ในยุคที่โลกก้าวเข้าสู่สภาวะ "โลกเดือด" (Global Boiling) ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของอุณหภูมิที่สูงขึ้น แต่ยังสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือเหตุการณ์บนพื้นที่ดอยตุง จังหวัดเชียงราย ในช่วงปี 2024 ที่ต้องเผชิญกับพายุที่รุนแรงพัดยอดต้นแมคคาเดเมียหักทำลายไปกว่า 10% ส่งผลกระทบไปยังต้นกาแฟที่ต้องการร่มเงาของต้นไม้ในการเจริญเติบโต และกระทบต่อเนื่องไปยังรายได้และผลผลิตของเกษตรกร
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “ธรรมชาติคือองค์ประกอบส่วนหนึ่งของต้นทุนทางเศรษฐกิจมนุษย์” ดังนั้นการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมเพื่อสังคม แต่คือกลยุทธ์สำคัญในการสร้างความอยู่รอด ที่จะมาช่วยบำรุงรักษาและเปลี่ยนป่าให้เป็นทุนเพื่อการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน
"ความหลากหลายทางชีวภาพไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจ ธุรกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คน ท่ามกลางวิกฤตธรรมชาติที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ"
นายสมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานและโครงการพิเศษ NbS มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ
เพื่อตอกย้ำถึงความสำคัญในประเด็นนี้ นายสมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานและโครงการพิเศษ NbS มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้พูดถึงการนำประสบการณ์กว่า 4 ทศวรรษของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ มาปรับใช้เพื่อเปลี่ยนความเสี่ยงให้เป็นโอกาส และเปลี่ยนป่าให้เป็นทุน ผ่าน 3 ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
3 ยุทธศาสตร์ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพ
1.การแก้ปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions - NbS)
จากการดำเนินงานภายใต้แนวคิด "ปลูกป่า ปลูกคน" ต่อยอดสู่การแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน บนพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุง 91,779 ไร่ มูลนิธิฯ สามารถฟื้นฟูระบบนิเวศจนเกิดความหลากหลายทางชีวภาพระดับสูง โดยมีการสำรวจพบพรรณไม้ถึง 1,459 ชนิด ซึ่งรวมถึงการค้นพบพืชชนิดใหม่ของโลก 12 ชนิด เช่น นครินทรา เทียนดอยตุง และม่วงพายัพ ตลอดจนพบสัตว์ป่าถึง 1,177 ชนิด ซึ่งในจำนวนนี้มีสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ 8 ชนิด เช่น เลียงผา เต่าปูลู นำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่ให้ประโยชน์แก่ทุกสิ่งมีชีวิต ทำให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน
การร่วมมือกันเพื่อขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพ
2.การขับเคลื่อนด้านความหลากหลายทางชีวภาพระดับชาติและสากล
ยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือเพื่อยกระดับงานด้านการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพสู่ระดับนโยบายและการปฏิบัติจริง ทั้งในประเทศไทยและบนเวทีระดับโลก โดยมีเป้าหมายและการดำเนินการที่สำคัญ ได้แก่
- การผลักดันดอยตุงให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์นอกเขตอนุรักษ์ (OECM) เพื่อตอบสนองเป้าหมาย 30x30 (การอนุรักษ์พื้นที่บกและทะเลอย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573)
- การร่วมศึกษากลไกเครดิตความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Credit) ร่วมกับสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (BEDO) ภายใต้มาตรฐานสากล Terrasos จากประเทศโคลอมเบียมาปรับใช้
- การเตรียมนำเสนอโมเดลการทำงานร่วมกับชุมชน ในการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ครั้งที่ 17 (CBD COP17) ณ ประเทศอาร์เมเนีย เพื่อแสดงศักยภาพของไทยในการเป็นต้นแบบระดับภูมิภาค
นายธานิษฏ์ กองแก้ว ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้กล่าวถึงยุทธศาสตร์นี้ไว้ว่า มูลนิธิฯ มีความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ (National Biodiversity Strategy and Action Plan - NBSAP) ผ่านการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) และร่วมมือกับ 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.), สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) (BEDO) และมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS)
นายธานิษฏ์ กองแก้ว ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ
"เพื่อทำให้โครงการพัฒนาต่าง ๆ ของมูลนิธิฯ สามารถเป็นแบบอย่างด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน"
นอกจากนี้ นายธานิษฏ์ยังได้เสริมในเชิงปฏิบัติว่า มูลนิธิฯ ได้นำพื้นที่ธรรมชาติที่ดูแลอยู่ เช่น ดอยตุงและโครงการพัฒนาอื่นๆ ไปเป็นพื้นที่ทดลอง (Sandbox) ให้กับหน่วยงานรัฐในการเข้ามาเก็บข้อมูล เพื่อใช้ประกอบการทำนโยบายหรือพัฒนาเครื่องมือทางการเงินด้านธรรมชาติ (Nature Finance) เช่น เครดิตความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อให้เกิดผลการศึกษาที่เป็นรูปธรรมร่วมกัน
3.การขยายผลและส่งต่อองค์ความรู้สู่ภาคธุรกิจผ่านบริการที่ปรึกษา
มูลนิธิฯ ได้ก้าวเข้ามาเป็นที่ปรึกษาให้กับองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ที่ต้องการฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่ดำเนินธุรกิจของตนเอง มุ่งเน้นการจัดการที่มีการวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรมและจับต้องได้ โดยภาคธุรกิจและบริษัทต่าง ๆ ต้องเริ่มต้นจากการประเมินว่าองค์กรของตนมีการพึ่งพาธรรมชาติในด้านใด และสร้างผลกระทบต่อธรรมชาติอย่างไรบ้างเสียก่อน
เมื่อบริษัทได้รับรายงานและมีแผนงานด้านความยั่งยืนหรือ ESG แล้ว มูลนิธิฯ จะทำหน้าที่เป็นพาร์ทเนอร์ที่ช่วยลงมือปฏิบัติจริงในระดับพื้นที่ เพื่อช่วยอุดช่องโหว่ให้กับบริษัทที่อาจจะยังขาดความเชี่ยวชาญในการลงมือทำจริงด้านสิ่งแวดล้อม เช่น โครงการ Rewilding ในพื้นที่ชลบุรี การพัฒนาระบบน้ำในพื้นที่เชียงดาว เป็นต้น
การผนวกวิทยาศาสตร์กับท้องถิ่น เพื่อขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพ
การผนวกสองสิ่งนี้เข้าด้วยกัน ไม่ใช่เพียงการอนุรักษ์ธรรมชาติแบบดั้งเดิม แต่คือการนำองค์ความรู้ เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ มาประยุกต์ใช้ร่วมกับประสบการณ์การลงพื้นที่และการพูดคุยกับชาวบ้าน เพื่อให้การฟื้นฟูและดูแลระบบนิเวศสามารถจัดการความเสี่ยงได้จริง วัดผลได้ และมุ่งไปสู่การสร้างระบบนิเวศแห่งอนาคตที่ "คน ป่า และธุรกิจ" เติบโตไปพร้อมกันได้อย่างสมดุลและยั่งยืน
นักวิจัยระดับสากลลงพื้นที่ทำงานร่วมกันกับทีมงานท้องถิ่น
ตัวอย่างที่เด่นชัดคือการจัดโครงการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพเชิงลึก (BioBlitz) โดยร่วมกับนักวิจัยหลายสาขาจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) ลงพื้นที่ทำงานร่วมกันกับทีมงานท้องถิ่นเป็นเวลา 5 วัน ซึ่งทำให้ค้นพบความรู้ใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการอนุรักษ์ เช่น
- การระบุว่าสัตว์ผู้ล่าที่ใหญ่ที่สุดในพื้นที่ดอยตุงปัจจุบันคือแมวดาว
- การค้นพบสัตว์ประจำถิ่นชนิดใหม่อย่าง "ปลาค้างคาวดอยตุง"
- การค้นพบปลาค้อที่มีขนาดใหญ่ถึง 12 เซนติเมตร จากเกณฑ์มาตรฐานทั่วไปอยู่ที่ 5 เซนติเมตร
- การใช้ด้วงมูลสัตว์ เป็นตัวบ่งชี้การมีอยู่ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในป่า
ความท้าทายด้านความตระหนักรู้ และการสื่อสารความหลากหลายทางชีวภาพสู่สังคม
แม้กลไกทางวิทยาศาสตร์และการจัดการจะมีความก้าวหน้า แต่อุปสรรคเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดคือ ความเข้าใจในนิยามของคำว่า "ความหลากหลายทางชีวภาพ" ที่ยังคงคลาดเคลื่อน การมองการอนุรักษ์จำกัดอยู่เพียงเป้าหมายการเพิ่มประชากรสัตว์ป่าและการปลูกป่า จนอาจนำไปสู่ปัญหาความไม่สมดุลของระบบนิเวศ หรือการละเลยขีดความสามารถในการรองรับของพื้นที่ เช่น สิงคโปร์พบจระเข้น้ำเค็มล้นพื้นที่ จนอาจสร้างความขัดแย้งและเกิดอันตรายต่อประชาชน
ดร.สุภัชญา เตชะชูเชิด ผู้เชี่ยวชาญด้าน Nature-based Solutions (NbS) มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ
ดร.สุภัชญา เตชะชูเชิด ผู้เชี่ยวชาญด้าน Nature-based Solutions (NbS) มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้สะท้อนมุมมองเกี่ยวกับนิยามของความหลากหลายทางชีวภาพไว้ว่า
“เราเข้าใจคำนี้ไม่เหมือนกัน พื้นฐานของธรรมชาติเราเข้าใจไม่เหมือนกัน สื่อสามารถช่วยเรื่องนี้ได้ในการสื่อสารให้คนเข้าใจ มันก็จะทำให้ประชาชนสร้างทัศนคติในเรื่องใหม่ เข้าใจตรงกันมากขึ้น”
จะเห็นได้ว่าการขับเคลื่อนภารกิจด้านความหลากหลายทางชีวภาพของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการนำเสนอผลงานความสำเร็จจากการดำเนินงานในอดีต แต่คือความพยายามอย่างจริงจังในการสร้างระบบนิเวศแห่งอนาคต การนำประเด็นทางธรรมชาติเข้าสู่สมการทางเศรษฐกิจโดยอาศัยรากฐานทางวิทยาศาสตร์และข้อมูลเชิงประจักษ์ จะเป็นกลไกที่ช่วยให้คน ป่า และภาคธุรกิจ เติบโตและอยู่รอดไปด้วยกันอย่างสมดุลและยั่งยืนอย่างแท้จริง
ติดตามเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางชีวภาพ









