Data Center ไทย “สวยเลือกได้” ไม่ต้องเลือกระหว่าง “เอา” กับ “ไม่เอา” แต่วางยุทธศาสตร์ไม่ตกขบวน AI


คอลัมน์พิเศษ

อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ

Thai PBS
แชร์

Data Center ไทย “สวยเลือกได้” ไม่ต้องเลือกระหว่าง “เอา” กับ “ไม่เอา” แต่วางยุทธศาสตร์ไม่ตกขบวน AI

https://www.thaipbs.or.th/now/content/4364

Data Center ไทย “สวยเลือกได้” ไม่ต้องเลือกระหว่าง “เอา” กับ “ไม่เอา” แต่วางยุทธศาสตร์ไม่ตกขบวน AI
บริการเสริมจาก Thai PBS AI
ช่วยสรุปให้

กระแสการลงทุน Data Center หลายแสนล้านบาทที่กำลังหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทย กำลังทำให้เกิดการถกเถียงสองด้าน ด้านหนึ่งมองว่านี่คือโอกาสครั้งสำคัญที่จะทำให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค แต่อีกด้านเริ่มตั้งคำถามว่า Data Center ใช้ไฟและน้ำมหาศาล สร้างงานไม่มาก อุปกรณ์ส่วนใหญ่ต้องนำเข้า และหากปล่อยให้ขยายตัวโดยไม่มีการวางแผน

คนไทยอาจต้องเป็นผู้รับภาระด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ขณะที่ผลประโยชน์ส่วนใหญ่กลับไปอยู่กับบริษัทเทคโนโลยีต่างประเทศ

ข้อกังวลเหล่านี้ไม่ควรถูกปัดทิ้ง แต่ก็ไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลให้ประเทศไทยปฏิเสธ Data Center เพราะโจทย์ที่แท้จริงไม่ใช่ “เอาหรือไม่เอา” แต่คือ “จะเอาอย่างไร”

ยิ่งในยุค AI คำถามนี้ยิ่งมีความสำคัญ เพราะ Data Center กำลังเปลี่ยนจากโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT ไปเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ การแข่งขัน AI ไม่ได้แข่งกันเฉพาะโมเดลหรือ Application แต่ลงลึกไปถึง Semiconductor, GPU, Computing Power, Cloud, Data Center ตลอดจนพลังงานและโครงข่ายไฟฟ้า

ประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้พร้อม ย่อมมีโอกาสดึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจในยุค AI เข้ามาอยู่ในประเทศมากขึ้น ดังนั้นไทยไม่ควรปิดประตู แต่ในวันที่นักลงทุนจำนวนมากกำลังต้องการเข้ามา เราก็ไม่จำเป็นต้องเปิดประตูโดยไม่มีเงื่อนไข

วันนี้ไทยจึงอาจอยู่ในสถานะ “สวยเลือกได้”

ข้อกังวลเรื่องแรก - ใช้ไฟมหาศาล แล้วประชาชนต้องจ่ายหรือไม่

น่าจะเป็นข้อกังวลที่มีน้ำหนักมากที่สุด โดยเฉพาะเมื่อ Data Center รุ่นใหม่ที่รองรับ AI ต้องใช้ GPU สมรรถนะสูงจำนวนมาก ความต้องการไฟจึงเพิ่มขึ้นจาก Data Center แบบเดิมอย่างมาก

รายงาน สศช. ยกตัวอย่างว่า Data Center ขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวอาจใช้ไฟฟ้าใกล้เคียงกับบ้านเรือนประมาณ 80,000 หลัง

คำถามที่ประชาชนมีสิทธิถามคือ หากต้องสร้างโรงไฟฟ้า สถานีไฟฟ้า หรือสายส่งเพิ่มเติม ใครจะเป็นผู้รับต้นทุน และการใช้ไฟจำนวนมากของ Data Center จะกระทบค่าไฟหรือความมั่นคงของระบบหรือไม่

ทางออกจึงไม่ใช่การห้าม Data Center แต่ต้องใช้หลักว่า “ผู้สร้างต้นทุนเพิ่มเติมควรรับผิดชอบต้นทุนเพิ่มเติม”

โครงการขนาดใหญ่ควรมีแผนพลังงานระยะยาวตั้งแต่ก่อนอนุมัติ ทั้งการจัดหาพลังงานสะอาด การลงทุนระบบกักเก็บพลังงาน และการร่วมรับภาระการขยายโครงสร้างพื้นฐานที่เกิดขึ้นเพราะโครงการ ไม่ควรผลักภาระทั้งหมดกลับไปยังผู้ใช้ไฟทั่วไป

ไฟฟ้าจึงไม่ควรเป็นเพียงสิ่งที่รัฐต้อง “หาให้” นักลงทุน แต่ควรกลายเป็นเงื่อนไขในการเจรจา

ข้อกังวลเรื่องที่สอง - แย่งน้ำจากประชาชนและภาคเกษตรหรือไม่

Data Center ต้องใช้ระบบระบายความร้อน และบางเทคโนโลยีต้องใช้น้ำจำนวนมาก โดยเฉพาะเมื่อหลายโครงการกระจุกตัวในพื้นที่เดียวกัน

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ Data Center แห่งใดแห่งหนึ่ง แต่อยู่ที่ผลกระทบสะสมของทั้งพื้นที่

เรื่องนี้จึงไม่ควรใช้มาตรฐานเดียวทั่วประเทศ รัฐต้องรู้ก่อนว่าแต่ละพื้นที่มี “งบน้ำ” เหลือเท่าไร แล้วกำหนดเงื่อนไขตามความสามารถในการรองรับ พื้นที่ที่มีความเสี่ยงควรกำหนดให้ใช้ระบบ Cooling ที่ใช้น้ำน้อย ใช้ Recycled Water หรือนำน้ำกลับมาใช้ใหม่มากขึ้น

หลักการควรชัดว่า น้ำสำหรับ Data Center ต้องไม่ไปลดความมั่นคงด้านน้ำของประชาชน เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเดิม

ข้อกังวลเรื่องที่สาม - เงินลงทุนมหาศาล แต่ประเทศไทยได้อะไรจริง

ตัวเลขจาก สศช. น่าคิดมาก Data Center และ Cloud Service ที่ยื่นขอรับการส่งเสริม 36 โครงการ มีมูลค่ารวมประมาณ 728,000 ล้านบาท แต่กว่า 60% เป็นอุปกรณ์ IT ที่ไทยยังพึ่งพาการนำเข้า ขณะที่ธุรกิจไทยได้รับประโยชน์ส่วนใหญ่ในงานก่อสร้าง พัฒนาที่ดินและสาธารณูปโภค

Data Center ยังเป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูงแต่ไม่ได้สร้างงานประจำจำนวนมาก ตัวอย่างต่างประเทศที่ สศช. ยกมา ช่วงก่อสร้างมีงานประมาณ 1,700 ตำแหน่ง แต่หลังเปิดดำเนินการเหลือประมาณ 160 ตำแหน่ง

ดังนั้น หากรัฐให้ Tax Holiday จัดหาไฟ น้ำและโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก แต่สิ่งที่เหลือในประเทศไทยมีเพียงอาคารและงานจำนวนไม่มาก ข้อกังวลของผู้ตั้งคำถามก็มีเหตุผล

ทางแก้คือ อย่าประเมิน Data Center ด้วย Investment Value เพียงอย่างเดียว แต่ต้องประเมิน Economic Value และ Strategic Value ด้วย

จาก Data Center ไปสู่ “Data Center Plus++”

นี่คือเหตุผลที่คิดว่าไทยควรออกแบบเงื่อนไขใหม่ที่อาจเรียกว่า Data Center Plus++

Data Center ที่นำเงินทุนและ Server เข้ามาอย่างเดียวอาจได้รับสิทธิระดับหนึ่ง แต่บริษัทที่พา Cloud Region, AI Services, AI Lab, R&D และบริษัทพันธมิตรเข้ามาตั้งในประเทศไทยด้วย ควรได้รับสิทธิสูงกว่า

เพราะสิ่งที่ประเทศไทยต้องการไม่ใช่เพียง Data Center แต่คือเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นรอบ Data Center
ลองมองเป็นห่วงโซ่ตั้งแต่ระบบไฟฟ้า พลังงานสะอาด ระบบทำความเย็น Network และ Maintenance ไปจนถึง Cloud, Cybersecurity, Software, Data Services, AI Solutions และ Application ต่าง ๆ

วันนี้บริษัทไทยอาจเริ่มต้นจากการก่อสร้างและงานระบบ แต่เป้าหมายในอีก 5-10 ปีต้องทำให้บริษัทไทยขยับขึ้นไปอยู่ในธุรกิจที่มีมูลค่าสูงขึ้น และในที่สุดสามารถนำความรู้และบริการเหล่านี้ไปขายต่างประเทศได้

นี่คือความแตกต่างระหว่างการ “มี Data Center อยู่ในประเทศไทย” กับการ “สร้างอุตสาหกรรม Data Center และ AI ของประเทศไทย”

เงื่อนไขสำคัญอีกข้อคือ “คน”

หากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกได้รับสิทธิประโยชน์จากประเทศไทย บริษัทเหล่านั้นควรมีส่วนร่วมในการสร้างบุคลากรไทยอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการร่วมพัฒนาหลักสูตรกับมหาวิทยาลัยและอาชีวศึกษา การตั้ง Lab การฝึกงาน การรับรองทักษะ หรือการเปิดโอกาสให้ Startup และบริษัทเทคโนโลยีไทยเข้าร่วมพัฒนา Solution

รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ตั้งข้อสังเกตในรายการ Wise Vision FM 95.5 เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ว่า ไทยไม่ควรปฏิเสธการลงทุน Data Center แต่ก็ไม่ควรเปิดรับโดยไม่มีเงื่อนไข และควรมองทั้งผลประโยชน์ของประเทศ ภาษี สิ่งแวดล้อมและยุทธศาสตร์ไปพร้อมกัน

คำว่า “ยุทธศาสตร์” สำคัญที่สุด เพราะ Server เปลี่ยนรุ่นได้ อาคารอาจมีอายุหลายสิบปี และ Tax Holiday วันหนึ่งก็หมดลง แต่สิ่งที่ควรเหลืออยู่กับประเทศไทยคือ คน ความรู้ บริษัทเทคโนโลยี และความสามารถในการแข่งขัน

บทเรียนสหรัฐฯ และสิงคโปร์ - อย่ารอให้เต็มแล้วค่อยคิด

สหรัฐอเมริกาแสดงให้เห็นว่า Data Center สามารถสร้าง Cluster เศรษฐกิจขนาดใหญ่ได้ พื้นที่อย่าง Northern Virginia มีทั้ง Data Center, Cloud, Network และ Cybersecurity เติบโตอยู่รอบกัน พร้อมสร้างรายได้ให้ท้องถิ่นจำนวนมาก

แต่เมื่อเกิดการกระจุกตัวมากขึ้น ปัญหาเรื่องไฟฟ้า สายส่ง ที่ดินและผลกระทบต่อชุมชนก็ตามมา
ขณะที่สิงคโปร์เคยต้องชะลอการขยาย Data Center เมื่อพบข้อจำกัดด้านพลังงานและที่ดิน ก่อนกลับมาเปิดรับด้วยการคัดเลือกโครงการและมาตรฐานด้านประสิทธิภาพที่สูงขึ้น

บทเรียนสำหรับไทยจึงชัดเจนว่า อย่ารอให้ปัญหาเกิดก่อนแล้วจึงออกกติกา

โดยเฉพาะแนวโน้มการกระจุกตัวในชลบุรี ระยองและสมุทรปราการ รัฐไม่จำเป็นต้องประกาศห้าม แต่ควรประเมินความสามารถในการรองรับของแต่ละพื้นที่ ทั้งไฟ น้ำ ระบบสายส่ง Fiber และสิ่งแวดล้อม แล้วใช้สิทธิประโยชน์ส่งเสริมพื้นที่ใหม่ที่มีความพร้อม

และหากจะกระจาย ก็ต้องไม่ใช่เพียงย้ายอาคาร Data Center ไปจังหวัดอื่น แต่ต้องพยายามสร้าง Digital Cluster ใหม่ตามไปด้วย ทั้ง Cloud, AI, Startup มหาวิทยาลัย บริษัทเทคโนโลยี และพลังงานสะอาด

เปลี่ยนข้อกังวลให้เป็น “เงื่อนไข”

คิดว่านี่คือจุดที่ฝ่ายสนับสนุนกับฝ่ายกังวล Data Center สามารถพบกันได้

ถ้ากังวลเรื่องไฟ ก็สร้างเงื่อนไขเรื่องพลังงานสะอาดและการรับผิดชอบต้นทุนระบบไฟ

ถ้ากังวลเรื่องน้ำ ก็สร้างเงื่อนไขเรื่อง Recycled Water และกำหนดเพดานการใช้น้ำตามพื้นที่

ถ้ากังวลเรื่องสร้างงานน้อย ก็ผูกสิทธิประโยชน์กับการสร้างงานทักษะสูงและการพัฒนาคนไทย

ถ้ากังวลเรื่องนำเข้าอุปกรณ์เกือบทั้งหมด ก็สร้าง Local Supply Chain และให้สิทธิเพิ่มกับโครงการที่ซื้อสินค้าและบริการจากไทย

ถ้ากังวลว่าบริษัทต่างชาติได้ประโยชน์มากกว่าประเทศไทย ก็ให้สิทธิมากขึ้นกับบริษัทที่นำ Cloud, AI, R&D และธุรกิจอื่นตามเข้ามา

และถ้ากังวลเรื่องการกระจุกตัว ก็ใช้ความพร้อมด้านไฟ น้ำและโครงสร้างพื้นฐานกำหนดพื้นที่ลงทุนตั้งแต่ต้น

จึงไม่ควรเป็นการถกเถียงว่าใคร “สนับสนุน” หรือ “ต่อต้าน” Data Center แต่ควรเป็นการออกแบบว่า Data Center แบบไหนที่ประเทศไทยต้องการ

“สวยเลือกได้” ต้องเลือกอนาคตให้เป็น

ที่ผ่านมาไทยมักคิดว่าต้องแข่งขันกับสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซียหรือเวียดนาม เพื่อให้นักลงทุนเลือกเรา ใครให้ภาษีมากกว่า มีไฟมากกว่า และอนุมัติเร็วกว่า คนนั้นชนะ

แต่ในยุค AI ความต้องการ Computing Power กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เราควรเริ่มคิดกลับด้านว่า เมื่อมีนักลงทุนหลายรายต้องการไฟ น้ำ ที่ดินและสิทธิประโยชน์จากประเทศไทย

ทำไมเราไม่ให้นักลงทุนแข่งขันกันเสนอว่า ใครจะสร้างประโยชน์ระยะยาวให้ประเทศมากที่สุด

ความสำเร็จจึงไม่ควรวัดว่าไทยมี Data Center กี่แห่งหรือดึงเงินลงทุนได้กี่แสนล้านบาท แต่ควรวัดว่า ทุก 1 MW ที่เราจัดสรรให้ Data Center สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศเท่าไร และ Data Center หนึ่งแห่งสามารถดึงธุรกิจใหม่ตามมาได้อีกกี่แห่ง

ประเทศไทยไม่ควรปฏิเสธ Data Center เพราะนั่นอาจหมายถึงการปล่อยโอกาสสำคัญของเศรษฐกิจ AI ให้ผ่านไป แต่การไม่ปฏิเสธก็ไม่ได้หมายความว่าต้องรับทุกอย่างโดยไม่มีเงื่อนไข

ข้อกังวลต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจึงไม่ควรนำไปสู่คำตอบว่า “ไม่เอา Data Center” แต่ควรเปลี่ยนข้อกังวลเหล่านั้นให้กลายเป็นเงื่อนไขในการเลือก Data Center ที่ดีกว่า

เพราะคำว่า “สวยเลือกได้” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเลือกว่าจะเอาหรือไม่เอา แต่หมายถึงประเทศไทยต้องเลือกการลงทุนที่ช่วยสร้างอนาคตให้ประเทศมากที่สุด

และถ้าเลือกได้ถูกต้อง Data Center ที่กำลังเข้ามาวันนี้จะไม่จบลงแค่การสร้างอาคารและตั้ง Server แต่จะกลายเป็นฐานสำหรับ Cloud, AI, เทคโนโลยี บริษัทไทย และคนไทยในเศรษฐกิจรอบใหม่ของโลก

อ่านเนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Data CenterAIไทย
อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ

ผู้เขียน: อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ

อดีตบัณฑิตคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คว่ำหวอดในแวดวงสื่อสารมวลชนไทยมาอย่างยาวนาน เคยเป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ รวมถึงกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เนชั่น บอรดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) ด้านเทคโนโลยี

บทความ NOW แนะนำ