นายกฯ ประกาศตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ ปี 2050 ชิป Made in Thailand เป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน


วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

พุทธานุภาพ ศิลแสน

Thai PBS
แชร์

นายกฯ ประกาศตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ ปี 2050 ชิป Made in Thailand เป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน

https://www.thaipbs.or.th/now/content/4153

นายกฯ ประกาศตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ ปี 2050 ชิป Made in Thailand เป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน

ด้วยเทรนด์การพัฒนา AI ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องในปัจจุบันทั้งจากภาครัฐและเอกชน ได้ส่งผลให้ราคาของชิปเซมิคอนดักเตอร์ที่เป็นของหัวใจหลักของการพัฒนา AI พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเริ่มส่งผลต่ออุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่ต้องพึ่งพาชิปเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน โทรศัพท์สมาร์ตโฟน ตลอดไปจนถึงยุทโธปกรณ์ในกองทัพ อย่างล่าสุดบริษัท Apple ก็ได้ปรับราคาสินค้าในคลังของตนเองเพิ่มกว่า 20% โดยเฉลี่ย ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความต้องการชิปที่พุ่งสูงขึ้นนี้ได้ส่งผลเป็นลูกโซ่ไปยังประชาชนทั่วไปเป็นวงกว้าง
.
ทว่าท่ามกลางวิกฤตราคาชิปที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่มีทีท่าว่าจะลดลงในเร็ววันก็กลับกลายเป็นโอกาสให้รัฐบาลในหลาย ๆ ประเทศต่างเริ่มหันมามองว่าอุตสาหกรรมชิปมีศักยภาพเร่งให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตได้อย่างร่วงเร็ว รวมถึงประเทศไทยเองด้วย โดยเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ปี 2026 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในฐานะประธานแต่งตั้ง ‘คณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงแห่งชาติ’ โดยมีเป้าหมายเพื่อดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้รวม 2,500,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาบุคลากรทักษะสูงกว่า 230,000 คน และผลักดันให้มีชิป Made in Thailand ภายในปี 2050 หรือภายใน 24 ปีข้างหน้านี้ ในฐานะความหวังที่จะผลักดันให้ประเทศไทยหลุดจากกับดักรายได้ปานกลาง

โรงงานชิปในไต้หวัน : ที่มา TSMC

โรงงานชิปในไต้หวัน : ที่มา TSMC

หากมองลึกลงไปในแผนงาน สิ่งแรกที่น่าสนใจคือ รัฐบาลไม่ได้พยายามวิ่งไปแข่งกับยักษ์ใหญ่ที่ประมวลผลได้ดีในระดับแนวหน้าล้ำยุคของวงการแบบที่บริษัทอย่าง TSMC ของไต้หวัน หรือ Samsung ของเกาหลีใต้ แต่กลับเลือกเน้นไปที่การผลิตชิป 5 กลุ่ม ได้แก่ Power, Sensor, Photonics, Analog และ Discrete ซึ่งล้วนจัดอยู่ในกลุ่ม Mature Node หรือชิปที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่เป็นที่ยอมรับแล้ว และมีการซื้อขายเป็นวงกว้างในตลาดโลก

เมื่อพิจารณาแล้วการเลือกเส้นทางนี้มีเหตุผลรองรับที่สมเหตุสมผลพอสมควร เพราะชิปทั้ง 5 กลุ่มนี้คือสิ่งที่อุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่มีอยู่แล้วในไทยต้องการจริง ๆ เป็นการลดการนำเข้าชิปจากต่างประเทศไปในตัว เช่น รถยนต์ไฟฟ้าหนึ่งคันต้องใช้ชิปประเภท Power หลายร้อยตัวเพื่อควบคุมมอเตอร์และการชาร์จไฟ ในโรงงานก็ต้องการชิปประเภท Sensor และ Analog เพื่อตรวจจับและประมวลผลสัญญาณจากสายการผลิต ส่วนศูนย์ข้อมูลที่กำลังผุดขึ้นทั่วไทยก็ต้องการชิปประเภท Photonics เพื่อส่งข้อมูลด้วยแสงความเร็วสูง

และที่สำคัญคือ ชิปกลุ่มนี้ผลิตได้โดยไม่ต้องใช้เทคโนโลยีที่ล้ำที่สุดในโลก ต้นทุนสร้างโรงงาน 1 แห่งจึงอยู่ที่ประมาณ 1,000-3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับโรงงานผลิตชิปขั้นสูงที่ต้องลงทุนสูงถึง 20,000-30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมีราคาต่างกันถึง 10 เท่า

นอกจากนี้ ไทยเองก็ไม่ได้เริ่มผลิตชิปจากศูนย์เสียทีเดียว เพราะปัจจุบันเรามีบริษัทระดับโลกในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์กว่า 50 แห่งมาตั้งฐานทัพอยู่แล้ว โดยแบ่งเป็นสองกลุ่มหลัก คือ ผู้ผลิตชิประดับโลกที่เลือกไทยเป็นฐานการผลิต เช่น บริษัท Infineon จากเยอรมนี, NXP จากเนเธอร์แลนด์, ON Semi จากสหรัฐฯ และกลุ่มผู้ให้บริการประกอบและทดสอบชิป (OSAT) อย่าง HANA Microelectronics ของไทย และ UTAC จากสิงคโปร์

ฐานทุนเดิมเหล่านี้คือลูกค้าตัวจริงที่จะซื้อชิปจากโรงงานในไทยหากชิป Made in Thailand เกิดขึ้นจริง และยังเป็นพันธมิตรสำคัญที่พร้อมร่วมลงทุนหรือถ่ายทอดเทคโนโลยี กล่าวคือรัฐบาลเลือกวิ่งในสนามที่ตัวเองพอมีโอกาสชนะ ไม่ใช่สนามที่คนอื่นวิ่งนำไปไกลหลายสิบปีแล้ว

เพื่อเปลี่ยนกลยุทธ์บนหน้ากระดาษให้กลายเป็นจริง รัฐบาลจึงตั้ง ‘บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ’ นี้ขึ้นมา โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานตามที่กล่าวไปข้างต้น พร้อมด้วยคณะกรรมการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ตั้งแต่ BOI สภาพัฒน์ฯ กระทรวง อว. ไปจนถึงสมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยวางแผน 5 แนวทางหลักที่จะลงมือทำภายใน 5 ปีแรกตั้งแต่ปี 2026-2031 โดยจะประกอบไปด้วย

1. ต่อยอดจุดแข็งเดิม โดยเสริมศักยภาพในสิ่งที่ไทยทำได้อยู่แล้ว ได้แก่ การประกอบและทดสอบชิป (OSAT) การออกแบบวงจรรวม (IC Design) การผลิตอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และอุตสาหกรรมปลายน้ำที่เชื่อมโยงกัน 
2. ดึงการลงทุนขั้นสูง โดยเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการดึงเข้ามาโดยเฉพาะในช่วงนี้คือการลงทุนใน Wafer Fabrication และ Advanced Packaging ซึ่งเป็นส่วนที่ไทยยังไม่มี บริษัทที่รัฐบาลตั้งเป้าดึงเข้ามา ได้แก่ TSMC, Samsung Foundry, GlobalFoundries, UMC, VIS และ Intel Foundry 
3. พัฒนา Local Champion คือสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เติบโตและแข่งขันในห่วงโซ่มูลค่าสูงได้ด้วยตัวเอง 
4. พัฒนาบุคลากรทักษะสูง เพิ่มจำนวนบุคลากรด้านเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงในประเทศ 
5. สร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน งานวิจัย และมาตรการสนับสนุนในรูปแบบต่าง ๆ

โรดแมปชิปเมดอินไทยแลนด์ 2050 : ที่มา BOI

โรดแมปชิปเมดอินไทยแลนด์ 2050 : ที่มา BOI

ทว่าแม้แผนนี้จะสมเหตุสมผลบนกระดาษ แต่เมื่อพิจารณาในเชิงวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมแล้ว ก็ยังมีช่องว่างสำคัญที่ยังน่ากังวลอยู่หลายจุด

อย่างแรกก็คือปัญหาเรื่องคน ตัวเลข 230,000 คนที่รัฐบาลตั้งเป้าพัฒนานั้น ยังไม่มีรายละเอียดว่าเป็นวิศวกรสาขาอะไร ระดับไหน และจะผลิตจากไหน เพราะปัญหาของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ตอนนี้คือการขาดแคลนวิศวกรกระบวนการผลิตและนักวัสดุศาสตร์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ต้องใช้เวลาฝึกฝนนานหลายปีและหายากมากในตลาดโลก ซึ่งปัจจุบันไทยยังไม่มีสถาบันการศึกษาที่ผลิตบุคลากรกลุ่มได้ในปริมาณที่เพียงพอ

อย่างที่สองคือปัญหาโครงสร้างพื้นฐานที่มองไม่เห็น เนื่องจากโรงงานผลิตชิปต้องการสิ่งที่คนทั่วไปไม่นึกถึง นั่นคือน้ำบริสุทธิ์ระดับสูงมากและพลังงานไฟฟ้าราคาต่ำที่มีเสถียรภาพสูง เพราะไฟดับแม้แค่วินาทีเดียวอาจทำให้ชิปทั้งล็อตเสียหายได้ทันที ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ยังเป็นโจทย์ที่ไทยต้องแก้ไขให้ได้หากต้องการจะผลิตชิปในประเทศจริง ๆ

และอีกปัญหาที่สำคัญมากที่สุดคือความต่อเนื่องของนโยบาย เมื่อเป้าหมายคือปี 2050 หรือ 24 ปีข้างหน้า ต้องผ่านการเลือกตั้งอีกอย่าง 6 ครั้ง ซึ่งประเทศที่จะประสบความสำเร็จในอุตสาหกรรมนี้อย่างเกาหลีใต้และไต้หวันที่ไม่ว่าจะเปลี่ยนพรรคการเมืองกี่ครั้ง ก็ยังคงรักษานโยบายภาษี การวิจัยและการพัฒนาบุคลากรไว้อย่างสม่ำเสมอ เรียกได้ว่าสิ่งที่ทำให้ทั้งสองประเทศทำได้คืออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์กลายเป็นวาระแห่งชาติที่อยู่เหนือการเมือง ไม่ใช่นโยบายของรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่ง

สำหรับไทย คำถามที่ยังไม่มีคำตอบคือมีกลไกอะไรที่จะทำให้แผนนี้มีผลผูกพันกับรัฐบาลชุดต่อ ๆ ไป การตั้งบอร์ดระดับชาติโดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานนั้นดี แต่คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีสามารถยกเลิกได้ง่าย ๆ เพียงแค่ออกคำสั่งใหม่ และไทยมีประวัติของแผนอุตสาหกรรมระดับชาติที่ถูกพับเก็บไปพร้อมเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลอยู่หลายครั้ง เช่น แผนการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าในอดีต

ชิปเซมิคอนดักเตอร์ : ที่มา TSMC

ชิปเซมิคอนดักเตอร์ : ที่มา TSMC

นอกจากนี้แผนการอีกหลายอย่างก็ยังไม่มีความชัดเจน เช่น รัฐบาลได้ระบุชื่อบริษัทเป้าหมายที่ต้องการให้มาลงทุนทำโรงงานผลิตชิปในประเทศไทย ซึ่งก็คือ TSMC, Samsung และ Intel ไว้อย่างชัดเจน แต่ก็กลับไม่มีแผนการหรือนโยบายที่จะดึงดูดบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้ให้เข้ามาลงทุนได้เลย ในขณะที่ทางสหรัฐฯ เสนอเงินอุดหนุนโดยตรงสูงถึง 50% ของต้นทุนโรงงานผ่านร่างกฎหมาย CHIPS Act

ทางฝั่งญี่ปุ่นเสนอแพ็กเกจพิเศษจนดึงบริษัท TSMC เข้ามาตั้งโรงงานที่เมืองคุมาโมโตะได้สำเร็จ ส่วนอินเดียเองก็เสนอเงินอุดหนุน 50% เช่นกัน จนกลายเป็นคำถามสำคัญว่า ไทยจะเสนออะไรที่แตกต่างพอให้บริษัทเหล่านี้เลือกมาอยู่ที่ประเทศไทยกันแน่

ยิ่งไปกว่านั้นก็ยังมีประเด็นเรื่องที่ประเทศไทยจะวางตัวอย่างไรในความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนในเรื่องการผลิตชิป โดยสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ก็มักกดดันพันธมิตรไม่ให้ขายชิปให้กับจีน ในขณะที่จีนคือตลาดส่งออกใหญ่ที่สุดของไทย หากเลือกข้างผิดอาจหมายถึงการสูญเสียทั้งตลาดและเทคโนโลยีชิปไปพร้อม ๆ กัน

จะได้เห็นว่าในตอนนี้ ยังไม่มีรายละเอียดเพียงพอให้ประเมินได้ว่าแผนการสร้างชิปเซมิคอนดักเตอร์ภายในประเทศไทยจะสำเร็จหรือไม่ แม้จุดแข็งจะมีอยู่จริง แต่ช่องว่างก็ใหญ่พอ ๆ กัน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งในปีต่อ ๆ ไป


อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS


ที่มาข้อมูล : boi, wevolver, wikipedia


“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech
 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ผลิตเซมิคอนดักเตอร์เซมิคอนดักเตอร์บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ชิปผลิตชิปเทคโนโลยีThai PBS Sci And Tech Thai PBS Sci & Tech TechTechnology
พุทธานุภาพ ศิลแสน

ผู้เขียน: พุทธานุภาพ ศิลแสน

นักฟิสิกส์ผู้รักในการเล่าเรื่องและแบ่งปัน เพราะวิทยาศาสตร์เป็นของทุกคน

บทความ NOW แนะนำ