วันที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 2025 คณะวิจัยที่ Center for BrainiHealth (CBH : ศูนย์เพื่อสุขภาพสมอง) มหาวิทยาลัยเท็กซัสที่ดัลลัส และจากมหาวิทยาลัยอื่นๆ ในสหรัฐอเมริกากับในประเทศไอร์แลนด์ ร่วมกับตีพิมพ์รายงานในวารสาร Scientific Reports ผลการวิจัยใหม่ เกี่ยวกับการทำงานของสมองกับอายุ ได้ผลที่แตกต่างไปจากความเชื่อความเข้าใจที่ยึดถือกันมา เกี่ยวกับประสิทธิภาพการทำงานของสมองว่า จะเสื่อมตามอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับคนสูงวัย
“วิทยาศาสตร์ ทันโลก ทันชีวิต” วันนี้ขอนำท่านผู้อ่านไปดูผลการวิจัยใหม่ว่า ทำอย่างไร ? ได้ผลสรุปอย่างไร ? ที่สำคัญ ผลการวิจัยใหม่นี้ จะมีผลต่อคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนสูงวัยขึ้น หรือไม่ ? อย่างไร ?
จาก “กลิ่นไม้แซมผม” ถึง “สมอง”
เมื่อไม่กี่วันมานี้เอง ในระหว่างที่ผู้เขียนกำลังดูบันทึกความก้าวหน้าความเคลื่อนไหวสำคัญในวงการวิทยาศาสตร์ และเรื่องราวเกี่ยวกับ “ชีวิต” ที่ตั้งใจจะนำมาเล่าสู่และแบ่งปันกับท่านผู้อ่าน ผู้เขียนก็สะดุดกับเรื่องหนึ่ง และในทันที ก็เหมือนกับได้ยินเสียงเพลงเพลงหนึ่ง ดังขึ้นในสมอง
เพลงนั้น คือ กลิ่นไม้แซมผม ขับร้องโดย ชาญ เย็นแข จากการประพันธ์คำร้องโดย สุนทรียา ณ เวียงกาญจน์ และทำนองโดย สมาน กาญจนะผลิน ในท่วงทำนองและดนตรีเพลงไทยเดิมแบบสังคีตประยุกต์
ผู้เขียนชอบฟังเพลงและร้องเพลงตั้งแต่ยังเป็นเด็กวัยรุ่น อยู่ที่เมืองโคราชประมาณก่อนปี พ.ศ. 2500 การฟังเพลงยุคสมัยนั้น นอกไปจากแผ่นเสียงแบบเก่า (แผ่นครั่ง) แล้ว โดยทั่วไปก็ฟังจากวิทยุเป็นหลัก หรือจากร้านขายวิทยุโทรทัศน์ ซึ่งก็จะเปิดแผ่นเสียงเพลงเสียงดัง ได้ยินได้ฟังกันไปไกลทั่วท้องถนนและหลายบ้านใกล้เคียง
มีเพลงมากมายในยุคสมัยก่อนปี พ.ศ. 2500 แต่ทำไมผู้เขียนจึงนึกถึงเพลงกลิ่นไม้แซมผม ขับร้องโดย ชาญ เย็นแข ขึ้นมา ?
คำตอบของผู้เขียนเอง คือ ก็เพราะเพลงนี้ ดูจะ “ฝังอยู่ในหัว” ของผู้เขียนมานาน แม้ถึงปัจจุบัน เวลาผ่านไปแล้วกว่า 70 ปี (นับจากก่อน ปี พ.ศ. 2500) ตั้งแต่เมื่อได้ฟังเพลงนี้เป็นครั้งแรก และก็เป็นเพลงหนึ่งที่ชอบ (ฝึก) ร้อง จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ เพลงกลิ่นไม้แซมผมเวอร์ชัน ชาญ เย็นแข ก็ยังเป็นเพลงที่ผู้เขียน “ร้อง” เมื่ออยู่คนเดียว หรือในวาระที่เหมาะสม
การที่มีเรื่องบางเรื่อง “ฝังอยู่ในหัว” ของคนบางคนอยู่นาน ในเชิงวิทยาศาสตร์แล้ว ก็เป็นเรื่องของ “สมอง”
“สมอง” ที่มนุษย์มีเหนือสรรพสัตว์บนโลกและทำให้มนุษย์เป็น “เจ้าโลก” เหนือสรรพชีวิตบนโลก...
และก็เพราะ “สมอง” ทำให้ผู้เขียนเสมือนกับมี “ยานเวลา” ย้อนกลับคืนสู่บรรยากาศและความรู้สึกเก่าๆ ในอดีตได้ สภาพและกลิ่นไออันสงบ งดงาม สดชื่น ของเมืองโคราช ทั้งในตัวเมือง และในตำบล ถึง อำเภอพิมาย ที่มีปราสาทหินพิมาย
แล้วจากเพลง “กลิ่นไม้แซมผม” ไปเกี่ยวกับโจทย์การวิจัยเรื่องของเราวันนี้อย่างไร ? เกี่ยวกับ “สมอง” ใช่ไหม ?
คำตอบ คือ ใช่ !
แล้วมีอะไรใหม่หรือ ? นักวิทยาศาสตร์วันนี้มีความรู้เกี่ยวกับ “สมอง” อย่างดีแล้ว มิใช่หรือ ?
คำตอบ คือ ถูกต้อง นักวิทยาศาสตร์วันนี้ มีความรู้อย่างดีมากทีเดียวเกี่ยวกับสมอง แต่ก็ยังมีอีกมาก “ที่สำคัญ” “ที่ไม่ชัดเจน” หรือ “อาจไม่ถูกต้อง”
แล้วความคาดหวังจากการวิจัย คืออะไร? เพราะอะไร ?
ก่อนไปเปิดดู “การวิจัยใหม่” จริงๆ เราไปทบทวนความรู้เกี่ยวกับ “สมอง” ของมนุษย์อย่างเร็วๆ กันก่อน
“สมอง” บทบาทจากอดีตถึงปัจจุบัน
ย้อนหลังไปถึงยุคนักปราชญ์ชาวกรีกโบราณ ดังเช่น โสคราตีส (Socrates : 470-399 ปีก่อนคริสต์ศักราช) พลาโต (Plato : 427-347 ปีก่อน คริสต์ศักราช) และ อริสโตเติล (Aristotle : 384-322 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ความเข้าใจของวงการวิทยาศาสตร์โบราณ ซึ่งอริสโตเติลได้เขียนเป็นประมวลความรู้ในยุคสมัยนั้น คือ
สมอง เป็นศูนย์รวมการสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกาย โดยมีหัวใจเป็นศูนย์รวมการทำงานของร่างกายเป็นความรู้สึกนึกคิด
ความรู้ที่ผิดๆ ซึ่งนำมาสู่คำพูดความเข้าใจผิดๆ ที่ติดปากติดความเข้าใจในทุกภาษาทั่วโลกถึงทุกวันนี้ ดังเช่น “คนใจแข็ง” “คนใจอ่อน” “คนใจหิน” “คนใจดี” “คนใจร้าย” ฯลฯ
จนกระทั่งถึงศตวรรษที่ 13 ความเข้าใจในบทบาทของสมองกับหัวใจนี้ จึงได้รับการแก้ไขให้ถูกต้อง (สลับบทบาทกัน) โดยนายแพทย์และนักปรัชญาชาวกรีก กาเลน (Galen : ค.ศ. 129-216) จากการแอบศึกษาศพคนตาย (ซึ่งต้องห้ามโดยทางศาสนา) และศึกษากับนักสู้กลาดิเอเตอร์ที่บาดเจ็บและเสียชีวิต
จากยุคสมัยของ กาเลน มา วงการวิทยาศาสตร์ก็จึงเข้าใจบทบาทที่ถูกต้องระหว่างสมองกับหัวใจ
แล้วความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ “สมอง” เป็นอย่างไรในปัจจุบัน ?
จากยุคของกาเลนมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน นับเป็นเวลาประมาณ 8 ศตวรรษ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสมองของวงการวิทยาศาสตร์ก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อได้อาศัยเทคโนโลยีตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 20 มา ซึ่งสามารถเจาะศึกษาสมองอย่างละเอียด ลงไปถึงเซลล์สมอง โดยไม่ต้องผ่าสมอง ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสมองก็เพิ่มขึ้นอีกอย่างมาก
แล้วยังเหลืออะไรเกี่ยวกับสมองให้นักวิทยาศาสตร์ต้องศึกษาวิจัยกันอีก ?
โจทย์วิจัยและวิธีการ
ถึงแม้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสมองจะดีขึ้นอย่างมาก แต่ก็ยังมี “คำถาม” และ “ความไม่แน่ใจ” เกี่ยวกับสมองอีกมาก !
แล้วโจทย์ของการวิจัยใหม่วันนี้ คืออะไร ?
อย่างตรงๆ โจทย์ของการวิจัย คือ การทดสอบและประเมินว่า สมองมนุษย์มีขีดจำกัดในการพัฒนาตามวัย แค่ไหน ? โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมองของคนสูงวัย
สำหรับวิธีการวิจัย คณะวิจัยออกแบบการศึกษาทดลองกับตัวอย่างการศึกษา จำนวน 3,966 คน มีอายุจาก 19 ถึง 94 ปี เป็นเวลา 3 ปี โดยให้ทุกคนทำกิจกรรมฝึกและพัฒนาสมองเป็นประจำทุกวันอย่างสั้นๆ เพียงวันละ 5 ถึง 15 นาที
ในระหว่างการศึกษาทดลอง คณะวิจัยก็ติดตามดูการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น กับ “สุขภาพสมอง” (Brain Health) ทั้งในด้านดีขึ้นและต่ำลง โดยเน้นติดตามการเปลี่ยนแปลง 3 ด้านของสุขภาพสมอง คือ : (1) ความชัดเจนของความคิด (2) ความสมดุลทางอารมณ์ และ (3) ความเชื่อมโยงกับสังคม
จากปัจจัยตัวแปรประมาณ 20 ตัวเกี่ยวกับสมองและร่างกาย เช่น คุณภาพการนอนหลับ ความสุขและอื่นๆ ที่ออกแบบสำหรับการศึกษาวิจัย ก็จะสรุปออกมาเป็น “ดัชนีสุขภาพสมอง” (Brain Health Index : BHI) ของแต่ละตัวอย่างการศึกษาทดลอง
ค่าดัชนีสุขภาพสมองก็จะเป็นตัวชี้วัดสภาพและความเปลี่ยนแปลงของสุขภาพสมอง
ค่าที่เพิ่มขึ้น, ลดลง หรือคงที่ของดัชนีสุขภาพสมอง ก็จะบอกถึงสุขภาพและประสิทธิภาพการทำงานของสมองแต่ละคน
ผลการวิจัย
ชื่อรายงานผลการวิจัยที่เป็นโฟกัสเรื่องของเราวันนี้ คือ “Measuring and increasing the brain health span across adulthood : a public health imperative.” (การวัดและการเพิ่มสุขภาพสมองตลอดวัยผู้ใหญ่ : เรื่องสำคัญของสุขภาพสาธารณะ)
สรุปผลการวิจัยที่น่าสนใจและสำคัญ คือ
*สมองของมนุษย์แต่ละคน จะคล้ายกับลายนิ้วมือ (fingerprint) คือ มนุษย์แต่ละคน มีลายนิ้วมือของตนเอง ไม่เหมือนของคนอื่น
*สมองของมนุษย์ทุกคน มีศักยภาพจะพัฒนาหรือเติบโตขึ้นได้ โดยไม่ขึ้นอยู่กับเพศและระดับการศึกษา
*ปัจจัยสำคัญที่สุดของการเปลี่ยนแปลงของสมอง คือ “engagement” หรือ “การมีส่วนร่วม” ดังเช่น การฝึกให้สมองทำงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง อย่างเป็นประจำ
*การฝึกเพื่อการทำงานของสมองให้ดีขึ้น มีผลทำให้สมองทำงานได้ดีขึ้นจริง
*ผลการฝึกแสดงชัดเจนที่สุด สำหรับกลุ่มผู้เข้าร่วมการฝึก ที่เริ่มต้นกับค่าดัชนีสุขภาพสมองต่ำที่สุดหรือต่ำมาก
*ผลการฝึกก็มีผลในเชิงบวก กับผู้ที่เริ่มต้นการฝึกกับค่าดัชนีสุขภาพสมองที่สูง
แต่ผลการวิจัยรวบยอดสำคัญที่สุด คือ การค้นพบว่า แม้แต่คนที่ “อายุมากหรือค่อนข้างมาก” คือ คนวัย 80 ปี ก็ยังสามารถมีสมองที่ “ดีขึ้นอีก” ได้
เป็นบทสรุปการค้นพบใหม่สำคัญ ขัดแย้งกับความเชื่อความเข้าใจโดยทั่วไปที่ยึดถือกันอยู่ ว่า สมองของคนเรา จะสามารถทำงานได้ “ดีขึ้น” ถึง “วัยหนึ่ง” เท่านั้น
จากผลการวิจัยและขีดจำกัด
จากผลการวิจัย แล้วอย่างไร ? จะเกิดผลประโยชน์อย่างไร ?
ผลการวิจัยที่คณะวิจัยให้ความสำคัญมากที่สุด คือ ผลที่แสดงว่า สมองของมนุษย์สามารถจะ “ดีขึ้น” ได้ ตลอดชั่วอายุขัย
ประเด็นใหญ่ของข้อสรุปนี้ มิได้หมายความว่า มนุษย์จะสามารถมีชีวิตที่เป็นอมตะได้ เพราะสมองดูจะไม่มีวันตาย
เพราะคณะวิจัยก็ชี้ว่า มนุษย์ไม่สามารถมีชีวิตที่เป็นอมตะได้ เนื่องจากสมองก็มีอายุขัยตามสภาพอย่างเป็นธรรมชาติ ดังเช่น อวัยวะต่างๆ ของมนุษย์
นั่นคือ สมอง ก็จะต้องเสื่อมต้องสิ้นอายุขัยดังเช่นอวัยวะทั่วไป ตามสภาพของพันธุกรรมหรือยีน ที่กำหนดสภาพการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์ และปัจจัยสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้สมองต้อง “เสื่อม” หรือ “ต้องหมดสภาพ” การทำงาน ดังเช่น โรคภัยไข้เจ็บ หรืออุบัติเหตุที่เกิดกับสมอง
แต่ “หัวใจสำคัญที่สุด” ของผลการวิจัยชี้ว่า มนุษย์สามารถจะมีสมอง ที่ยังพัฒนาคือ “ดีขึ้น” ได้ ทราบเท่าที่ยังมีชีวิตอยู่ !
อย่างเป็นรูปธรรม ผลการวิจัยชี้บอกในส่วนที่เป็น “สุขภาพสาธารณะ” อย่างไร ?
ที่น่าสนใจและสำคัญ มีเช่น
*ความตระหนักว่า มนุษย์ทุกคน มีสมองซึ่งสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้ตลอดชีวิต ตราบเท่าที่สุขภาพกายของสมองยังดีอยู่
*แก้ไขความเข้าใจอย่างผิดๆ ว่า การใช้สมองมาก ทำให้สมองเสื่อม เพราะจริงๆ แล้ว สมอง ยิ่งใช้ ก็จะยิ่งดี แต่มีเงื่อนไขว่า ต้องใช้สมอง “คิดมาก” ในด้านสร้างสรรค์ เพราะถ้าใช้สมองคิดมากในเรื่องไม่ดี ไม่เป็นมงคล สมองก็มีแต่จะเสื่อมลง
*ในภาพใหญ่ระดับประเทศ ที่คนกำลังมีอายุยืนยาวขึ้น ความเข้าใจว่า สมองยังดีขึ้นได้เสมอ ก็จะยิ่งเพิ่มประชากรในส่วนที่มีคุณภาพให้มากขึ้น
*ความสำคัญของการจัดกิจกรรม “เพิ่มประสิทธิภาพของสมอง” โดยชุมชนและภาครัฐ เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชากร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนสูงวัย ซึ่งก็จะช่วยลดภาระด้านสาธารณสุขของภาครัฐ ในการบริการสุขภาพสาธารณะของคนในประเทศ
ขีดจำกัดและก้าวต่อไปของการวิจัย
การวิจัยใหม่นี้ มีขีดจำกัดอย่างไร ? และคณะวิจัยมีแผนดำเนินการต่อไปอย่างไร ?
สำหรับเรื่องขีดจำกัด คณะวิจัยกล่าวว่า มี 2 เรื่องเกี่ยวข้องโดยตรง คือ
หนึ่ง : ความหลากหลายของตัวอย่าง ที่จะเป็นตัวแทนของสังคมหรือประเทศ เพราะตัวอย่างการศึกษา ส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาว เป็นผู้หญิงและมีการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย
สอง : จำนวนตัวอย่าง คือ 3,966 คน ถึงแม้จะเพียงพอสำหรับการค้นพบใหม่ว่า สมองของมนุษย์ จะ “ดีขึ้นได้” เสมอ โดยไม่ขึ้นอยู่กับวัยหรืออายุ แต่การเพิ่มจำนวนตัวอย่างผู้เข้าร่วมการศึกษาวิจัย ก็จะช่วยในการ “ยืนยัน” และ “เพิ่ม” ผลจากการศึกษาวิจัยที่สำคัญต่อสมอง
สำหรับก้าวต่อไปของคณะวิจัยล่ะ ?
คณะวิจัยกล่าวสรุปได้ว่า มี 2 ส่วนสำคัญ คือ
หนึ่ง : ดำเนินการศึกษาวิจัยต่อ โดยการขยายจำนวนตัวอย่าง ความหลากหลายและสมดุลของตัวอย่างในเรื่องผิวสี, เพศ การศึกษา และอื่นๆ
สอง : การศึกษาใหม่ ซึ่งมีทั้งส่วนที่ขยายการศึกษาตามรายงานวันนี้ และส่วนที่ “ใหม่” โดยส่วน “ใหม่” ที่สำคัญ คือ อาศัยเทคโนโลยีในการสแกนหรือถ่ายภาพสมอง ซึ่งลงลึกได้ถึงเส้นประสาทสมอง
ความคาดหวังใหญ่ของการสแกนสมอง คือ เพื่อการเจาะศึกษาลงลึกถึงสภาพและกลไกการทำงานของสมอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนเกี่ยวข้องกับ “ดัชนีสุขภาพสมอง (BHI)”...
และจากการศึกษาภาพสมองเป็นระยะและเป็นช่วงเวลายาวนาน คณะวิจัยก็หวังว่า จะได้เห็นทั้งกลไกและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับสมอง จาก “การฝึก” การทำงานของสมอง
สำหรับส่วนของการศึกษาโดยการสแกนสมอง จริงๆ แล้ว คณะวิจัยก็ได้เริ่มต้น...ทำงาน...กับศูนย์เพื่อสุขภาพสมองมหาวิทยาลัยเท็กซัสมาเป็นเวลาหนึ่งแล้ว โดยได้มีการสแกนสมองของ “อาสาสมัคร” จำนวน 400 คน มากกว่า 1,200 ครั้ง ที่ศูนย์ถ่ายภาพสุขภาพสมองแซมมอนส์ (Sammons brainhealth Imaging Center) มหาวิทยาลัยเท็กซัส
“สมอง” กับ “กลิ่นไม้แซมผม” ชั่วนิรันดร์ !
ลอรี คุก (Lorri Cook) ผู้อำนวยการการวิจัยคลินิก (Director of Clinical Research) ที่ศูนย์สุขภาพสมอง มหาวิทยาลัยเท็กซัส และเป็นผู้ร่วมเขียนรายงานการวิจัยที่เป็นโฟกัสเรื่องของเราวันนี้ กล่าวถึงความสำคัญของการเผยแพร่ความรู้ใหม่ทางวิทยาศาสตร์แก่สังคม ที่มีความสำคัญต่อคุณภาพชีวิต ดังเช่น จากการวิจัยใหม่เกี่ยวกับสมอง ที่ขัดแย้งกับความเข้าใจที่ยึดถือกันมา โดยเธอ (และคณะวิจัย) ก็จึงตั้งใจเขียนรายงานผลการวิจัย มีข้อความสรุปท้ายชื่อรายงานว่า “a public health imperative” (เรื่องสำคัญของสุขภาพสาธารณะ) บ่งบอกนัยความสำคัญระดับประเทศ เพราะเกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของคนทั้งประเทศ
สำหรับผู้เขียนเอง ขณะกำลังเขียนมาถึงบทสรุปเรื่องที่นำมาเล่าสู่ท่านผู้อ่านวันนี้ ผู้เขียนก็รู้สึกได้ยินเสียงเพลง “กลิ่นไม้แซมผล” ดังขึ้นมาอีกในสมอง และก็หวังว่า จะยังมี “สมอง” ให้ “กลิ่นไม้แซมผม” อยู่กับผู้เขียนอย่างเป็นนิรันดร์ถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิต
แล้วท่านผู้อ่านล่ะครับ ถ้าอ่านมาถึงบรรทัดนี้ นึกถึงเพลงอะไรขึ้นมาบ้างไหมครับ ? หรือนึกถึงความทรงจำอะไร ที่ท่านอยากให้ “ฝังอยู่ในสมอง” ของท่าน ถึงวันลมหายใจสุดท้าย
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech









