ย้อนเวลา สืบทางวัฒนธรรม หญิงไทยโบราณ แต่งกายแบบไหน ?


Lifestyle

สันทัด โพธิสา

Thai PBS
แชร์

ย้อนเวลา สืบทางวัฒนธรรม หญิงไทยโบราณ แต่งกายแบบไหน ?

https://www.thaipbs.or.th/now/content/4447

ย้อนเวลา สืบทางวัฒนธรรม หญิงไทยโบราณ แต่งกายแบบไหน ?
บริการเสริมจาก Thai PBS AI
ช่วยสรุปให้

กำลังเป็นกระแสเรื่อง “การเคลมทางประวัติศาสตร์” โดยเฉพาะเรื่องราวของ “สุภาพสตรียุคโบราณ” Thai PBS ชวนย้อนเวลาหาความรู้ หนึ่งในอัตลักษณ์สำคัญ เครื่องแต่งกายในหญิงไทยโบราณ มีวิวัฒนาการแต่งกายอย่างไร

วิวัฒนาการการแต่งกายหญิงไทยยุคโบราณ

หากแบ่งตามยุคสมัย วิวัฒนาการการแต่งกายของหญิงไทย ต้องสืบย้อนกลับไปในยุคทวาราวดี - ศรีวิชัย - สุโขทัย โดยในยุคอดีตนั้น หญิงไทยมักนุ่งผ้าซิ่น หรือผ้าถุง ส่วนท่อนบนมักเปิดเปลือย หรือใช้ผ้าผืนบางคาดรัดอก และเกล้าผมมวยสูง

กระทั่งสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น หญิงไทยส่วนใหญ่นุ่งผ้าซิ่นจีบหน้า และนิยมสวมเสื้อแขนกระบอกผ่าหน้า จวบจนเข้าสู่สมัยอยุธยาตอนปลาย หญิงไทยเริ่มนิยมนุ่งโจงกระเบน หรือผ้าถุง พร้อมกับห่มสไบเฉียง หรือห่มผ้าคล้องคอ (ตะเบงมาน) รวมไปถึงไว้ทรงผมปีก หรือผมสั้น เนื่องจากเป็นช่วงที่กรุงศรีอยุธยามีศึกสงครามอยู่บ่อย ๆ นั่นเอง

ผันผ่านมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ การแต่งกายของหญิงไทยมีการเปลี่ยนแปลงตามบริบททางการเมือง สังคม และอิทธิพลจากตะวันตก โดยช่วงรัชกาลที่ 1 -3 ยังคงสืบทอดรูปแบบการแต่งกายจากสมัยอยุธยาตอนปลาย โดยยังคงสวมผ้านุ่งจีบ ผ้าถุงยาวกรอมเท้า หรือนุ่งโจงกระเบน รวมทั้งคาดผ้าแถบ หรือห่มสไบเฉียง เปิดไหล่หนึ่งข้าง แต่หากอยู่บ้าน ส่วนใหญ่มักคาดผ้าหน้าอกผืนเดียว

ผ้าคาดหน้าอกในหญิงไทยโบราณ

ผ้าคาดหน้าอกในหญิงไทยโบราณ

สมัยรัชกาลที่ 4 ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญในโลกการแต่งกายของหญิงไทย เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากตะวันตกมากขึ้น หญิงไทยเริ่มสวมเสื้อแขนกระบอก ผ่าหน้ากระดุมแถวเดียว แล้วจึงห่มสไบเฉียงทับตัวเสื้ออีกชั้นหนึ่ง เพื่อความเรียบร้อยเมื่อออกนอกบ้าน ทว่ายังคงนุ่งโจงกระเบนเป็นหลัก 

สมัยรัชกาลที่ 5 เริ่มมีการรับอิทธิพลยุควิกตอเรียนจากฝั่งตะวันตก หญิงไทยเปลี่ยนมาสวมเสื้อแขนพอง ตกแต่งด้วยระบายลูกไม้อย่างประณีต มีการสวมสายสะพายหรือใส่สร้อยคอไข่มุกหลายชั้นประดับเพิ่มขึ้น แต่ยังคงนุ่งผ้าโจงกระเบน แต่ใช้ผ้ายกที่มีสีสันสวยงามเข้ากับเสื้อ ในส่วนด้านล่าง เริ่มสวมถุงเท้ายาว และรองเท้าส้นสูงตามแบบฝรั่ง

เสื้อแขนพองในหญิงไทยโบราณ

เสื้อแขนพองในหญิงไทยโบราณ

จวบเข้าสู่สมัยรัชกาลที่ 6 เป็นยุคที่หญิงไทยมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องการแต่งกายอีกครั้ง โดยเป็นการมาของ “กระโปรง” แต่มักสวมใส่ในงานพิธีการ หากเป็นในเวลาปกติ ยังสวมใส่ซิ่นยาว เป็นผ้าถุง หรือผ้าถุงปาเต๊ะ ผ้าบาติก ในส่วนของช่วงบน เริ่มสวมเสื้อมีลักษณะแขนสั้นลง ประการที่สำคัญ ไม่นิยมห่มสไบเหมือนอดีต และประดับประดาสร้อยยาวและสายคาดเอว 

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 7 ประเทศไทยวิวัฒนาการมากยิ่งขึ้น เปิดรับสู่ความเป็นสากล ข้อสังเกตหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงชัดในเครื่องแต่งกายหญิงไทย นั่นคือ การสวมใส่กระโปรงที่มีความยาวสั้นลง เหนือเข่า แต่ยังมีการนุ่งผ้าถุง ทว่าผ้าถุงก็มีขนาดความยาวสั้นลงแค่ช่วงเข่า รวมทั้งเป็นการมาของการสวมเสื้อแขนกุด หรือเสื้อไม่มีแขน หญิงไทยยุคดังกล่าวเริ่มนิยมตัดผมสั้น (ทรงบ็อบ) และดัดลอนรับกับใบหน้า

เข้าสู่สมัยรัชกาลที่ 8 รัฐบาลในยุคของจอมพล ป. พิบูลสงคราม มีกระแสการสร้างชาติและรัฐนิยม การแต่งกายของหญิงไทยในยุคนั้นจึงมีการสอดรับกับกระแสดังกล่าว หญิงไทยส่วนใหญ่ต้องนุ่งกระโปรง สวมหมวก สวมรองเท้าทุกครั้งที่ออกจากบ้าน หรืออยู่ในที่สาธารณะ จวบจนเข้าสู่สมัยรัชกาลที่ 9 ถึงปัจจุบัน หญิงไทยสวมใส่เครื่องแต่งกายตามแบบสากลมากขึ้น รวมถึงติดตามกระแสแฟชันในโลกยุคใหม่ 

ระหว่างช่วงเวลาดังกล่าว ประเทศไทยมีการสร้างสรรค์ “ชุดไทยพระราชนิยม” โดยพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงรังสรรค์ชุดไทยพระราชนิยม 8 ชุด อาทิ ชุดไทยเรือนต้น, ชุดไทยจิตรลดา, ชุดไทยจักรี เพื่อให้เป็นชุดแต่งกายประจำชาติที่มีเอกลักษณ์และใช้ในงานพิธีการต่าง ๆ

9 อัตลักษณ์สำคัญ “หญิงไทย” โบราณ

แม้จะมีวิวัฒนาการเรื่องการแต่งกายตามยุคสมัย รวมถึงตามโลกที่เปลี่ยนแปลงไป แต่หากจะรวบรวมว่า มีสิ่งใดบ้าง ที่นึกขึ้นมาแล้ว บ่งบอกถึงอัตลักษณ์ความเป็นหญิงไทยแต่ดั้งเดิม พอสรุปได้ดังนี้

1.การห่มสไบ นิยมใช้ผ้าพาดเฉียงจากไหล่ซ้ายลงมาทางขวา เรียกว่า "สไบเฉียง" หรือใช้ผ้าแถบ พันรอบอกเพื่อปกปิดร่างกายท่อนบน

2.การนุ่งโจงกระเบน การนำผ้าผืนยาวมาม้วนสอดลอดระหว่างขาแล้วเหน็บไว้ที่เอวด้านหลัง สะดวกต่อการลุกนั่งและการทำภารกิจประจำวัน เป็นเครื่องแต่งกายท่อนล่างยอดนิยมของทั้งชาวบ้านและชาววัง

การนุ่งโจงกระเบน

การนุ่งโจงกระเบน

3.การนุ่งผ้าซิ่นหรือผ้าถุง สวมใส่ยามอยู่บ้าน ลักษณะผ้าซิ่นจีบหน้าหรือจับจีบพก อาจประดับด้วยดิ้นเงินดิ้นทองงดงาม

4.การไว้ทรงผม ผมปีกและผมทรงดอกกระทุ่ม โดยผมปีก ลักษณะเป็นการโกนรอบศีรษะหรือตัดสั้น แล้วไว้ผมยาวตรงกลางศีรษะพร้อมกับเสยขึ้น มีจอนผมยาวประบ่าสองข้าง ส่วนผมทรงดอกกระทุ่ม ลักษณะเป็นการตัดสั้นรอบศีรษะ แล้วหวีตั้งขึ้นคล้ายดอกกระทุ่ม

ทรงผมหญิงไทยโบราณ

ทรงผมหญิงไทยโบราณ

5.การย้อมฟันดำ หญิงไทยโบราณ นิยมการกินหมากและการใช้ขี้ทาหรือถ่านเคี่ยวถูฟันให้เป็นสีดำเงา 

6.การทาขมิ้นและผัดหน้าด้วยแป้งร่ำ หญิงไทยโบราณนิยมใช้ผงขมิ้นทาผิวให้มีสีเหลืองนวลกระจ่างใสเหมือนทองคำ และใช้แป้งร่ำปะแต่งหน้าให้มีกลิ่นหอม

7.การย้อมเล็บและนิ้วมือให้เป็นสีแดงสดด้วยสีย้อมธรรมชาติ เพื่อเพิ่มความสวยงามแก่เรียวมือ

8.การใช้น้ำอบ น้ำหอม เนื่องจากยุคโบราณยังไม่มีน้ำหอมสังเคราะห์ สตรีไทยจึงนำเสื้อผ้าและสไบไปอบด้วยควันเทียนและดอกไม้หอม เช่น ดอกกระดังงา มะลิ พิกุล ทำให้เครื่องแต่งกายมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

9.การสวมเครื่องประดับโลหะและสร้อยสังวาล โดยหญิงไทยโบราณ นิยมสวมเครื่องประดับตามฐานะ เช่น สร้อยสังวาลพาดบ่า, กำไลข้อมือ-ข้อเท้า, เข็มขัดทองหรือเงิน, ต่างหู และปิ่นปักผม  

เครื่องแต่กาย และรูปแบบการแต่งกาย ถือเป็นสิ่งสืบค้นร่องรอยทางประวัติศาสตร์แต่หนหลังได้เป็นอย่างดี แต่ท้ายที่สุด คุณค่าของเรื่องราวเหล่านี้ อาจไม่ได้ชี้วัดว่า “รากเหง้า” ต้องเป็นของใคร แต่คือข้อมูลทางการศึกษาเพื่อให้คนรุ่นหลังได้ “เรียนรู้” ในอดีต ไม่วาจะเป็นผู้คนในถิ่นแคว้นแดนใดก็ตาม

อ่านเนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

หญิงไทยหญิงไทยโบราณแต่งกาย
สันทัด โพธิสา

ผู้เขียน: สันทัด โพธิสา

เจ้าหน้าที่เนื้อหาออนไลน์อาวุโส Thai PBS สนใจความเคลื่อนไหวของสังคม ผู้คน และเทรนด์ใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ และรวมถึงเป็นสมาชิกทาสแมวมายาวนาน

บทความ NOW แนะนำ