สำรวจชีวิตของนักกิจกรรมหญิง ผู้ขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมและประชาธิปไตย บนพื้นที่ทางการเมืองที่ปกคลุมด้วยวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ และการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศที่ทับซ้อน
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คงไม่มีประเด็นไหนร้อนแรงเท่า กรณีที่ คุณ A (นามสมมติ) ออกมาเปิดเผยเรื่องราวผ่านเพจ socialgaze. ว่าเคยถูกนักเคลื่อนไหวทางการเมืองชายอาวุโส ล่วงละเมิดทางเพศ เมื่อปี 2567 ก่อนที่ “สมยศ พฤกษาเกษมสุข” ได้ออกมายอมรับในภายหลังว่าเป็นตนเอง
หากมองลงไปให้ลึกมากกว่า ‘ข้อความ’ แสดงความคิดเห็นทั่วไป ที่พบเห็นจากช่องคอมเมนต์ เราจะพบว่า คุณ A ไม่ใช่เคสแรก ที่เผชิญกับการคุกคามทางเพศ จากนักกิจกรรมชายฝ่ายซ้าย ที่เชื่อสุดจิตสุดใจว่าตัวเอง ‘หัวก้าวหน้า’ กว่าใคร เพราะยืนหยัดเพื่อประชาธิปไตย แต่ยังมีเคสอื่นๆ อีกมากมาย ที่ออกมาเปิดโปง แต่สุดท้ายเรื่องก็ปิดตาย หายไปจากความทรงจำของสาธารณชน ยกเว้นในชีวิตและจิตใจของผู้ถูกกระทำ
เหตุการณ์การล่วงละเมิดทางเพศที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับนักกิจกรรมหญิง กำลังสะท้อนอะไรในสังคม ? ทำไมพื้นที่ทางการเมืองที่ควรจะเปิดกว้าง และเข้าใจในสิทธิมนุษยชนมากที่สุด กลับกลายเป็นที่ที่อันตรายที่สุดสำหรับผู้หญิง
Thai PBS ชวนสำรวจวัฒนธรรมผ่านชีวิตของ 2 นักกิจกรรมหญิง พร้อมหาทางออกของปัญหาความรุนแรงทางเพศร่วมกันผ่านบทความชิ้นนี้
*บทความนี้พูดถึงการล่วงละเมิดทางเพศ, การคุกคามทางเพศ และการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศ ซึ่งอาจกระทบกระเทือนต่อจิตใจผู้อ่าน
“นักกิจกรรมหญิง” กับวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ ในแวดวงประชาธิปไตย
ผู้เขียนได้พูดคุยกับนักกิจกรรมหญิง 2 คน จาก 2 ช่วงวัย และ 2 ช่วงเวลา แต่พวกเธอนั้นมีเหตุผลที่ตัดสินใจเข้ามาทำงานในขบวนการประชาธิปไตยแบบเดียวกัน คืออยากเข้ามาช่วย ‘ขับเคลื่อนปัญหา’ ในพื้นที่ที่ตนเองอยู่ ให้ไปถึง ‘หู’ ของผู้มีอำนาจให้เร็วยิ่งขึ้น
ปั๊บ-กรกนก คำตา นักกิจกรรมทางการเมือง และกลุ่มบ้านผู้ถูกไล่ เล่าว่า เธอเริ่มเข้ามาอยู่ในแวดวงนักกิจกรรม ตั้งแต่อายุ 20 ปี สมัยที่เธอยังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเริ่มที่จะสนใจมากขึ้น ตั้งแต่เกิดรัฐประหารในปี พ.ศ. 2557 เพราะสงสัยว่า ทำไมจึงมีการยึดอำนาจจากรัฐบาล ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง
กรกนก คำตา นักกิจกรรมทางการเมือง และกลุ่มบ้านผู้ถูกไล่
สำหรับกรกนก การเป็นนักเคลื่อนไหวหญิง ไม่ได้มีเรื่องที่เลวร้ายทั้งหมด และไม่ได้มีเรื่องที่ดีไปทั้งหมด มันผสมปนเปกันไป แต่เธอเองก็ยอมรับว่า การเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้หญิงก็ประสบปัญหาเฉพาะด้านหลายอย่าง เช่น พื้นที่ในการมีส่วนร่วม ที่อาจจะไม่ได้ออกแบบมาสำหรับผู้หญิง และผู้มีความหลากหลายทางเพศ ด้วยตัวของขบวนการที่มีการนำโดย “ผู้ชาย” เป็นส่วนใหญ่
“ยกตัวอย่างเช่น วัฒนธรรมการสังสรรค์กันตอนดึกๆ ซึ่งเป็นบรรยากาศที่อาจจะไม่ได้โอบอุ้มกับทุกความสนใจ แต่เมื่อมีคนที่มีหน้ามีตาในขบวนการประชาธิปไตย เขาชอบทำแบบนั้น ถ้าเราอยากที่จะอยู่ในชุมชนกับเขา เราก็ต้องตามน้ำไป” กรกนกกล่าว
อีกเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้เธอเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน คือการไปร่วมคณะทำงานที่จังหวัดแห่งหนึ่งในภาคอีสาน และเห็นนักกิจกรรมผู้หญิงถูกกันให้นั่งอยู่ในแถวที่สอง มีหน้าที่ล้างจาน ทำกับข้าว กวาดบ้าน ในขณะที่นักกิจกรรมผู้ชายก็จะวางโครงยุทธศาสตร์กันไป
ดังนั้น เมื่อพื้นที่ประชาธิปไตย กลายเป็นวัฒนธรรมแบบชาย โดยกลุ่มคนที่มีอำนาจที่เป็นผู้ชาย การกำหนดเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ในการทำกิจกรรม ก็จะเป็นไปตามมุมมองของผู้ชายว่าเขามีมุมมองอย่างไร และเขาคิดว่าใครควรจะทำอะไร
หากนักกิจกรรมหญิงยังอยากได้งาน หรือได้ร่วมกิจกรรม พวกเธอเหล่านั้น ก็จะต้องอ่อนน้อมถ่อมตนกับนักกิจกรรมชาย หรือยอมทำอะไรบางอย่างที่ตัวเธอเองอาจจะไม่ชอบ แต่ต้องยอมทำ เพราะมันเป็นโอกาสเดียว ที่คนอื่นในขบวนก็ไม่สามารถให้โอกาสนี้ได้
แน่นอนว่าบทบาทในการทำงาน มันก็ไม่ได้ล้อมาจากไหนไกล มันก็นำมาจากบทบาททางเพศในภาพรวมของสังคม ที่มองว่าผู้หญิงถนัดที่จะทำงานบ้าน ทำงานเอกสาร ทำความสะอาด หรือทำกับข้าว ส่วนผู้ชายก็มีบทบาทที่จะเป็นผู้นำ มีหน้าที่ในการออกแบบยุทธศาสตร์ พูดปัญหาต่อหน้าสาธารณะ และนำมวลชนมากกว่า
เมื่ออำนาจในครัวเป็นของผู้หญิง และอำนาจในการให้คุณ-ให้โทษเป็นของผู้ชาย ความสัมพันธ์ระหว่างนักกิจกรรมหญิงและนักกิจกรรมชาย จึงอยู่ใน ‘ภาวะพึ่งพิงกัน’ โดยไม่รู้ตัว ซึ่งอาจนำไปสู่การคุกคามทางเพศได้
กรกนกเองก็เคยพบเจอกับการคุกคามทางเพศมาเช่นเดียวกัน เช่น การทักมาขอนอนที่ห้องในยามวิกาล ทั้งที่ไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว ซึ่งเธอมาทราบภายหลังว่า สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับเธอเพียงคนเดียว แต่มันเกิดขึ้นกับน้องๆ ผู้หญิงในขบวนการอีกหลายคน แต่ทุกคนเลือกที่จะเงียบ
เสียงของเราจะถูกฟังหรือไม่ มันขึ้นอยู่กับว่า เรามีอำนาจในวงนั้นแค่ไหน ถ้าเป็นคนรุ่นใหม่ ที่ไม่มีเครือข่าย ไม่ได้เป็นแกนนำ ไม่มีพื้นที่สื่อ โอกาสที่สมาชิกในวงจะฟังเรา ก็อาจจะน้อย - กรกนกคิดอย่างนั้น
“นักกิจกรรมหญิง” กับการถูกล่วงละเมิดทางเพศ
กานต์-กาญจนา ผู้ก่อตั้งโครงการ WESAFE เราปลอดภัย ซึ่งขับเคลื่อนเรื่องการยุติความรุนแรงทางเพศต่อผู้หญิง เริ่มเดินทางบนเส้นทางสายประชาธิปไตย เมื่อปี พ.ศ. 2543 สมัยที่เธอยังเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และได้เข้าร่วมกับขบวนสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย เพื่อต่อต้านความอยุติธรรม อันเป็นผลของการกู้เงินจากธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย หรือเอดีบี
กานต์ กาญจนา ผู้ก่อตั้งโครงการ WESAFE เราปลอดภัย / ขอบคุณภาพจาก Hard Stories
ถึงจะต่างช่วงเวลา ต่างสถานการณ์ และต่างบริบท แต่น่าแปลกเหลือเกินว่า สุดท้ายหน้าที่และบทบาทของเธอในขบวนการนี้ ก็มีความคล้ายคลึงกันกับกรกนกมาก นั่นคือการทำหน้าที่เป็น ‘กองหลัง’ สนับสนุนเรื่องในครัว เป็นผู้ช่วยทำงานบ้าน และงานจิปาถะต่างๆ ให้กับนักกิจกรรมชายอีกที
หลังการชุมนุมจบ กาญจนาได้ทำงานกับ ‘ศิลปินชายอาวุโส’ ที่ให้การสนับสนุนขบวนการนักศึกษาประชาชนในช่วงเวลานั้น ด้วยความรู้สึกศรัทธาและชื่นชม จนวันหนึ่งศิลปินคนดังกล่าว ได้เชิญให้เธอมาเป็น ‘นางแบบนู้ด’ และใช้โอกาสนั้นล่วงละเมิดทางเพศเธอ
ถึงจะผ่านมานานเป็น 20 ปี แต่พี่ยังจำสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นได้ วินาทีนั้นมันช็อก มันนิ่ง มันทำอะไรไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่บอกได้คือ มันไม่ได้เป็นอย่างในละครที่เคยดูมาเลยสักนิดเดียว มันขมขื่นกว่านั้น
เมื่อผ่านช่วงเวลาแห่งการร้องไห้เสียใจ ความรู้สึกที่ตามมาคือการโทษตัวเอง กลัวว่าหากบอกเรื่องนี้ให้แฟน ครอบครัว เพื่อน หรืออาจารย์ที่รู้จัก ทุกคนจะมองว่าเธอผิดเองที่ไปเปลื้องผ้าต่อหน้าเขา ที่เป็นศิลปินคนดัง ผู้ทำคุณคุณูปการให้ขบวนการประชาธิปไตยมาโดยตลอด
กาญจนาบอกกับเราว่า เพื่อให้สถานการณ์เป็นไปอย่างปกติที่สุด เธอจึงนิ่งเงียบ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และบังคับตนเองให้ทำงานเป็น ‘ผู้ช่วย’ ที่ดีของศิลปินท่านนั้นต่อไป เพราะมีความจำเป็นที่ต้องหารายได้เพิ่ม และต้องยอมนอนกับเขาในบางครั้ง เพราะกลัวว่าถ้าขัดใจขึ้นมา จะทำให้ตัวเองเดือดร้อน
เรื่องทั้งหมดจบลง เมื่อกาญจนาอ้างชื่อ ‘คุณแม่’ เพราะมองไม่เห็นเหตุผลอื่นใดอีกแล้ว ที่จะหนักแน่นพอให้เขาไม่นอนกับเธอได้ ทั้งที่ในความเป็นจริง แม้แต่จะพูดถึงเหตุการณ์ในวันนั้นให้ใครสักคนฟัง เธอก็ยังไม่กล้า
ระหว่างทางมันไม่ง่าย เธอต้องเผชิญกับโรคซึมเศร้าและไบโพลาร์ ความรู้สึกแปดเปื้อนและไม่ดีพอ ไม่มีค่าที่จะเป็นที่รัก เธอเลยพยายามทำงานอย่างหนัก เพื่อให้ตนเองเป็นลูกสาวที่ดี แม่ที่ดี คนทำงานที่ดี และเป็นคนที่ดีของสังคม แต่ไม่ใช่คนดีในรูปแบบของตัวเองเลย
สุดท้ายกาญจนาตัดสินใจออกมาเปิดเผยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ให้สังคมได้รับรู้จริงๆ เมื่อปี 2565 ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวของเธอเอง แน่นอนว่าเมื่อโพสต์ออกไป ก็มีทั้งข้อความให้กำลังใจ ในขณะเดียวกันก็มีบางข้อความเหมือนกัน ที่ออกมาตั้งคำถามถึงจุดประสงค์ในการเล่าเรื่องว่าตั้งใจ “ดิสเครดิต” ใครหรือไม่
จะเห็นได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับกาญจนาก็ไม่ต่างอะไรจากเคสของคุณ A พวกเธอถูกตั้งสังคมตั้งคำถามในประเด็นเหมือนกัน ในโมเดลเดียวกัน ซึ่งทั้งหมดนี้คือ การกล่าวโทษเหยื่อ (victim blaming) ที่กดทับให้เหยื่อไม่กล้าออกมาส่งเสียงตั้งแต่แรก
“นักกิจกรรมหญิง” กับแรงกดทับจาก “อำนาจที่ไม่เท่าเทียม”
อังคณา อินทะสา ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล องค์กรภาคประชาชนที่ผลักดันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและความรุนแรงทางเพศ อธิบายให้ Thai PBS ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณ A รวมถึงนักกิจกรรมหญิงหลายคน คือการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศ ซึ่งเกิดจากแรงกดทับเชิงอำนาจที่แตกต่างกัน
อังคณา อินทะสา ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล
กล่าวคือรูปแบบการคุกคามทางเพศ ที่เกิดขึ้นในหมู่นักกิจกรรม มักจะเป็นการใช้อำนาจอย่างละมุน ที่เข้ามาจากความไว้เนื้อเชื่อใจ หรือความศรัทธา ไม่ได้เข้ามาแบบจู่โจมทันทีทีควัน
โดย ‘ฝ่ายชาย’ เป็นผู้ถืออำนาจมากกว่าฝ่ายหญิง แบกรับทั้งพรีวิลเลจของการเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในขบวนการประชาธิปไตย และความพร้อมในด้านวัยวุฒิ ด้วยอายุที่มากกว่า และผ่านประสบการณ์ จนกลายเป็นช่องว่างในการเอารัดเอาเปรียบ
นักกิจกรรมหญิงหลายคน ที่ก้าวเข้ามาทำงานในแวดวงนักเคลื่อนไหว เพื่อแสวงหาประสบการณ์ หรือทำงานเพื่อสังคม ยิ่งมีโอกาสได้เข้าร่วมขบวนการกับคนที่มีชื่อเสียง หรือเป็นแกนนำที่ทุกคนให้การยอมรับ ยิ่งทำให้เกิดความศรัทธาและความไว้เนื้อเชื่อใจมากยิ่งขึ้น
“กรณีคุณ A เขาก็ไว้เนื้อเชื่อใจพี่คนนี้ เพราะพี่คนนี้ดูแลเอาใจใส่ ให้คำแนะนำทางการเมือง พาไปเจอผู้หลักผู้ใหญ่ ช่วยเปิดโอกาสในวิชาชีพ ทำให้เขาได้รู้จักกับคนมากหน้าหลายตา ซึ่งมันเป็นการกระทำที่แนบเนียนมาก จนกลายเป็นความรู้สึกที่เราอาจไม่ได้แวดระวัง ว่ามันจะนำไปสู่การล่วงละเมิดทางเพศ”
อีกประเด็นที่สังคมควรตั้งคำถาม คือคำขอโทษของ “สมยศ พฤกษาเกษมสุข” ที่พยายามจะเบี่ยงเบนให้ประเด็นการล่วงละเมิดทางเพศของตนเอง เป็นเรื่องของความเข้าใจผิด และเกิดจากความยินยอมพร้อมใจ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณ A ไม่มีอะไรที่ใกล้เคียงกับคำว่า “ยินยอม” เลยสักนิดเดียว
“เราจะใช้คำว่า ‘ยินยอม’ กับกรณีแบบนี้ไม่ได้ เพราะความยินยอมที่แท้จริง มันต้องเกิดขึ้นจากใจจริงๆ ไม่ได้เกิดมาจากการสร้างสถานการณ์ให้ใครบางคน รู้สึก ‘จำเป็น’ ต้องยินยอมพร้อมใจ” อังคณากล่าว
ที่ผ่านมามูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ได้รับรายงานเรื่องความรุนแรงทางเพศ ที่เกิดขึ้นในหมู่นักกิจกรรม ประมาณ 40-50 เคสต่อปี ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องของละเมิดความยินยอม (Consent) หรือสิทธิในเนื้อตัวร่างกายซึ่งกันและกัน
สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า คนในขบวนประชาธิปไตย อาจสนใจประชาธิปไตยในแง่มุมภาคประชาสังคม แต่ไม่ได้ใส่ใจในประชาธิปไตยขั้นพื้นฐาน หรือการเคารพในสิทธิมนุษยชนบนเรือนร่างของผู้อื่น ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นต้องมี ก่อนที่จะไปขับเคลื่อนสังคมด้วยซ้ำ
ถ้าคุณเรียกร้องประชาธิปไตย คุณก็ต้องเคารพในสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย ซึ่งมันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคน แต่ถ้าคุณคิดว่าการล่วงละเมิดทางเพศเป็นเรื่องส่วนตัวแบบนี้นะ แสดงว่าหลักคิดของคุณน่ะมันป่วย มันไม่ใช่หลักของการเรียกร้องประชาธิปไตยที่มันสมบูรณ์จริงๆ - อังคณามองแบบนั้น
ขาดการติดตาม-ตรวจสอบ : ‘ช่องโหว่’ สำคัญในกระบวนการเยียวยาเหยื่อ
จากประสบการณ์การทำงาน อังคณามองว่า สิ่งที่เป็นช่องโหว่สำคัญ ที่ทำให้เราไม่สามารถแก้ไขปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศในขบวนการประชาธิปไตยได้ อาจเป็นเพราะเราขาดการตรวจสอบข้อเท็จจริง และการติดตามดูแลเหยื่อที่ได้รับบาดแผลทั้งร่างกายและจิตใจ
ตั้งแต่ทำงานมา ไม่ว่าจะเป็นองค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับสื่อหรือภาคประชาสังคมทั่วไป เวลาเกิดเหตุการณ์ของการคุกคามทางเพศต่อกันในองค์กร พี่ไม่ค่อยเห็นแนวปฏิบัติในการจัดการเรื่องนี้ ซึ่งพอมันไม่มีแนวปฏิบัติ แล้วคุณจะเริ่มต้นกับการสอบข้อเท็จจริงได้อย่างไร
และเมื่อไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง ตัวของผู้ถูกกระทำก็จะไม่ได้รับการเยียวยาไปด้วย เพราะถือว่า ‘ไม่มีผู้เสียหาย’ ในทางปฏิบัติ สุดท้ายเหยื่อก็ต้องจมอยู่กับความทุกข์โดยไม่อาจเรียกร้องอะไรได้เลย
ด้านกรกนก สะท้อนในมุมมองที่ใกล้เคียงกันว่า ที่ผ่านมาก็ได้เห็นความพยายามภายในขบวนการ ที่จะจัดการกับปัญหานี้ แต่ไม่ได้รับการร่วมมือจากทุกกลุ่มองค์กรหรือผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจ ซึ่งมีบทบาทหลักในกระบวนการเคลื่อนไหว ทำให้เสียงของเหยื่อเงียบหายไป เพราะขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้น เกิดจากการรวมตัวทางสังคมแบบหลวมๆ ที่ไม่ได้มีกรอบของความเป็น ‘ผู้บริหาร’ ที่ชัดเจน ดังนั้น การจะหาใครสักคนมาเป็นผู้รับผิดชอบ จึงไม่ชัดเจนเช่นเดียวกัน
ถ้าไม่มีการจัดการอย่างเป็นระบบ ผู้กระทำผิดก็สามารถดำเนินกิจกรรมอยู่ในชุมชนต่อไปได้เรื่อยๆ ขนาดมีการเขียนเป็นข่าว เป็นอะไรต่างๆ เขาก็ยังมีพื้นที่ในชุมชนอยู่เลย ด้วยอำนาจและสิทธิพิเศษ ด้วยชื่อเสียงเรียงนามของตนเอง ที่อยู่ในขบวนการมาอย่างยาวนาน
ในขณะที่กาญจนาเสริมว่า นอกจากการตรวจสอบข้อเท็จจริง ในฐานะของเหยื่อคนหนึ่ง เธออยากเห็นผู้กระทำความผิดได้รับการแก้ไข ทั้งความคิดและทัศนคติอย่างตรงจุด ควบคู่ไปกับการเยียวยาเหยื่อ
ไม่เคยมีใครมาถามคนที่เคยถูกข่มขืนเลย ว่ามีอะไรบ้างที่จะทำให้เธอได้รับการเยียวยาครบทุกมิติ ไม่มีใครรู้ว่าเหยื่อต้องเจ็บช้ำน้ำใจขนาดไหน เสียอกเสียใจขนาดไหน ต้องสูญเสียเกียรติ สูญเสียหน้าตา สูญเสียโอกาสและรายได้ไปตั้งเท่าไหร่ กว่าจะเยียวยาตัวเองขึ้นมาได้
สุดท้ายและท้ายสุด เราอาจจะไม่มีวันหยุดวัฒนธรรมการล่วงละเมิดทางเพศ ที่เกิดขึ้นในหมู่นักเคลื่อนไหวซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้ หากเรายังหวาดกลัวที่จะ ‘เสียขบวน’ ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน
ประชาธิปไตยในภาพใหญ่ ที่เราใฝ่ฝันและถวิลหา จะมีความหมายและคุณค่าได้อย่างไร หากนักกิจกรรมหญิง ที่เป็นส่วนหนึ่งในขบวนการเช่นเดียวกัน ไม่มีสิทธิมีเสียง และไร้ซึ่งประชาธิปไตยในร่างกายของตนเอง
ภาพปก : พฤษพล จันทาพูน
ขอขอบคุณ
- งานเสวนา “จริยธรรมทางเพศ - โจทย์ที่ต้องตอบของขบวนขับเคลื่อนทางสังคมและการเมืองไทย” โดยเครือข่ายต่อต้านความความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศแห่งประเทศไทย









