Back To Basics ชวนถอดรหัสความลับทางทหารของกองทัพพม่า พร้อมวิเคราะห์กลยุทธ์การเดินทัพ และการดึง "ข้อได้เปรียบทางธรรมชาติ" มาพลิกแพลงเป็นอาวุธลับ ทำให้กรุงศรีอยุธยาแตกในปี พ.ศ. 2310
เมื่ออำนาจที่ยิ่งใหญ่ ไม่อาจจีรัง อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ "กรุงศรีอยุธยา" หนึ่งในมหาอำนาจแห่งอุษาคเนย์ ต้องถูกสยบลงอย่างราบคาบ และล่มสลายสิ้นชาติ จากการที่ "พม่า" ใช้ภูมิศาสตร์และข้อได้เปรียบบางประการ เป็นอาวุธลับในการหักโค่นอยุธยา และนำพาราชวงศ์คองบอง ให้กลายเป็นมหาอำนาจที่ไร้เทียมทานแทน
รายการ Back To Basics EP. 94 กลยุทธ์พม่าที่สยาม ไม่มี : หักโค่น "อยุธยา" พาราชวงศ์ "คองบอง" ผงาด จะพาไปค้นหาคำตอบของคำถามนี้ ผ่านประวัติศาสตร์อันยาวนานระหว่างไทยกับพม่า กับแขกรับเชิญผู้เชี่ยวชาญ รศ. ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช นายกสมาคมภูมิภาคศึกษา และอาจารย์ประจำสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เพราะ “อยุธยา” ไม่ต่างจากไข่แดง ?
เหตุที่กรุงศรีอยุธยาแตกพ่ายมีหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นความล้มเหลวของอยุธยาเองในการควบคุมระบบไพร่ ทำให้ไม่สามารถเกณฑ์ไพร่พลไปรบได้ หรืออาจจะเป็นการที่กองทัพพม่าสามารถรบข้ามฤดูน้ำหลาก มิได้ถอยทัพไปตามการคาดเดาของนักการทหารฝั่งอยุธยา
แต่นอกจากปัจจัยเหล่านี้แล้ว ยังมีปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่ง นั่นคือกลยุทธ์ทางการทหาร ที่ฝั่งพม่าใช้การเดินทัพแบบคีมหนีบ โดยมีทัพของเนเมียวสีหบดีที่มาจากทางเหนือและทัพของมังมหานรธาจากทางใต้มาล้อมกรุงศรีอยุธยาจากทั้งสองทาง ทำให้สุดท้ายแล้วกรุงศรีอยุธยาไม่ต่างอะไรจาก “ลูกไก่ในกำมือ” ของพม่าอย่างไรอย่างนั้น
“อยุธยาก็เป็นไข่แดงที่เหมือนคีมหนีบล็อกเอาไว้ ก็ถูกค่อย ๆ กด ค่อย ๆ กดจนแตกเป็นเปราะ ๆ”
ความเข้มแข็งของพม่ามีที่มาจากความได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์ ด้วยความที่พม่ามีอาณาเขตขนาดใหญ่เป็นแหล่งผลิตอาหารและกำลังคน พม่าจึงมีทรัพยากรในการออกไปทำสงครามภายนอกได้
จุดสำคัญ 2 จุดที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ในการหล่อเลี้ยงความเข้มแข็งของพม่า ได้แก่ ดินแดนเขตแล้งในตอนกลางซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ และดินแดนหัวเมืองชายทะเลซึ่งเป็นดินแดนเมืองท่าของมอญ เมื่อกษัตริย์พม่าสามารถรวมดินแดนสำคัญ 2 จุดนี้ได้ ก็จะได้ทั้งเสบียงอาหารและไพร่พลในจำนวนที่มากกว่าทรัพยากรของอยุธยาเสียอีก ฉะนั้นด้วยปัจจัยทางภูมิศาสตร์ พม่าจึงสามารถเป็นฝ่ายรุกในการทำสงคราม ในขณะที่อยุธยาทำได้แค่เพียงเป็นฝ่ายตั้งรับในบ้านของตัวเอง
กษัตริย์พม่านับตั้งแต่พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ ซึ่งทรงย้ายศูนย์อำนาจจากตองอูลงมาที่หงสาวดี มันอยู่ใกล้เขตมอญ แล้วต้องแย่งชิงการค้ากับสยาม ถ้าไม่ยึดมอญแล้วก็ยึดสยามด้วย พม่าก็คงจะไม่แข็งแกร่งมาก
รศ. ดร.ดุลยภาค เล่าว่า กษัตริย์พม่านับตั้งแต่พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ย้ายศูนย์กลางอำนาจจากตองอูลงมาที่หงสาวดี ทำให้หัวเมืองมอญและอยุธยากลายเป็นเป้าหมายสำคัญที่พม่าจะต้องยึดให้ได้ เนื่องจากหงสาวดีอยู่ใกล้เขตมอญและต้องแย่งชิงการค้ากับสยาม หากยึด 2 เมืองนี้ได้ก็จะทำให้พม่ารุ่งเรืองและสถาปนาอำนาจได้อย่างมั่นคง
โดยอาณาจักรพม่าหลัก ๆ แล้วมี 3 ราชวงศ์ปกครองคือ ราชวงศ์พุกาม ราชวงศ์ตองอู และราชวงศ์คองบองหรืออลองพญา ราชวงศ์ตองอูแบ่งเป็น 2 ยุค ได้แก่ ราชวงศ์ตองอูยุคดั้งเดิมอันมีพระเจ้าเมงจีโยเป็นปฐมกษัตริย์ ถัดจากนั้นก็เป็นรัชกาลของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ พอย้ายศูนย์กลางอำนาจมาที่หงสาวดีก็เรียกว่าราชวงศ์ตองอูหงสาวดีหรือราชวงศ์ตองอูยุคต้น ลักษณะการปกครองอยู่ในรูปแบบของการแผ่บารมีของกษัตริย์ อย่างพระเจ้าบุเรงนองที่คุ้นเคยกันในชื่อ “ผู้ชนะสิบทิศ” ที่มีเมืองต่าง ๆ มาสวามิภักดิ์มากมาย การปกครองในรูปแบบนี้ขึ้นอยู่กับบารมีกษัตริย์เป็นสำคัญ เมื่อสิ้นบุญพระเจ้าบุเรงนอง พระเจ้านันทบุเรงผู้เป็นบุตรชายขึ้นครองราชย์แทน หัวเมืองต่าง ๆ ก็กระด้างกระเดื่อง ประกอบกับปัจจัยอื่น ๆ เช่น การแพ้สงครามกับอยุธยาทำให้เศรษฐกิจฝืดเคือง นำหงสาวดีไปสู่จุดจบ ทัพตองอูกับยะไข่ลุกฮือเข้ามาเผาหงสาวดี นำตัวพระเจ้านันทบุเรงขึ้นไปที่ตองอู จนกระทั่งพระเจ้านันทบุเรงสวรรคตจึงนับว่าเป็นการปิดฉากราชวงศ์ตองอูยุคต้น
หลังจากนั้น พระเจ้าญองยาน น้องชายต่างมารดาของพระเจ้านันทบุเรงสถาปนาศูนย์กลางอำนาจใหม่ขึ้นที่อังวะ นับเป็นจุดเริ่มต้นของราชวงศ์ตองอูยุคฟื้นฟู หรือที่เรียกว่า ราชวงศ์ตองอูยุคหลัง หรือราชวงศ์ญองยาน รัฐพม่าในยุคนี้มิได้ยิ่งใหญ่อย่างในสมัยพระเจ้าบุเรงนองอีกต่อไป แต่จะดำรงตนอยู่อย่างระมัดระวังในพื้นที่ตอนในซึ่งเป็นดินแดนเกษตรกรรม เผยแผ่อำนาจเพียงแต่พอประมาณ ทั้งยังปฏิรูประบบการจัดเก็บภาษีและระบบราชการซึ่งนับว่าเป็นการวางรากฐานการปกครองให้กับราชวงศ์ตองอู
ล่วงเข้า ค.ศ. 1752 มอญกลับมามีอำนาจที่หงสาวดีอีกครั้งและสามารถตีกรุงอังวะได้ เมื่ออังวะแตกแล้ว มีหัวหน้าหมู่บ้านนายพรานคนหนึ่งรวบรวมกำลังพลในเขตชเวโบขับไล่พวกมอญ และตั้งราชวงศ์อลองพญาหรือราชวงศ์คองบองขึ้น หัวหน้านายพรานผู้เก่งกล้าสามารถก็คือพระเจ้าอลองพญา ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์คองบองนั่นเอง พระเจ้าอลองพญาพยายามขยายอำนาจให้ยิ่งใหญ่อย่างพระเจ้าบุเรงนอง แต่สุดท้ายแล้ว พม่าก็เสียเมืองให้กับอังกฤษใน ค.ศ. 1885 ตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าสีป่อ
“ว่ากันว่ามอญกับพม่า มันเปรียบเสมือนปฏิสัมพันธ์ระหว่างกรีกกับโรมัน เพราะว่ามอญจะคล้าย ๆ กรีก จะคุมเมืองท่าทางทะเล อันนี้ based กับเอเธนส์แล้วกัน แล้วก็มีอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ พอพม่าซึ่งอยู่ในพื้นที่ตอนในได้สามารถจะรบชนะมอญ พม่าชนะมอญทางการทหาร แต่ว่าพม่าก็ต้องพ่ายแพ้มอญในทางอารยธรรม เพราะว่าก็รับอารยธรรมมอญเข้ามาผสม” รศ. ดร.ดุลยภาค กล่าว
“อุปนิกขิต” สายลับสอดแนมพม่า อีกหนึ่งอาวุธลับในการล่มกรุงศรี
รศ. ดร.ดุลยภาค อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างมอญกับพม่า ต่อว่า หลังจากที่พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้สถาปนาอำนาจที่หงสาวดีซึ่งเป็นเมืองมอญมาแต่เดิมนั้น บางครั้งบางครามอญก็อยู่ใต้อำนาจของพม่า แต่ในบางครั้ง มอญก็แข็งเมืองมาพึ่งอยุธยา ด้วยเหตุนี้เองพม่าจึงต้องโจมตีอยุธยาเพื่อที่จะได้ควบคุมมอญได้
ความแข็งแกร่งของกองทัพพม่าไม่ได้มาจากปัจจัยทางภูมิศาสตร์อย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมาจากความเข้มแข็งด้านข่าวสารและการจารกรรมด้วย กองทัพพม่ามีชื่อเสียงเกี่ยวกับสายลับ หรือที่เรียกว่าอุปนิกขิต ทำหน้าที่สอดแนม ล้วงข้อมูล ในสมัยกรุงธนบุรีและรัชกาลที่ 1 มีจารชนพม่าลักลอบเข้ามาวาดแผนที่แม่น้ำเจ้าพระยาและสถานที่สำคัญ ปรากฏหลักฐานเป็นเอกสารแผนที่โบราณของฝั่งพม่า ส่วนฝั่งสยามก็มีสายลับเช่นกัน แต่มิได้แข็งแกร่งเท่าฝั่งพม่า สยามจึงต้องใช้ชาวมอญและกะเหรี่ยงเป็นผู้ลาดตระเวนหาข่าวควบคู่ไปด้วย
หลักฐานที่เป็นเอกสารหรือแผนที่โบราณทางยุทธศาสตร์ของข้างพม่า มันสะท้อนความเก่งของพม่าในเรื่องของสายลับ การสืบราชการลับ อันนี้ของทางสยาม ผมคิดว่าทักษะแบบนี้เราก็พอมีเหมือนกัน แต่ว่ามันก็อาจจะไม่ได้เข้มข้นลึกซึ้ง หรือมีการข่าวที่มันละเอียดลออสุด ๆ เมื่อเทียบกับพม่า
กรุงศรีฯ แตก เพราะ “ศึกภายใน” และ “ศึกภายนอก”
ในช่วงการเสียกรุงฯ ครั้งที่ 2 การข่าวของสยามไม่สู้ดีนัก ทำให้สยามไม่สามารถรู้ได้ตั้งแต่แรกว่าฝั่งพม่าเดินทัพแบบคีมหนีบ ผนวกกับการเมืองภายในอยุธยาที่ไม่มั่นคง มีการทำรัฐประหารอยู่บ่อยครั้ง ผู้ปกครองจึงไม่ไว้ใจการขยายหัวเมืองภูธรเพราะกลัวการก่อกบฏ หัวเมืองต่าง ๆ จึงไม่อาจเป็นฐานกำลังในการต่อต้านกองทัพพม่า รวมไปถึงลักษณะของการต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจภายในจะเป็นการรบในเมืองเป็นสำคัญ ทำให้ทหารอยุธยาไม่เชี่ยวชาญการรบระยะไกล ในขณะที่พม่ามีประสบการณ์ในการรบและเดินทัพระยะไกลมากกว่า กรุงศรีอยุธยาจึงพ่ายแพ้ให้แก่พม่า
ความพ่ายแพ้ของกรุงศรีอยุธยาเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งการที่พม่าเดินทัพแบบคีมหนีบ รบข้ามฤดูน้ำหลาก และค่อย ๆ ยึดค่ายทหารรอบกรุงทำเป็นป้อมปืนใหญ่ยิงเข้ามาในพระนคร อีกทั้งยังทำสงครามอุโมงค์โดยการขุดอุโมงค์เข้าไปสุมไฟที่ฐานกำแพงกรุงศรีอยุธยา การทำสงครามอุโมงค์นี้เป็นยุทธศาสตร์สำคัญอีกประการหนึ่งในการตีกรุงศรีฯ เลยทีเดียว
กรุงโรมไม่ได้สร้างในวันเดียวฉันใด กรุงศรีฯ ก็ไม่ได้แตกจากสาเหตุเดียวฉันนั้น การทำความเข้าใจปัจจัยภายในและกลยุทธ์ของพม่าทำให้เราสามารถเข้าใจสาเหตุความพ่ายแพ้ของกรุงศรีอยุธยาได้ดียิ่งขึ้น เพราะการศึกษาประวัติศาสตร์ไม่ใช่เพียงเรื่องของการจดจำข้อเท็จจริง แต่เป็นการทำความเข้าใจและตีความหลักฐานอันจะนำไปสู่คำอธิบายและความรู้ใหม่ ๆ ไร้ที่สิ้นสุด
ติดตามรายการ Back To Basics EP.94 กลยุทธ์พม่าที่สยาม ไม่มี : หักโค่น "อยุธยา" พาราชวงศ์ "คองบอง" ผงาด ได้ทาง YouTube และเว็บไซต์ Thai PBS









