บทเรียนจาก Asian Journalism Forum 2026 เมื่อห้องข่าวทั่วเอเชียกำลังเผชิญคำถามเดียวกันว่า ในวันที่ AI ค้นหา สรุป และผลิตเนื้อหาได้ภายในไม่กี่วินาที งานแบบไหนที่สื่อควร “ทำน้อยลง” และอะไรคือคุณค่าที่มนุษย์ยังต้อง “ทำให้มากขึ้น”
การมาถึงของ Generative AI กำลังเปลี่ยนแปลงวงการข่าวเร็วกว่าที่หลายคนคาดคิด
วันนี้ AI สามารถค้นหาข้อมูล สรุปประเด็น เขียนข้อความ หรืออธิบายเรื่องซับซ้อนให้เราได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที ขณะเดียวกัน พฤติกรรมของผู้ชมก็กำลังเปลี่ยนจากการ “Search” เพื่อค้นหาเว็บไซต์ ไปสู่การ “Ask” หรือถาม AI แล้วรับคำตอบโดยตรง
คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า “AI จะมาแทนนักข่าวหรือไม่?”
แต่อาจเป็นว่า
“ถ้า AI ทำงานบางอย่างแทนเราได้แล้ว นักข่าวควรใช้เวลาไปกับอะไร?”
นี่เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญจาก Asian Journalism Forum 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4–5 กรกฎาคม 2569 ณ กรุงไทเป ไต้หวัน ภายใต้หัวข้อ Challenges Facing Newsrooms Under AI Technology ที่เชิญคนทำงานสื่อ นักวิชาการ นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีจากหลายประเทศในเอเชีย อาทิ เกาหลี ไทย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย จีน อินเดีย ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย มาร่วมแลกเปลี่ยนถึงอนาคตของห้องข่าวในยุค AI
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ว่าวิทยากรจะมาจากต่างประเทศ ต่างองค์กร และต่างบริบท แต่หลายเสียงกลับเดินทางมาถึงจุดเดียวกันว่า
ในวันที่ “ข้อมูล” ผลิตได้ง่ายขึ้น สิ่งที่มีค่ามากขึ้นกลับเป็น “วารสารศาสตร์”
จาก Search สู่ Ask เมื่อคนไม่ได้ต้องการแค่ “ข่าว” แต่ต้องการ “คำตอบ”
Bernice Sibucao จาก GMA ประเทศฟิลิปปินส์
Bernice Sibucao จาก GMA ประเทศฟิลิปปินส์ ชวนมองการเปลี่ยนแปลงสำคัญของพฤติกรรมผู้ชมว่า เรากำลังเดินทางจากยุค Search → Ask
เมื่อก่อน หากเกิดเหตุการณ์สำคัญ ผู้ชมอาจเปิด Google แล้วค้นหาข่าวจากหลายเว็บไซต์ แต่วันนี้ผู้ใช้จำนวนหนึ่งสามารถถาม ChatGPT หรือ AI อื่น ๆ ได้โดยตรง
แทนที่จะค้นว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาอาจถามว่า
“เรื่องนี้สำคัญอย่างไร?”
“ทำไมถึงเกิดขึ้น?”
“แล้วจะกระทบกับฉันอย่างไร?”
นี่ทำให้หน้าที่ของสื่อไม่ควรหยุดอยู่เพียงการบอกว่า “เกิดอะไรขึ้น” แต่ต้องช่วยให้ผู้ชม “เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น”
GMA จึงให้ความสำคัญกับ Explainer Journalism หรือข่าวเชิงอธิบาย มากขึ้น และไม่ได้มอง Explainer เป็นเพียงคอนเทนต์พิเศษ แต่พยายามทำให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบการทำงานในห้องข่าว
จุดเริ่มต้นไม่ใช่คำถามว่า “วันนี้เราจะทำ Explainer เรื่องอะไร?” แต่เป็น “วันนี้มีเรื่องอะไรที่ผู้ชมยังไม่เข้าใจ?”
คำถามของผู้ชมเหล่านี้อาจซ่อนอยู่ใน Search ในคอมเมนต์ หรือบทสนทนาบน Social Media และกลายเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการออกแบบงานข่าว
สิ่งที่ GMA พบยังท้าทายสมมติฐานที่ว่า คนยุคนี้ต้องการแต่เนื้อหาสั้น ๆ เพราะเมื่อ Explainer สามารถตอบคำถามที่ผู้ชมต้องการได้จริง ผู้ชมกลับยอมใช้เวลากับเนื้อหานานขึ้น
นั่นอาจหมายความว่า ปัญหาไม่ใช่ว่าคน “ไม่อ่านข่าวยาว” เสมอไป แต่อาจเป็นเพราะเนื้อหานั้นยังไม่ได้ตอบสิ่งที่พวกเขาอยากรู้มากพอ
จาก 5W1H สู่คำถาม “Why?”
หลักพื้นฐานของการทำข่าวที่นักข่าวคุ้นเคยคือ 5W1H คือ Who, What, When, Where, Why และ How
แต่ Rahul บรรณาธิการจาก The Indian Express ประเทศอินเดีย ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า ในโลกปัจจุบัน คำตอบว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน และเมื่อไร แพร่กระจายเร็วมาก
หลังเกิดเหตุการณ์เพียงไม่กี่นาที ผู้ชมอาจเห็นข้อมูลเหล่านั้นผ่าน Social Media ไปแล้ว
Rahul บรรณาธิการจาก The Indian Express ประเทศอินเดีย
สิ่งที่สื่อจำเป็นต้องทำให้มากขึ้นจึงเป็นคำถามว่า “Why — ทำไม?”
The Indian Express เลือกตอบโจทย์นี้ด้วยแนวคิดที่ดูสวนทางกับโลกดิจิทัล นั่นคือ “ทำน้อยลง”
แทนที่จะพยายามผลิตข่าวจำนวนมากขึ้น องค์กรเลือกที่จะลดงานบางประเภทที่ AI สามารถทำได้ เช่น การนำข่าวประชาสัมพันธ์มาเขียนใหม่ หรือข่าวทั่วไปที่อ่านแล้วหมดคุณค่าอย่างรวดเร็ว
แล้วนำทรัพยากรกลับไปลงทุนกับสิ่งที่ทำได้ยากกว่า
หนึ่งในนั้นคือ ข่าวเชิงสืบสวน
เพราะการค้นหาความจริงบางเรื่องอาจต้องใช้เวลาหลายเดือน ต้องพบแหล่งข่าว ตรวจสอบเอกสาร ลงพื้นที่ และเชื่อมโยงข้อมูลจำนวนมากเข้าด้วยกัน
AI อาจช่วยนักข่าวระหว่างกระบวนการเหล่านี้ได้ แต่ AI ไม่สามารถเดินเข้าไปหาแหล่งข่าว ตั้งคำถามต่อผู้มีอำนาจ หรือรับผิดชอบต่อผลกระทบของข่าวแทนนักข่าวได้
ถ้า AI ทำ Explainer ได้ นักข่าวต้องเพิ่มสิ่งที่ AI ไม่มี
เรื่องที่น่าสนใจอีกประการคือ แม้ Explainer จะมีความสำคัญมากขึ้น แต่มันก็เป็นเนื้อหาประเภทที่ Generative AI ทำได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน
หากผู้ชมเพียงต้องการคำอธิบายพื้นฐาน พวกเขาสามารถถาม AI และได้รับคำตอบภายในไม่กี่วินาที
The Indian Express จึงพยายามเพิ่ม “การรายงานข่าวจริง” เข้าไปใน Explainer
หากอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่หนึ่ง ผู้สื่อข่าวอาจลงพื้นที่ สัมภาษณ์คนที่ได้รับผลกระทบ หรือพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาเป็นส่วนหนึ่งของคำอธิบาย
นี่คือความแตกต่างระหว่าง “การสรุปข้อมูล” กับ “การทำวารสารศาสตร์”
เพราะ AI สามารถประมวลผลสิ่งที่มีอยู่แล้วได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่ข่าวยังต้องการข้อมูลใหม่ที่มีคนออกไปค้นหา
และเมื่อ AI เข้ามาอยู่ในห้องข่าว สิ่งที่ต้องเพิ่มขึ้นคือ “ความโปร่งใส”
กนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล ไทยพีบีเอส
ประเด็นนี้ไทยพีบีเอสได้นำเสนอในหัวข้อ “Tension and Balance Between News Ethics and AI Use” ซึ่งชี้ว่า สำหรับสื่อสาธารณะ คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่า “ควรใช้ AI หรือไม่” แต่คือ เมื่อ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของห้องข่าวแล้ว จะใช้อย่างไรโดยไม่สูญเสียความน่าเชื่อถือและจริยธรรมของวิชาชีพ
AI ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่เข้ามาอยู่ในกระบวนการทำข่าวแล้ว ตั้งแต่การค้นหาข่าวและติดตาม Social Media การถอดเสียง แปลภาษา สรุปและวิเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงการทำ Subtitle สร้างภาพ และผลิตวิดีโอ
ผลสำรวจบุคลากร Thai PBS จำนวน 506 คน ในช่วงเดือนพฤษภาคม–มิถุนายน 2569 พบว่า 86% หรือ 434 คน ใช้ AI ในการทำงานแล้ว ขณะที่ 14% ไม่เคยใช้ AI ในงาน สะท้อนว่า AI ได้เข้าไปอยู่ในวิธีทำงานของแทบทุกหน่วยงาน ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะฝ่ายผลิตเนื้อหา โดยกลุ่ม Front line ใช้ AI 86.8%, Front-line support 84.9% และ Support/Back office 85.7%
อย่างไรก็ตาม ความกังวลอันดับหนึ่งของบุคลากรไม่ได้อยู่ที่ AI จะเข้ามาแย่งงาน แต่คือ ความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูล
3 ความท้าทายที่สื่อต้องหาจุดสมดุล
Thai PBS สรุปความท้าทายสำคัญไว้ 3 คู่ ซึ่งไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เป็นโจทย์ร่วมของห้องข่าวในยุค AI
1. Speed vs. Accuracy เร็วได้แค่ไหน โดยไม่เสียความถูกต้อง ?
ความเร็วเป็นคุณค่าที่สำคัญของข่าว แต่ความเร็วที่มาพร้อมกับความไม่ละเอียดรอบคอบ อาจนำไปสู่ข้อผิดพลาดได้ แม้ในช่วงที่ยังไม่มี AI ปัญหาเช่นนี้ก็เกิดขึ้นกับคนทำงานอยู่แล้ว และเมื่อมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเร่งขั้นตอนต่าง ๆ ความเสี่ยงก็อาจเพิ่มขึ้น AI อาจช่วยให้ผลิตงานได้เร็ว แต่ ความเร็วไม่สามารถมาแทนกระบวนการ Verification ได้
หน้าที่ของมนุษย์จึงยังจำเป็น ตั้งแต่การตรวจสอบแหล่งที่มา ความถูกต้องของภาพและเสียง การพิจารณาบริบท ไปจนถึงการประเมินว่าข้อมูลนั้นควรเผยแพร่หรือไม่
2. Innovation vs. Trust ใช้นวัตกรรมอย่างไรโดยไม่สูญเสียความเชื่อถือ ?
การแสดงความโปร่งใสเป็นพื้นฐานของจริยธรรมในการผลิตและเผยแพร่เนื้อหาของสื่อสาธารณะ เมื่อ AI เข้ามาอยู่ในกระบวนการมากขึ้น การเปิดเผยข้อมูลเพื่อสะท้อนความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือก็ยิ่งต้องละเอียดและชัดเจนขึ้น
ผู้ชมควรรู้ว่าเนื้อหาส่วนใดเกิดจากการใช้ AI และส่วนใดผ่านการตรวจสอบหรือรับผิดชอบโดยมนุษย์ โดยเฉพาะกรณีภาพ เสียง หรือวิดีโอที่สร้างหรือปรับแต่งด้วย AI
ขณะเดียวกัน ความน่าเชื่อถือของสื่อยังถูกคุกคามจากภายนอก เช่น Deepfake และเสียงโคลนของผู้ประกาศ Thai PBS ที่ถูกนำไปเผยแพร่บน Social Media เพื่อโฆษณาสินค้า ยา อาหารเสริม และเว็บไซต์พนัน
โจทย์เรื่อง AI จึงไม่ได้มีเพียงว่า “สื่อจะใช้ AI อย่างไร?” แต่รวมถึง “สื่อจะปกป้องความน่าเชื่อถือของตัวเองจากการถูก AI นำไปปลอมแปลงอย่างไร?”
3. Personalization vs. Shared Truth — ข่าวที่เหมาะกับแต่ละคนจะอยู่ร่วมกับความจริงร่วมของสังคมอย่างไร ?
การใช้ AI เพื่อ Personalize ข่าวอาจช่วยให้ผู้ชมได้รับเนื้อหาที่ตรงกับความสนใจมากขึ้น แต่สำหรับสื่อสาธารณะยังมีคำถามสำคัญว่า หากแต่ละคนได้รับ “News for you” ที่แตกต่างกันมากขึ้น เราจะรักษาพื้นที่ข้อมูลและข้อเท็จจริงร่วมกันของสังคมได้อย่างไร
การนำเสนอข่าวเฉพาะบุคคลจึงต้องไม่ทำให้ผู้ชมแต่ละกลุ่มอยู่ในโลกข้อมูลที่แยกขาดจากกันจนไม่สามารถสนทนาบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงร่วมได้
อย่ากลับไปติดกับดัก “ผลิตข่าวให้อัลกอริทึม”
การเปลี่ยนแปลงอีกด้านที่ห้องข่าวต้องเผชิญคือ การค้นพบข่าวผ่าน Search และ AI
จากยุคที่สำนักข่าวให้ความสำคัญกับ SEO วันนี้เราเริ่มได้ยินคำใหม่อย่าง AEO หรือ Answer Engine Optimization และ GEO หรือ Generative Engine Optimization
คำถามจึงเกิดขึ้นว่า ต่อไปสื่อควรเขียนข่าวอย่างไรเพื่อให้ AI “มองเห็น” เนื้อหาของเรา แต่ข้อควรระวังคือ อย่าให้วงการข่าวกลับไปติดกับดักเดิม
จากที่ครั้งหนึ่งเราอาจเคย “ผลิตข่าวเพื่ออัลกอริทึม” วันนี้เราอาจกำลังจะเปลี่ยนไป “ผลิตข่าวเพื่อ AI” ทั้งที่คนที่ควรอยู่ตรงกลางของกระบวนการยังควรเป็น ผู้ชม
ข้อมูลอย่าง Metadata, Author Identity, Original Source และ Structured Data ยังคงมีความสำคัญ เพราะช่วยให้ระบบเข้าใจว่าเนื้อหามาจากใครและมีต้นทางที่ใด
แต่การทำให้เครื่องจักรเข้าใจข่าว ไม่ควรสำคัญไปกว่า การทำให้มนุษย์เข้าใจข่าว
สิ่งที่องค์กรข่าวจึงควรลงทุนอาจไม่ใช่เพียงเทคนิคในการทำให้ AI ค้นพบเนื้อหา แต่เป็นสิ่งที่ AI ไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ เช่น ข่าวเอ็กซ์คลูซีฟ การลงพื้นที่ ประสบการณ์ตรง ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ และการอธิบายบริบท
เมื่อ Traffic ไม่ได้กลับมาหาเว็บไซต์เหมือนเดิม
โจทย์นี้ยิ่งสำคัญขึ้นเมื่อรูปแบบการกระจายข่าวเปลี่ยนแปลง
ในอดีต Social Media เคยเป็นช่องทางสำคัญที่ส่งผู้ชมกลับมายังเว็บไซต์ของสำนักข่าว แต่วันนี้การมีผู้ติดตามจำนวนมากบนแพลตฟอร์มไม่ได้หมายความว่าจะนำ Traffic จำนวนมากกลับมายังเว็บไซต์เสมอไป
AI Search และ AI Answer อาจทำให้ความสัมพันธ์นี้ซับซ้อนขึ้นอีก เพราะผู้ใช้อาจได้รับคำตอบโดยไม่จำเป็นต้องคลิกเข้ามายังต้นทาง
ดังนั้น แทนที่จะมองเว็บไซต์เป็นเพียงปลายทางของ Traffic สำนักข่าวอาจต้องกลับมาสร้างเว็บไซต์ให้เป็น “บ้าน” ที่ผู้ชมรู้ว่า เมื่อเข้ามาแล้วจะพบสิ่งที่หาไม่ได้จากที่อื่น
ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่ครบกว่า รายละเอียดที่ลึกกว่า Timeline ของเหตุการณ์ Fact Check บริบทที่เชื่อมโยงข่าวหลายชิ้น หรือข้อมูลที่ได้รับการอัปเดตอย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่ AI เลียนแบบได้ยาก อาจกลายเป็นความได้เปรียบของสื่อ
Nico Fang จาก The Reporter ไต้หวัน เสนออีกมุมหนึ่งว่า เมื่อ AI สามารถผลิต Standardized Content หรือเนื้อหามาตรฐานได้รวดเร็วขึ้น ความได้เปรียบขององค์กรข่าวจะค่อย ๆ ย้ายไปอยู่กับสิ่งที่เลียนแบบได้ยาก
Nico Fang จาก The Reporter ไต้หวัน
ไม่ว่าจะเป็นความน่าเชื่อถือที่สะสมมานาน ข่าวสืบสวนต้นฉบับ ความสัมพันธ์กับแหล่งข่าว และความไว้วางใจจากผู้ชม
สำหรับ The Reporter แนวทางสำคัญยังคงเป็นหลักพื้นฐานของงานข่าว ได้แก่ การให้ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่จริง การเปิดพื้นที่ให้แหล่งข่าวที่หลากหลายและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย รวมถึงการให้ความสำคัญกับบริบทและความครบถ้วนของข้อมูล
ฟังดูแล้วแทบไม่มีอะไรเป็น “เทคโนโลยีใหม่” แต่กลับเป็นสิ่งที่มีค่ามากขึ้นเมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้า
ยิ่ง AI เก่งขึ้น “ชื่อของนักข่าว” ยิ่งสำคัญ
อีกประเด็นที่น่าคิดต่อคือ ในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลสังเคราะห์ เราอาจไม่ได้ถามเพียงว่า “ข่าวนี้มาจากสำนักไหน ?” แต่จะถามมากขึ้นว่า “ใครเป็นคนรายงาน ?”
ชื่อของนักข่าวจึงอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบความน่าเชื่อถือ ตั้งแต่การลงพื้นที่ การเลือกแหล่งข่าว การตรวจสอบข้อเท็จจริง การอ้างอิง ไปจนถึงความรับผิดชอบและการแก้ไขเมื่อเกิดข้อผิดพลาด
AI สามารถสร้างข้อความได้
แต่ ความน่าเชื่อถือไม่ได้เกิดขึ้นจากการ Generate เพียงครั้งเดียว
มันเกิดจากผลงานจำนวนมากที่สะสมต่อเนื่อง และความรับผิดชอบที่มีต่อสาธารณะ
AI อาจไม่ได้ทำให้นักข่าวสำคัญน้อยลง แต่บังคับให้เรากลับมาถามว่า “นักข่าวมีไว้ทำไม”
..หลังจากฟังการแลกเปลี่ยนจากคนทำงานสื่อหลายประเทศ สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ ห้องข่าวอาจไม่จำเป็นต้องแข่งขันกับ AI ในทุกเรื่อง
หาก AI สรุปข้อมูลได้เร็วกว่า ก็ไม่จำเป็นต้องแข่งกันสรุปให้เร็วกว่า AI
หาก AI เขียนข่าวพื้นฐานได้ ก็อาจไม่จำเป็นต้องใช้เวลาของนักข่าวจำนวนมากกับงานประเภทเดียวกัน แต่ควรถามกลับว่า
อะไรคือสิ่งที่สังคมยังต้องการจาก “นักข่าวที่เป็นมนุษย์ ?”
- การออกไปเห็นเหตุการณ์ด้วยตาตัวเอง
- การถามคำถามที่ยังไม่มีใครถาม
- การค้นหาข้อมูลที่ยังไม่อยู่บนอินเทอร์เน็ต
- การตรวจสอบ ขุดคุ้ยเบื้องลึกผู้มีอำนาจ
- การฟังเสียงของคนที่อัลกอริทึมอาจมองไม่เห็น
- การเชื่อมโยงเหตุการณ์เข้ากับบริบท
- และการรับผิดชอบต่อสิ่งที่เผยแพร่
ท้ายที่สุดแล้ว การมาของ AI อาจไม่ได้ทำให้หลักการของวารสารศาสตร์เปลี่ยนไปทั้งหมด ในทางตรงกันข้าม มันอาจกำลังบังคับให้วงการข่าวกลับไปหาคุณค่าพื้นฐานที่สุดของวิชาชีพอีกครั้ง เพราะเมื่อใคร ๆ ก็สามารถ “ผลิตเนื้อหา” ได้ สิ่งที่ทำให้สื่อแตกต่าง อาจไม่ใช่ว่า ใครผลิตได้มากที่สุดหรือเร็วที่สุด แต่อาจเป็นว่า
ใครสามารถทำให้ประชาชนเข้าใจโลกได้ดีขึ้น และใครที่ประชาชนยังเลือกที่จะเชื่อถือ…
อ่านเนื้อหาในรูปแบบบล็อกได้ที่ : https://medium.com/@mynametai/asian-journalism-forum-2026-0d59ba6fa767
อ่านเนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ









