยู่ที่ 33.3 ซึ่งค่าดัชนีจีนี นี้ยิ่งต่ำเท่าไรก็ยิ่งเหลื่อมล้ำน้อยเท่านั้น ดังนั้นภาพของฮ่องกงที่ทุกคนคุ้นชินเป็นภาพของเมืองที่มีความเจริญ หรือเมืองที่อัดแน่นไปด้วยความลำเค็ญของผู้คนกันแน่?
สลัมเกาลูน : ที่มาภาพ Wikipedia Commons
ในปี 1999 นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ แอนดรูว์ ลอว์เรนซ์ (Andrew Lawrence) ได้เสนอ ดัชนีตึกระฟ้า (Skyscraper Index) โดยมีใจความสำคัญกล่าวคือ การสร้างตึกที่สูงที่สุดในโลกหรือในภูมิภาคมักจะเสร็จในช่วงการเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ ซึ่งสอดคล้องกับเหตุการณ์สำคัญทางเศรษฐกิจหลายอย่าง เช่น ในปี 1931 เมื่อตึกเอ็มไพร์สเตท (Empire State) สร้างเสร็จในช่วงยุคภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ตึกแฝดเปโตรนาส (Petronas) ของมาเลเซียที่สร้างเสร็จในปี 1998 ก็เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง หรือกระทั่งตึกบุรจญ์เคาะลีฟะฮ์ (Burj Khalifa) ที่ดูไบ 2010 ก็สร้างระหว่างช่วง วิกฤตหนี้ดูไบ ด้วยเช่นกัน
โดยเหตุผลที่เป็นเช่นนั้นก็คือ ตึกที่สูงที่สุดในโลกมักจะสร้างในช่วงที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ มีการเติบโตอย่างมาก ธนาคารจึงมีการปล่อยกู้โดยง่าย เหล่านักลงทุนจึงมักจะสร้างสิ่งปลูกสร้างอะไรสักอย่างเพื่อที่จะเป็นจุดสนใจเพื่อดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาชมและใช้บริการอาคารเหล่านั้น แต่วัฏจักรของเศรษฐศาสตร์เมื่อมีเฟื่องฟู ก็ต้องมีถดถอย เมื่อถดถอยก็ต้องเฟื่องฟู จนเกิดเป็นภาวะฟองสบู่ และเมื่อฟองสบู่เหล่านั้นแตกอาคารสูงเหล่านั้นจึงเปรียบเสมือนอนุสรณ์แห่งความฟุ่มเฟือยของมนุษย์มากกว่าสิ่งก็สร้างที่แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จ สำหรับประเทศไทยนั้นตึกใบหยก 2 เมื่อแรกสร้างก็เกือบจะมีโอกาสได้กลายเป็นตึกร้าง แต่มีการปรับแบบลดความสูงลงมาทำให้เกิดสภาพคล่อง ทำให้ตึกที่รับผลกรรมเป็น อาคารสาธร ยูนีค ทาวเวอร์ แทน
อาคารสาธร ยูนีค ทาวเวอร์ : ที่มาภาพ Wikipedia Commons
จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่า ภาพของตึกระฟ้าที่เรียงรายอยู่ตามแนวเส้นขอบฟ้าคือกระจกที่สะท้อนถึงบริบทของเมืองในแต่ละยุคสมัย เมื่อเราเห็นจำนวนตึกระฟ้าจำนวนมากในเมืองหลาย ๆ เมือง ผู้เขียนอยากให้พวกเราลองพิจารณาตึกระฟ้าเหล่านั้นจากคำว่า เมืองที่มีตึกระฟ้าจำนวนมากเป็นเมืองที่ร่ำรวยขนาดไหน เป็น อะไร คือเหตุผลที่ทำให้เมืองเหล่านี้ต้องสร้างตึกสูง?
คำตอบที่ได้อาจจะเป็นเพราะความหนาแน่นของประชากรที่อยู่ในพื้นที่ซึ่งมีปริมาณจำกัด อาจเป็นนโยบายการพัฒนาเมืองของรัฐบาล อาจจะเป็นช่วงเริ่มต้นของภาวะฟองสบู่ หรือจะเป็นได้แม้แต่เมืองนั้นเริ่มต้นจากการเป็นแค่หมู่บ้านชาวประมงอย่างเซินเจิ้น หรือฮ่องกง จึงไม่มีอาคารเก่าแก่ทางประวัติศาสตร์ให้อนุรักษ์
ขณะที่เมืองส่วนใหญ่ในยุโรปมีความกระชับในตัวมันเองเรียบร้อยอยู่แล้ว ก่อนที่เทคโนโลยีการสร้างตึกระฟ้าจะเกิดขึ้น ส่วนในฟากของอเมริกาผู้คิดค้นการก่อสร้างตึกสูงก่อนใคร ก็ไม่ได้จำกัดให้การพัฒนาเมืองต้องสร้างแค่ตึกสูงเท่านั้น แต่ก็เลือกที่จะเปิดโอกาสให้เมืองขยายออกไปด้านข้าง
สุดท้ายแล้ว ภาพของตึกสูงที่เรียงรายเหมือนป่าคอนกรีตก็สามารถบอกเล่าเรื่องราวทางสถาปัตยกรรมได้หลายเรื่อง แต่ไม่สามารถบอกได้ถึงคุณภาพชีวิต ความสุข ของผู้ที่อยู่อาศัยในเมืองได้ ตัวชี้วัดความเจริญที่แท้จริงของคนในเมือง อยู่ที่ความสามารถในการเข้าถึงระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ ระบบเศรษฐกิจของเมืองที่เข้มแข็งจากภายใน การคมนาคมขนส่งที่ปลอดภัย ระบบสาธารณสุขที่รวดเร็ว ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่ต่ำ หรือแม้แต่ความสามารถในเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน สิ่งเหล่านี้ต่างหากควรเป็นตัวชี้วัดที่แท้จริงของความเจริญในเมืองนั้น ไม่ใช่มองว่าแค่มีตึกสูงก็เจริญแล้ว
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
ที่มาข้อมูล : worldbank, wikipedia, skyscraperpage, nikkei, reuters
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech









