ภัยพิบัติที่เกิดบนโลก บางเรื่องมนุษย์อาจป้องกันได้ จากความรู้ความสามารถ แต่บางเรื่อง มันเกินขีดความสามารถของมนุษย์ที่จะป้องกัน หรือ เรียกง่าย ๆ ว่า สายเกินไป เกินเยียวยา เราป้องกันอะไรไม่ได้จริง ๆ
26 สิงหาคม 2569 บริเวณเทือกเขาหิมาลัย พรมแดนทิเบต เนปาลได้เกิดภัยธรรมชาติครั้งรุนแรงที่สุดและภาพที่เห็นช็อกคนทั้งโลก
มวลน้ำ โคลน ดินมหาศาลไหลทะลักจากที่สูงลงมาเบื้องล่างอย่างเร็วและรุนแรงกวาดผู้คนนับพันสูญหายไปต่อหน้า ราวกับเกิด “สึนามิบนภูเขา”
ข้อมูลเบื้องต้นจากนักวิทยาศาสตร์ระบุว่า กลไกการเกิดเหตุ ปรากฏการณ์นี้ทางธรณีวิทยาเรียกว่า GLOF (Glacial Lake Outburst Flood) หรือ "น้ำท่วมจากการทะลักของทะเลสาบธารน้ำแข็ง" ซึ่งเปรียบเสมือน “สึนามิบนภูเขา”
หลายปีที่ผ่านมาอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นทำให้ธารน้ำแข็ง (Glacier) บนเทือกเขาสูงละลาย กลายเป็นทะเลสาบธารน้ำแข็ง และเมื่อคันกั้นธรรมชาติ (ก้อนหิน ดิน หรือน้ำแข็ง) พังทลาย น้ำมหาศาลจึงทะลักลงสู่พื้นที่ล่างอย่างรวดเร็ว
อันที่จริงนักวิทยาศาสตร์ได้เคยเตือนเรามาตลอด
Nature Climate Change หน่วยงานหลักที่ดูแลด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ได้เปิดเผยงานวิชาการที่เก็บข้อมูลมานานว่า
ในปี 2566 โลกมีอุณหภูมิร้อนเกิน 1.5 องศาเซลเซียส สูงกว่าค่าเฉลี่ยอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม (ปี 2393-2443) เป็นครั้งแรกไปเรียบร้อยแล้ว ทั้ง ๆ ที่ทั่วโลกพยายามจะจำกัดอุณหภูมิไม่ให้ร้อนเกิน 1.5 องศาเซียลเซียส
ในปี พ.ศ. 2558 ประชาคมโลก 197 ประเทศ ได้ให้คำมั่นไว้ในความตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่จะจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้พุ่งเกิน 1.5 องศาเซสเซียส โดยนักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ตัวเลข 1.5 องศาเซลเซียสถือเป็น ‘จุดเปลี่ยนสำคัญ’ คือหากอุณหภูมิสูงไปกว่านี้ โอกาสที่จะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ จะยากขึ้นมาก หรืออาจจะสายไปเสียแล้ว
อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นสูงเกิน 1.5 องศาเซียลเซียส ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งร้ายแรงที่สุด ถึงการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศครั้งสำคัญ และหายนะของคนทั้งโลก
แต่ดูเหมือนที่ผ่านมา มีแต่ความเงียบ และการกระทำที่ไม่ทันเวลา
หลังปี 2566 ความร้อนที่เกิดขึ้นทําให้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าอัตราภาวะโลกร้อนกําลังเร่งตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ และคาดว่า อุณหภูมิจะสูงทะลุ 2 องศาเซลเซียสภายในสิ้นสุดทศวรรษนี้ เร็วกว่าที่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ไว้ถึง 20 ปี
ถามว่า ถ้าโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นอีก 1.5 องศา จะเกิดอะไรขึ้น
สึนามิบนภูเขา บริเวณเทือกเขาหิมาลัยคือคำตอบล่าสุด แต่การสูญเสียครั้งนี้คือจุดเริ่มต้นแห่งหายนะครั้งใหญ่หลวงที่สุด
เทือกเขาหิมาลัย ได้รับการขนานนามว่าเป็น "หอคอยแห่งน้ำของเอเชีย" (Water Tower of Asia) และ "ขั้วโลกที่สาม" (The Third Pole) เนื่องจากเป็นแหล่งกักเก็บน้ำจืดในรูปของหิมะและธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในโลก รองจากบริเวณขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้เท่านั้น โดยมีบทบาทสำคัญต่อประชากรโลกและการรักษาสมดุลทางธรรมชาติ
ล่าสุดนักวิทยาศาตร์ได้พบว่า อัตราการละลายของน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยเข้าขั้นวิกฤต ทุกวันนี้ธารน้ำแข็งบนหลังคาโลกแห่งนี้ ละลายถึงปีละ 8,300 ล้านตัน นับเป็นอัตราที่เร็วขึ้นเกือบ 2 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงปี 2518 – 2543
นักวิทยาศาสตร์พบว่า ปริมาณน้ำแข็งที่ปกคลุมเทือกเขาหิมาลัย ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 72 เท่านั้น
การละลายของน้ำแข็งบนเทือกเขานี้ อาจไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงกับระดับน้ำทะเล แต่ที่สาหัสกว่านั้นคือ น้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำสำคัญ 8 สาย ได้แก่ แม่น้ำโขง แม่น้ำอิรวดี แม่น้ำสาละวิน แม่น้ำคงคา แม่น้ำสินธุ แม่น้ำพรหมบุตร แม่น้ำแยงซี และแม่น้ำเหลือง แหล่งน้ำจืดสำคัญที่หล่อเลี้ยงประชากรกว่า 2,000 ล้านคนในทวีปเอเชีย
น้ำจืดจากเทือกเขาหิมาลัยไม่ได้มีไว้สำหรับดื่มกินเท่านั้น แต่ยังเป็นหัวใจหลักในระบบชลประทานเพื่อการเกษตรกรรม รองรับการดำรงชีวิตของประชากรโลกเกือบ 1 ใน 4 หรือราว ๆ 2,000 ล้านคน
หากน้ำแข็งที่ปกคลุมเทือกเขาหิมาลัยละลายลดลงไปเรื่อย ๆ และปรากฏปารณ์สึนามิบนภูเขา จะเร่งให้เกิดการละลายและธารน้ำแข็งพังทลายเร็วขึ้น ส่งผลให้ปริมาณน้ำจืดในแม่น้ำที่หล่อเลี้ยงผู้คนนับพันล้านคน จะเริ่มขาดแคลนขึ้นเรื่อย ๆ และอาจก่อให้เกิดสงครามระหว่างประเทศเพื่อแย่งชิงน้ำในที่สุด แม่น้ำโขง แม่น้ำสะละวินที่ไหลผ่านประเทศไทย ก็หนีไม่พ้นชะตากรรมนี้
เวลาธรรมชาติเอาคืน จากการกระทำของมนุษย์ ที่คิดว่าจะควบคุมธรรมชาติได้ มันรุนแรงและน่ากลัวอย่างนึกไม่ถึงจริงๆ
ถึงเวลานั้น ลูกหลานที่รับกรรมคงก่นด่าว่า คนรุ่นเราทำอะไร…
อ่านเนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ









