Mindful Running วิ่ง สงบ ใจ สร้างสมาธิ เสริมพลังชีวิต ด้วยการวิ่ง


กีฬา

คมสัน ประมูลมาก

Thai PBS
แชร์

Mindful Running วิ่ง สงบ ใจ สร้างสมาธิ เสริมพลังชีวิต ด้วยการวิ่ง

https://www.thaipbs.or.th/now/content/4376

Mindful Running วิ่ง สงบ ใจ สร้างสมาธิ เสริมพลังชีวิต ด้วยการวิ่ง
บริการเสริมจาก Thai PBS AI
ช่วยสรุปให้

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในปัจจุบันคนไทยหันมาสนใจกับการดูแลสุขภาพและการออกกำลังกายเพิ่มมากขึ้น โดยบรรดากิจกรรมการออกกำลังกายทั้งหมด การวิ่งถือเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมสูงที่สุด เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่เริ่มต้นได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ที่ซับซ้อนหรือมีราคาแพง มีเพียงรองเท้าหนึ่งคู่ก็สามารถออกไปวิ่งเพื่อสุขภาพกันได้แล้ว

 คนไทยใช้เวลา 46.7 นาทีต่อการวิ่ง 1 ครั้ง ติดอันดับ 5 ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก 

ความนิยมในการวิ่งของคนไทยสะท้อนให้เห็นได้จากข้อมูลสถิติที่มีการบันทึกไว้ว่า ในปี 2567 มีการจัดงานวิ่งทั่วประเทศมากกว่า 2,000 รายการ นอกจากนี้ข้อมูลยังระบุอีกว่า คนไทยใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 46.7 นาทีต่อการวิ่ง 1 ครั้ง เป็นตัวเลขที่ทำให้ประเทศไทยติดอันดับ 5 ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ในเรื่องของระยะเวลาเฉลี่ยที่ใช้ในการวิ่ง แสดงให้เห็นว่าชาวไทยมีความจริงจังในการออกกำลังกายเป็นอย่างมาก

คนไทยตื่นตัวเรื่องการออกกำลังกาย

คนไทยตื่นตัวเรื่องการออกกำลังกาย

แม้ว่าจะมีประโยชน์มากมายต่อร่างกาย แต่หลายคนอาจพบว่าในขณะที่กำลังวิ่งอยู่นั้น จิตใจมักจะคิดฟุ้งซ่าน คิดกังวลเรื่องงาน เรื่องครอบครัว หรือคิดวนเวียนอยู่กับปัญหาต่าง ๆ สภาวะนี้อาจไม่ส่งผลดีต่อสภาพจิตใจ ทำให้เราไม่สามารถรับรู้และมีความสุขอยู่กับสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้อย่างเต็มที่ จึงเป็นที่มาของแนวคิดเรื่อง "Mindful Running" การผสานการทำสมาธิเข้ากับการวิ่ง

Mindful Running คืออะไร ? วิ่งแบบไหน ?

Mindful Running คือ การนำหลักการเจริญสติ ทำสมาธิ มาปรับใช้ร่วมกับการวิ่ง ปล่อยวางสิ่งรบกวนและความคิดว้าวุ่นรอบตัว แล้วหันกลับมาเชื่อมต่อการรับรู้ของร่างกายตนเองในขณะที่กำลังวิ่งอยู่อย่างตั้งใจ เฝ้าสังเกตและรับรู้สภาวะทางกายและใจของตนเองในทุก ๆ ก้าวที่เคลื่อนที่ไปข้างหน้า ประกอบด้วยทักษะสำคัญ 3 ประการในการฝึกฝน ได้แก่

  • Concentration (การมีสมาธิจดจ่อ) ความตั้งใจและสมาธิที่มุ่งเน้นอยู่กับตัวเราเองหรือสภาพแวดล้อมรอบตัวในขณะนั้น โดยไม่ปล่อยให้จิตใจลอยไปคิดเรื่องอื่น
  • Clarity (ความชัดเจนในปัจจุบัน) ความสามารถในการติดตามและรับรู้สิ่งที่เรากำลังสัมผัสและรู้สึกอยู่ในร่างกายในขณะนั้นจริง ๆ เช่น การรับรู้ลักษณะลมหายใจหรือการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ
  • Coolness (ความสงบใจ) การเปิดใจยอมรับทุกสภาวะและทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้น ไม่ว่าความรู้สึกนั้นจะเป็นความเหนื่อยล้า ความตึงเกร็ง ความเจ็บปวด หรือความสบาย โดยไม่พยายามฝืนต้าน ขัดขืน หรือหงุดหงิดกับสภาวะเหล่านั้น แต่ปล่อยให้ความรู้สึกเหล่านั้นดำเนินไปตามธรรมชาติ

Mindful Running คือ การนำหลักการเจริญสติ ทำสมาธิ มาปรับใช้ร่วมกับการวิ่ง

Mindful Running คือ การนำหลักการเจริญสติ ทำสมาธิ มาปรับใช้ร่วมกับการวิ่ง

Mindful Running แตกต่างกับการวิ่งแบบทั่วไปอย่างไร

การวิ่งแบบทั่วไปผู้วิ่งส่วนใหญ่มักจะให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่เป็นตัวเลข เช่น ระยะทาง ความเร็ว หรือการเปรียบเทียบสถิติตนเองในครั้งที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีใช้การวิ่งเพื่อตัดขาดความสนใจของตัวเองออกจากร่างกาย หลบหนีความเหนื่อยล้าจากการใช้ชีวิตไปอยู่ในโลกของการวิ่งชั่วคราว การวิ่งแบบนี้ช่วยสร้างความแข็งแรงทางร่างกายได้ดี แต่บางครั้งก็อาจทำให้ผู้วิ่งรู้สึกกดดันตนเองโดยไม่รู้ตัว

การวิ่งแบบทั่วไปผลลัพธ์คือตัวเลข การวิ่งแบบ Mindful Running ผลลัพธ์คือการมีสติ

Mindful Running จะช่วยปรับให้สภาพจิตใจของเราเชื่อมโยงกับร่างกายและจิตใจของตนเองอย่างแท้จริง ไม่เบี่ยงเบนความสนใจด้วยสิ่งรบกวน หรือผลลัพธ์ที่เราต้องการ แต่หันมาตั้งใจฟังเสียงลมหายใจของตัวเอง สัมผัสถึงจังหวะฝ่าเท้าที่กระทบลงบนพื้น และเฝ้าสังเกตปฏิกิริยาของกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ การวิ่งแบบนี้จะปล่อยวางความกังวลเรื่องตัวเลขความเร็วและระยะทางลงชั่วคราว เพื่อกลับมาให้ความสำคัญกับประสบการณ์ทางร่างกายที่เกิดขึ้นจริง

ประโยชน์ของการวิ่งแบบ Mindful Running

การวิ่งมีสติและสมาธิจะช่วยให้ผู้วิ่งรู้สึกผ่อนคลาย

การวิ่งมีสติและสมาธิจะช่วยให้ผู้วิ่งรู้สึกผ่อนคลาย

  1. ช่วยลดความเครียด ในแต่ละวัน สมองของเราต้องคอยจัดการกับปัญหาและความกดดันต่างๆ มากมาย จนมักจะเกิดอาการคิดฟุ้งซ่านและคิดวนเวียนถึงเรื่องที่เกิดขึ้นไปแล้วหรือเรื่องที่กังวลว่ากำลังจะเกิดขึ้น การมีสติจะช่วยดึงความคิดเหล่านั้นให้กลับมาอยู่ที่การวิ่ง ส่งผลให้ระบบประสาทผ่อนคลาย ระบายความเครียด
  2. ดีต่อสุขภาพจิต
    การวิ่งช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารเคมีแห่งความสุข เช่น สารเอนดอร์ฟิน (Endorphins) ซึ่งทำหน้าที่ช่วยปรับระดับอารมณ์ให้ดีขึ้นตามธรรมชาติ เมื่อผสานกับการฝึกสติที่ช่วยลดความกังวลใจ จึงช่วยบรรเทาความวิตกกังวลได้ดี ทำให้มีความรู้สึกผ่อนคลาย และนอนหลับได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น
  3. ส่งเสริมการทำงานของสมอง
    ดร. เวนดี้ ซูซูกิ นักประสาทวิทยาชื่อดัง พบว่าการออกกำลังกายประเภทแอโรบิก เช่น การวิ่ง มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นการสร้างเซลล์สมองใหม่ๆ โดยเฉพาะในสมองส่วนฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องการเรียนรู้และความจำ นอกจากนี้ยังช่วยปกป้องสมองจากการเสื่อมถอยตามวัย และช่วยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์
  4. สร้างการยอมรับในตัวเอง
    การวิ่งอย่างมีสติช่วยสอนให้เราเฝ้าสังเกตและยอมรับสภาพร่างกายตามความเป็นจริงในขณะนั้น ทำให้ความรู้สึกโกรธตัวเองจะลดน้อยลงเมื่อวิ่งช้า ความหงุดหงิดจะไม่ถามหาเมื่อรู้สึกเหนื่อยล้าจนต้องเดิน ลดการสร้างความกดดันให้กับตัวเอง หันกลับมาเข้าใจธรรมชาติของร่างกาย เป็นกิจกรรมที่ปลอดภัยต่อสุขภาพใจ

วิธีการวิ่งแบบ Mindful Running

ช่วงที่ 1: ก่อนวิ่ง เมื่อเตรียมตัวพร้อม ให้หยุดยืนนิ่ง ๆ เพื่อรับรู้ลมหายใจ สูดลมหายใจเข้าและออกลึกๆ เพื่อดึงจิตใจที่กำลังว้าวุ่นให้กลับมารวมอยู่กับร่างกาย สังเกตสัมผัสของฝ่าเท้าที่เหยียบยืนอยู่บนพื้น และสังเกตสภาวะลมหายใจเข้า-ออก ของตนเองโดยไม่ต้องพยายามปรับเปลี่ยนจังหวะ ทำกิจกรรมนี้ด้วยความตั้งใจและเงียบสงบโดยไม่ต้องรีบร้อน

ช่วงที่ 2: ระหว่างวิ่ง เมื่อออกตัว ให้แบ่งเวลาประมาณ 5 ถึง 10 นาทีในระหว่างการวิ่งมาทำการฝึกสติ ด้วยการสังเกตลมหายใจตามธรรมชาติของตนเอง สัมผัสถึงความรู้สึกของลมที่ผ่านรูจมูกขณะหายใจเข้าและออก หากรู้สึกเริ่มหายใจไม่ทันจากความเหน็ดเหนื่อยให้ทำการปรับลมหายใจผ่านการหายใจเข้าลึก ๆ ทางจมูกเพื่อให้หน้าท้องขยาย และค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกช้า ๆ พยายามผ่อนลมหายใจออกให้ยาวกว่าลมหายใจเข้าประมาณสองเท่า หลังจากนั้นให้เริ่มทำการตรวจสอบทั่วร่างกายเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ

ระหว่างการวิ่งทุกส่วนร่างกายต้องสัมพันธ์กัน

ระหว่างการวิ่งทุกส่วนร่างกายต้องสัมพันธ์กัน

  • ฝ่าเท้า สังเกตการลงน้ำหนักขณะที่เท้ากระทบลงบนพื้นในแต่ละก้าว รับรู้ถึงลักษณะการลงสัมผัสของฝ่าเท้า เพื่อหาสัมผัสที่ตัวเองรู้สึกผ่อนคลายมากที่สุด
  • ขา สังเกตกล้ามเนื้อน่องและต้นขาว่ามีความหนัก ความเบา หรือมีอาการเกร็งตึงตรงจุดไหนหรือไม่ แล้วพยายามปล่อยวางความเกร็งนั้นลงเพื่อให้ขาก้าวไปได้อย่างผ่อนคลายมากขึ้น
  • แขน สังเกตน้ำหนักและการแกว่งแขนทั้งสองข้างให้สอดคล้องกับจังหวะวิ่งอย่างเป็นธรรมชาติ
  • หลังและไหล่ ตรวจสอบการวางท่าทางของหลังและไหล่ ปล่อยหัวไหล่ลงจนรู้สึกผ่อนคลาย พร้อมยืดแผ่นหลังให้ตรงสบายเพื่อเพิ่มพื้นที่ให้ปอดขยายตัวรับออกซิเจนได้เต็มที่

ช่วงที่ 3: หลังวิ่ง เมื่อวิ่งเสร็จเรียบร้อย อย่าเพิ่งรีบหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเช็กไถฟีดหรือแชร์สถิติของตนเอง แต่ให้ตั้งใจเดินช้า ๆ เพื่อเฝ้าสังเกตกระบวนการปรับสภาพตามธรรมชาติของร่างกาย สังเกตอัตราการเต้นของหัวใจที่ค่อย ๆ เต้นช้าลง สังเกตลมหายใจที่ค่อย ๆ กลับคืนสู่ความปกติ เมื่อผ่อนคลายลงแล้วให้สัมผัสความรู้สึกของกล้ามเนื้อในขณะที่ทำการยืดเหยียด และรู้สึกถึงรสชาติของน้ำที่ดื่มว่ามันส่งผลต่อร่างกายอย่างไร ทั้งหมดนี้เพื่อให้เราได้รับรู้ถึงผลลัพธ์ที่ดีจากการออกกำลังกายได้อย่างเต็มที่

เคล็ดลับในการวิ่งแบบ Mindful Running

Mindful Running จำเป็นต้องฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ

วิ่งด้วยความเร็วที่ช้าลง ในช่วงแรกของการฝึกซ้อม ให้เริ่มด้วยความเร็วที่ช้ากว่าปกติ เพื่อให้เรามีสมาธิในการจดจ่ออยู่กับร่างกายของตนเอง นอกจากนี้การวิ่งให้ช้าลงจะช่วยลดความกดดันในใจลงได้เป็นอย่างมาก

จดจ่อกับการก้าวเท้า สภาพจิตใจที่คิดฟุ้งซ่านเป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้เสมอ เมื่อใดก็ตามที่รู้ตัวว่าคิดเรื่องอื่นขอให้พาจิตใจกลับมาจดจ่ออยู่กับความรู้สึกขณะทำการก้าวเท้าลงบนพื้น จะเป็นการช่วยลดความคิดฟุ้งซ่าน

เฝ้ามองธรรมชาติ ความสวยงามที่อยู่รอบตัวในระหว่างการวิ่ง

เฝ้ามองธรรมชาติ ความสวยงามที่อยู่รอบตัวในระหว่างการวิ่ง

รับรู้สภาพแวดล้อมรอบตัว เปิดประสาทสัมผัส เฝ้ามองธรรมชาติหรือสิ่งที่อยู่รอบตัว เช่น ต้นไม้ สายลม เสียงนก เสียงต่าง ๆ รอบตัว เป็นช่วยผ่อนคลายจิตใจ และอยู่กับปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น

สติคือสิ่งที่ต้องฝึกฝน การวิ่งอย่างมีสติเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอเช่นเดียวกับความแข็งแรงของร่างกาย แต่อาจไม่จำเป็นต้องฝึกสติตลอดระยะเวลาที่วิ่งทั้งหมด เพียงแค่แบ่งเวลาฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ 5 ถึง 10 นาที ในทุกครั้ง การมีสติก็จะพัฒนาขึ้นตามลำดับ

Mindful Running  คือโอกาสที่จะช่วยให้เราพาร่างกายและจิตใจมาทำความรู้จักกันให้ดียิ่งขึ้น สงบขึ้น สลัดความกดดันจากเป้าหมายด้วยความผ่อนคลาย หันมารับรู้ถึงร่างกาย ลมหายใจ และการก้าวเท้าของตนเอง การวิ่งในรูปแบบนี้จึงไม่ใช่แค่กิจกรรมเพื่อการออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการฝึกฝนที่จะช่วยฟื้นฟูสุขภาพใจ สร้างสมาธิที่มั่นคง และส่งเสริมความแข็งแรงของร่างกายทั้งภายนอกและภายในได้อย่างแท้จริง

ส่วนใครที่อยากฝึกฝนการวิ่งแบบ Mindful Running ด้วยโจทย์ที่ท้าทายยิ่งขึ้น ขอแนะนำ Thai PBS KINGBRIDGE RUN 2026 ครั้งแรกกับประสบการณ์บน “เส้นทางลอยฟ้าที่สวยที่สุดของกรุงเทพฯ” สะพานภูมิพล 1 และ สะพานภูมิพล 2 เชื่อม 2 ฝั่งแผ่นดิน ระหว่างกรุงเทพมหานคร และสมุทรปราการ เปิดรับสมัครแล้ววันนี้! 

ติดตามอ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

อ้างอิง

  • A Guide To Mindful Running | Health In Mind | MR PORTER
  • Guided Running Meditation | Kernel of Wisdom - Mental Health & Mindfulness
  • Mindfulness 101: Master The Art of Mindful Running | Runkeeper.com
  • Mindful Running: How Running Could Improve Mental Health | Adidas.com

แท็กที่เกี่ยวข้อง

วิ่งออกกำลังกายMindful Running สมาธิ
คมสัน ประมูลมาก

ผู้เขียน: คมสัน ประมูลมาก

Digital Content Curator Specialist และ Content Writer ประจำการอยู่ที่สำนักสื่อดิจิทัล Thai PBS เชี่ยวชาญการผลิตผลงานในรูปแบบบทความ ที่เกี่ยวข้องกับ ประวัติศาสตร์ การเมือง สังคม สำเร็จการศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และนิยมดื่มกาแฟวันละ 2 แก้ว

บทความ NOW แนะนำ